[รีวิว] เรียนหลักสูตร ESL ที่ SMEAG CAPITAL CAMPUS โดยคุณพอล

รีวิว เรียนหลักสูตร ESL ที่ฟิลิปปินส์
ระยะเวลา 8 สัปดาห์ (06 Oct 2024 – 30 Nov 2024)
กับสถาบัน SMEAG CAPITAL CAMPUS โดยคุณพอล

การไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียนในห้อง แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ชีวิต การปรับตัว และสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ “ฟิลิปปินส์” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนไทย โดยเฉพาะคนที่อยากพัฒนาทักษะการสื่อสารในงบประมาณที่เข้าถึงได้ บทความนี้คือรีวิวประสบการณ์จริงจาก “คุณพอล” ที่จะช่วยให้เห็นภาพทั้งข้อดี ข้อสังเกต และสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

ทำไมถึงสนใจไปเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์?

เหตุผลหลักคือเรื่อง “งบประมาณ” เมื่อเทียบกับประเทศอย่างแคนาดาที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่เป็นคาบเรียนกลุ่มขนาดใหญ่ สำหรับผมฟิลิปปินส์จึงตอบโจทย์มากกว่า ทั้งในเรื่องราคาที่คุ้มค่า และมีคาบเรียนตัวต่อตัวที่ช่วยให้พัฒนาได้เร็วและตรงจุด

การมาเรียนในครั้งนี้มีเป้าหมายไหม?

เป้าหมายของผมคือ อยากพูดภาษาอังกฤษกับเพื่อนให้ได้มากที่สุดครับ เพราะหลังจากนี้ผมมีแพลนจะไปแคนาดาต่อช่วงวันที่ 25 ธันวาคม ก็เลยอยากมาเตรียมตัวก่อน ผมคิดว่าภาษาอังกฤษตัวเองดีขึ้นนะครับ อย่างน้อยเวลาไปถึงแคนาดา ก็น่าจะฟังได้ดีขึ้น ไม่ต้องพูดว่า “Again please” หลายๆ ครั้ง เหมือนเมื่อก่อน สำหรับผม การมาเรียนที่นี่เหมือนเป็นการมาปูพื้นฐาน ทำให้รากฐานภาษาอังกฤษของเราแน่นขึ้นมากกว่าครับ

ทำไมถึงเลือกเรียนที่ SMEAG?

การตัดสินใจเลือกสถาบันมาจากการดูรีวิวและความน่าเชื่อถือของโรงเรียนเป็นหลัก ซึ่งทำให้มั่นใจในมาตรฐานของครูผู้สอน และเมื่อได้เรียนจริงก็พบว่าคุณภาพค่อนข้างตรงกับที่คาดหวังครับ

หลักสูตร ESL เป็นอย่างไรบ้าง?

หลักสูตร ESL มีทั้งคาบเรียนตัวต่อตัวและคาบกลุ่ม โดยคาบเรียนเดี่ยวถือเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ผมโฟกัสกับจุดอ่อนของตัวเองได้เต็มที่ และสามารถเปลี่ยนครูได้หากรู้สึกว่าไม่เหมาะ ส่วนคาบเรียนกลุ่มช่วยให้ได้ฝึกสื่อสารกับเพื่อนหลากหลายสัญชาติ แต่คุณภาพของคาบเรียนกลุ่มก็ขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมกลุ่มด้วยนะครับว่าระดับภาษาประมาณไหน

ใน 1 วัน เรียนทั้งหมดกี่คาบ กี่โมงถึงกี่โมง?

เริ่มตั้งแต่ 06:40 น. ที่เป็น Morning Sparta แล้วก็ตอนเช้าอีก 2 วิชา ตอนบ่ายอีก 3 วิชา ตอนเย็นอีก 1 วิชาครับ แต่ผมไม่เข้าคาบ Speacial class ชื่อ Speak Up คาบบ่ายเพราะนักเรียนไม่ค่อยได้ Speak เท่าไหร่ แต่จริงๆ ก็มีวิชาอื่นให้เลือกได้อีก เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ถ้าใครไม่ถูกใจก็เปลี่ยนตารางเอาได้ครับ เปลี่ยนได้หมดเลยแต่เด็กส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้กันว่าสามารถเปลี่ยนได้ครับ

สำเนียงครูฟิลิปปินส์เป็นอุปสรรคในการเรียนไหม?

สำเนียงครูฟิลิปปินส์หลายๆ คนยังติด ที่ออกเสียงเป็น ต็อก เป็นอะไรอย่างงี้อยู่ แต่ก็คือ เราก็เลือกได้ เราก็ไม่จำ อย่างเช่นวิชาที่ครูเขาสอน Vocab เราอาจจะฟังเขา รอบสองรอบ แต่ว่าตอนเย็น เราต้องกลับมาทำการบ้านเราเองด้วย เราต้องมาเปิดในดิก ในแอป ว่าจริง ๆ แล้วฝรั่งออกเสียงยังไง แล้วเราก็อาจจะต้องทำการบ้านออกเสียงตามแบบฝรั่ง เพราะว่าคำเดียวกัน เราออกเสียงแบบฝรั่ง เวลาเราคุยกับครู ครูเขาก็รู้เรื่องนะ ครูเขาก็โอเค โดยที่เขาก็ออกเสียงตามแบบฟิลิปปินส์ของเขา อันนี้อยู่ที่เราทำการบ้านด้วย ด้วยความว่าเขาเป็นฟิลิปปินส์ เราจะหวังว่าเขาจะต้องสำเนียงเป๊ะ ก็ไม่ได้อยู่แล้ว แค่สมองเราอย่าไปจำเท่านั้นเองครับ

วิธีการสอนของครูเป็นอย่างไร?

สำหรับผมนะ ขึ้นอยู่กับครูแต่ละคนครับ ถ้าครูที่แมตช์กับเรา อย่างวิชาฟังกับพูด เขาก็จะใส่ใจนะ ครูก็จะถามเราว่าฟังอีกรอบมั้ย ฟังได้มั้ย ฟังไม่ทันยังไง ผมว่าเขาจะให้เพลย์ซ้ำ

ถ้าเป็นวิชาพูด ครูเขาก็ให้เราพูด พูดผิดก็แก้ ถึงพูดถูกก็แก้เหมือนกัน เหมือนกับให้เราพยายามพาราเฟสประโยคอีก เปลี่ยนรูปแบบประโยคใหม่ที่ความหมายเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ ครูก็จะสอนว่า ยูจะใช้คำเดิมอย่างนี้ ประโยคนี้ก็คำเดิม ประโยคหน้าก็คำเดิมอีกแล้ว ไม่ได้นะ เราพาราเฟสใหม่ เพราะฉะนั้นเราก็จะได้ประโยครูปแบบใหม่ ๆ ได้คำศัพท์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาด้วยครับ

แล้วก็ครูที่สอนอ่านกับเขียนก็ อันนี้ค่อนข้างถูกใจ ไม่เคยเปลี่ยนเลย เขาก็ให้เขียนแหละครับ มี Red Diary ที่ให้เขียนทุกวัน ซึ่งผมก็บอกเขาว่าผมไม่อยากได้หัวข้อง่าย ๆ นะ เพราะว่าผมผ่าน IELTS มาแล้ว เขาก็เอาหัวข้อ IELTS ให้เขียน ผมก็เขียนตาม เขียนเหมือนเขียนสอบ IELTS เขาก็นั่งแก้ให้ เขาก็นั่งไล่ถามว่า ทำไมประโยคนี้ถึงแต่งประโยคมาอย่างงี้ ทำไมถึงใส่ ตรงนี้ทำไมต้องใส่ to ทำไมต้องใส่ by แล้วทำไมตรงนี้ไม่ใส่ อะไรอย่างงี้ ก็เหมือนค่อย ๆ นั่งแก้ไปทุกวันแหละครับ จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถึงครึ่งชั่วโมง ในการแก้ Red Diary ในช่วงแรก ๆ นะครับ หลัง ๆ มันดีขึ้นเยอะแล้ว

คาบเรียนกลุ่มเป็นอย่างไรบ้าง?

ส่วนคลาสกลุ่มเล็กก็ถือว่าดีครับ แต่จริง ๆ แล้วความสนุกของคลาสไม่ได้ขึ้นอยู่กับครูอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมกลุ่มด้วยว่าแต่ละคนมีส่วนร่วมมากแค่ไหน ถ้าทุกคนช่วยตอบคำถามและกล้าพูด บรรยากาศก็จะสนุกและเรียนได้เต็มที่ แต่บางครั้งก็เจอกลุ่มที่เพื่อนยังพูดไม่ได้มาก ถึงจะอยู่ในเลเวลเดียวกัน อย่างบางคนอาจเก่งแกรมม่า แต่ยังสื่อสารไม่ได้ ทำให้คลาสค่อนข้างช้า ช่วงนั้นผมเลยตัดสินใจขอเปลี่ยนกลุ่ม เพราะรู้สึกว่ากลายเป็นเราที่ต้องช่วยสอนเพื่อนแทนครับ

มีการบ้านเยอะไหม?

การบ้านไม่เยอะครับ การบ้านจะเป็นแค่การเขียน Red Diary แค่นั้น แล้วแต่เราด้วย จริงๆ ครูเขาจะให้หัวข้อง่ายๆ มาเขียนประมาณ 50 คำ ไม่เกิน 100 คำ แต่ถ้าเราอยากเขียนมากกว่านั้น เราก็บอกครูว่าเราอยากเขียนมากกว่านั้นนะ หรือเราอยากได้หัวข้อที่ฝึกเรามากกว่านี้นะ ก็บอกครูได้ครับ

ด้วยความที่เคยเรียนที่ ILAC KISS ONLINE มากับมาเรียนที่ SMEAG รู้สึกถึงความแตกต่างมั้ย?

ที่ ILAC เป็นคาบเรียนกลุ่มครับ ที่ต่างกันเลยคือในกลุ่มจะเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ที่ SMEAG นี่กลุ่มเล็ก ส่วนคลาสใหญ่ ครูก็พยายามแบ่งกลุ่มให้มันย่อยลงอยู่ดีเพื่อให้ทุกคนมีกิจกรรมทำ 

ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือเราจะต้องเป็นคนกะตือรือร้นก่อน เวลาครูเรียกถามเราก็ต้องตอบ ตอบผิดตอบถูกตอบไปก่อน ที่นี่ก็ไม่เคยว่า ส่วนที่ ILAC ก็ไม่เคยว่าเราต้องตอบไปก่อน แล้วเดี๋ยวเขาจะทำความเข้าใจกับเราเองว่าทำไมมันถึงผิด ทำไมเราถึงเข้าใจอย่างงี้ อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับตัวเรา 

ส่วนที่ต่างกันคือเรื่องเรียนเดี่ยว ที่ SMEAG มีเรียนเดี่ยวกับครูแบบตัวต่อตัว เราสามารถโฟกัสได้ ไปได้เร็ว ตรงจุดไหนเรารู้อยู่แล้วมันก็ผ่านไปได้เลย ไม่ต้องรอคนนั้นคนนี้ครับ อันนี้ ESL 1 เนาะ แต่คนที่เรียน ESL 2 จะมีคลาส Evening Sparta ที่จะมีคาบเรียนเป็นตัวต่อตัวเพิ่มอีกก็ยิ่งดีเลยครับ

ESL 1 ชอบวิชาไหนมากที่สุด?

ชอบหมดเลยครับ ชอบทั้งคลาสฟังพูด แล้วก็อ่านเขียน ค่อนข้างดีทั้งหมด คลาสกลุ่มใหญ่ที่เป็น Pronunciation Class ก็ค่อนข้างชอบเหมือนกัน แต่ว่าช่วงเดือนที่แล้วจะสนุกกว่า เพราะนักเรียนในห้องส่วนใหญ่ค่อนข้างแอคทีฟ ทุกคนเล่นเกม ตอบคำถาม แล้วก็มีส่วนร่วมกับครูตลอด แต่พอช่วงนี้ หลายคนในกลุ่มเดิมเริ่มทยอยกลับกันไปหมดแล้ว พอมาเดือนนี้ก็เลยเหลือแต่คนเงียบ ๆ กลายเป็นผมที่แอคทีฟอยู่คนเดียว แล้วคนที่มาใหม่ก็ค่อนข้างเงียบ เดือนนี้เลยอาจจะไม่สนุกเท่าเดือนก่อน แต่ผมก็ยังชอบเข้าเรียนนะครับ เพราะครูจะมีวิธีสอนที่สนุก เช่น พาฟังเพลง ร้องเพลงตาม หรือเปิดประโยคที่เจ้าของภาษาพูดจริงให้ฟัง แล้วให้เราเขียนว่าได้ยินคำว่าอะไร ซึ่งเวลาฝรั่งพูดจริง ๆ มันจะมีการลิงก์เสียง ลิงก์คำ ทำให้ฟังค่อนข้างยาก ผมเลยชอบคลาสนี้ เพราะถ้าให้ไปฝึกเองก็คงขี้เกียจเหมือนกัน

วิชาที่ไม่ชอบ?

ถ้าจะมีวิชาที่ไม่ค่อยชอบ ก็น่าจะเป็น Morning Sparta ครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะขี้เกียจตื่นด้วยแต่ว่าสำหรับผม เรื่องการใช้คำศัพท์ของคลาสนี้ยังรู้สึกต่างจากตอนที่เรียนที่ ILAC ครับ คือ Morning Sparta ที่นี่จะให้คำศัพท์มา แล้วเราต้องพยายามคิดเองว่า จะเอาคำศัพท์พวกนั้นไปใช้เมื่อไหร่ ใช้ในคาบไหน หรืออาจจะใช้วันต่อ ๆ ไป ครูอาจจะให้แต่งประโยค แล้วเราก็ต้องพยายามดึงคำศัพท์มาใช้เองเพื่อให้จำได้ครับ

แต่ที่ ILAC เขาจะมีการวาง Topic เป็นบล็อกชัดเจน อย่างเช่น 2 สัปดาห์นี้เรียนเรื่อง Global Warming เขาก็จะให้คำศัพท์ที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้มาเลย แล้วในคลาสวันต่อ ๆ ไปก็จะยังวนอยู่กับ Topic เดิม ทำให้เราได้ใช้คำศัพท์เดิมซ้ำ ๆ ตลอด เลยรู้สึกจำง่ายกว่า แต่ที่นี่จะค่อนข้างเปิดกว้างกว่า คือเราต้องคิดเองว่า จะเอาคำศัพท์นั้นไปใช้ตอนไหนหรือยังไงครับ สำหรับผมบางทีคำศัพท์ที่ได้มาก็ลืมง่ายเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้หยิบมาใช้บ่อย แล้วในหัวเรามักจะมีคำศัพท์ที่ง่ายกว่าอยู่ เวลาพูดจริงบางทีเราก็เลยเลือกใช้คำที่ง่ายกว่าไปก่อน บางครั้งก็จะนึกไม่ออกว่า คำที่เรียนมามันใช่คำนี้ไหม หรือสะกดยังไง พอคิดไม่ออกก็เลยปล่อยผ่าน แล้วกลับไปใช้คำศัพท์ง่าย ๆ ที่คุ้นเคยแทนอะไรแบบนั้นครับ แต่ว่าก็มี เพื่อนคนญี่ปุ่นก็จะเข้าทุกวันเลยนะ ตอนเช้าน่ะ เขาตื่นกัน แต่ผมเข้าแค่เดือนแรก เดือนเดียว แล้วผมก็ไม่เข้าแล้วครับ

การมาเรียนที่ SMEAG ช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของเราไปในทิศทางไหนบ้าง?

ดีขึ้นจากวันแรกที่มามากครับ โดยเฉพาะรูมเมตผม ก่อนกลับเขายังบอกเลยว่า ภาษาอังกฤษของผมดีขึ้นมากจากวันแรกที่เจอกัน ซึ่งตัวผมเองก็รู้สึกได้เหมือนกันครับ เรื่องการพูดถือว่าพัฒนาขึ้นเยอะ ส่วนเรื่องการเลือกใช้คำศัพท์ที่ดีขึ้น อันนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วยว่าเราจะเลือกใช้ไหม แต่สิ่งที่ดีคือ เรามีโอกาสได้เจอเพื่อนดี ๆ แล้วผมก็พยายามคบเพื่อนที่ภาษาอังกฤษเลเวลสูงกว่าเรา เพื่อที่จะได้พัฒนาตัวเองตามเขาไปด้วยครับ

มีสิ่งที่กังวลก่อนมาเรียนที่นี่ไหม?

ก่อนมาเรียนที่นี่ จริง ๆ ผมไม่ได้กังวลอะไรเลยครับ ทั้งเรื่องการเรียนและสภาพความเป็นอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกกังวลครับ คิดว่ายังไงก็พออยู่ได้ครับ

อาหารที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?

ก็กินได้ครับ บางวันก็เค็มมากๆ บางวันก็จืด แล้วแต่วันครับ เขาก็จะตักเนื้อให้น้อย แต่เราสามารถวนมาเอาใหม่ได้ บางวันโปรตีนเยอะมากนะ วางเป็นถาดให้ตักเองเลย แต่บางวันก็มีแค่อย่างเดียว งงเหมือนกันครับว่าทำไมไม่เฉลี่ย ๆ กันไป ข้าวที่นี่บางวันก็หุงแข็ง บางวันก็แฉะ แล้วแต่วันครับ

ช่วงที่เรียนอยู่ที่นี่ เวลาที่ต้องการเปลี่ยนคาบเรียน เปลี่ยนครู หรือมีเรื่องที่อยากติดต่อทางโรงเรียน รู้สึกว่าติดต่อเจ้าหน้าที่ยากไหม?

ไม่ครับ เราต้องติดต่อ SA Teacher ก่อน ถ้าจะเปลี่ยน แต่ผมได้เทคนิคจาก เพื่อนรูมเมตคนจีนก่อน ก็คือ เขาก็บอกว่า ให้ไปเช็กตารางครูที่ว่าง ในคาบที่เราจะเรียนก่อน เสร็จปุ๊บ เราก็ ลิสต์ออกมาว่ามีครูคนไหนบ้าง แล้วเราก็ไปหาถามว่าครูคนนี้คือคนไหน ครูคนนี้ ชื่ออะไร อยู่ห้องไหน สอนดีไหม ก็ไปถามเพื่อนนักเรียนด้วยกันเลยครับ อาจจะเป็นคาบไหนก็ได้ เราก็เดินไปส่องดูว่าใครเรียนอยู่แล้วเราก็ถามเขาตอนที่เขาเดินออกมาจากคลาสของครูคนนั้น เราก็ถามเขาว่า ครูคนนั้นสอนอะไร เป็นยังไงบ้าง เขาใช้วิธีนี้ ถ้าเราอยากได้ครูดีๆ เราก็ต้องตามหาครับ

เพราะว่าถ้าสมมติเราไม่รู้อะไรเลย มันก็คือการสุ่ม เขาก็จะมีลิสต์รายชื่อครูมาให้ เช่น ครูว่าง 5 คนนะ แล้วให้เราเลือกว่าจะเรียนกับคนไหน พอเราถามกลับว่าเเล้วจะให้เราเลือกใคร เขาก็บอกว่า สุ่มเลือกมาได้เลย ซึ่งเราสุ่มไม่ได้ เพราะเราอยากเปลี่ยนจากคนคนนึงไปหาครูคนใหม่ที่ดีกว่า เราก็เลยไปปรึกษาเพื่อนคนจึน เขาก็เลยแนะนำวิธีมาครับ

เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนมีจากประเทศไหนบ้าง?

ช่วงที่ผมอยู่ที่นี่ เพื่อนส่วนใหญ่ประมาณ 70–80% เป็นคนญี่ปุ่นครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมช่วงนี้คนญี่ปุ่นเยอะมาก เขาบอกว่า ประมาณช่วงเดือน 8–11 จะเป็นนักเรียนญี่ปุ่นเยอะ แล้วช่วงเดือน 12–2 จะกลายเป็นนักเรียนจีนมากกว่า แล้วเพื่อนญี่ปุ่นหลายคนก็บ่นเหมือนกันว่า ตอนที่สมัคร เอเจนต์ฝั่งเขาบอกว่าจะมีนักเรียนญี่ปุ่นประมาณ 40–50% ของโรงเรียน แต่พอมาอยู่จริง ๆ กลายเป็นประมาณ 80% เลยครับ

ห้องพักที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

เรื่องห้องพัก ถ้าให้เทียบกับมาตรฐานความสะอาดที่ไทย ก็คงเทียบกันยากนิดนึงครับ แม่บ้านที่นี่ เขาจะเอาไม้กวาดกวาดก่อน แล้วก็ค่อยถูพื้น เวลาถูพื้นเขาจะใช้น้ำยาราดลงพื้นแล้วก็ถูเลย มันก็เลยค่อนข้างเหนียว ๆ หน่อย ส่วนห้องน้ำก็จะเป็นแบบฉีดน้ำยา ฉีดน้ำ แล้วก็จบเลย ไม่ได้มีการขัดหรือทำละเอียดมากนัก แต่จริง ๆ ผมเห็นจากรีวิวมาก่อนแล้ว ก็เลยทำใจไว้ตั้งแต่ก่อนมาแล้วครับ

แล้วก็ในห้องเรียนกลุ่ม จะมีโต๊ะกลางที่ทุกคนใช้ร่วมกัน ซึ่งจะไม่มีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดตรงนั้น พวกผมเลยซื้อทิชชูเปียกผสมแอลกอฮอล์มาเช็ดกันเองทุกวัน เพราะพอเช็ดครั้งแรกคือดำมาก เพื่อนบางคนยังถามเลยว่าทำไมต้องเช็ด พอผมลองเช็ดให้ดู เขาก็ตกใจเหมือนกันว่าโต๊ะสกปรกขนาดนี้เลยเหรอ

ได้รูมเมตเป็นคนสัญชาติไหน?

รูมเมตผมเป็นคนจีนครับ ซึ่งดีมากเลย เพราะอายุใกล้เคียงกัน ผมอายุ 36 ส่วนรูมเมตอายุ 40 ก็เลยคุยกันง่าย แล้วเขาเป็นคนจีนที่ทำงานต่างประเทศบ่อย เลยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเยอะมาก ที่นี่ถือว่าได้คอนเนกชันดีเลยครับ ได้ทั้งเพื่อนหมอ เพื่อนกัปตัน แล้วรูมเมตผมก็เป็นกัปตันเดินเรือด้วย ก็เลยได้รู้จักคนหลายสายอาชีพมาก ส่วนการใช้ชีวิตด้วยกันก็แทบไม่ต้องปรับตัวเยอะครับ เขาถือว่าเป็นคนจีนที่ค่อนข้างสะอาด แล้วก็มีความเกรงใจกันอยู่ เขาชอบเปิดภาษาอังกฤษฟังในห้องเพื่อฝึก Listening ซึ่งผมก็ได้ฝึกไปด้วยเหมือนกัน แค่เขาจะเปิดเสียงค่อนข้างดัง เพราะเขามีปัญหาเรื่องการได้ยิน ตอนแรกผมก็ใช้ที่อุดหู แต่หลัง ๆ เขาเห็นก็เลยลดเสียงลงให้ ก็ถือว่าอยู่ด้วยกันได้ดีครับ เพราะเขาเป็นคนที่มีเป้าหมายและตั้งใจมาเรียนจริง ๆ ครับ

คนจีนที่เขามาเรียนเขามีเป้าหมายและมีความมุ่งมั่นกันมาก ขยันกันมากเลย อย่างรูมเมตนักเรียนไทยอีกคนนึงเขาบอกว่าเขาต้องการได้ IELTS 6.0 แต่ถ้าได้ 6.5 จะดีมาก เเต่ละวันของเขาถ้ามีเวลาว่างเขาก็จะนั่งฝึกทำข้อสอบพาร์ท Reading บ้าง พาร์ท Writing บ้าง พาร์ท Listening บ้าง ทั้งวัน ทุกวัน เสาร์ อาทิตย์ เขาก็นั่งฝึก ซึ่งถ้าเทียบกับคนไทยเราไม่นอน ก็เล่นโซเชียล ออกไปกินข้าว เดินห้างครับ 

การใช้ชีวิตที่ฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร?

โดยรวมถือว่าอยู่ได้ไม่ยากเลยครับ อาหารและอากาศคล้ายไทย แต่ควรระวังเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะการเดินทาง แนะนำให้ใช้ Grab มากกว่าการเรียกแท็กซี่ทั่วไปเพื่อลดความเสี่ยง โดนแท็กซี่ปล้น ซึ่งผมโดนมาแล้ว บอกเอาเงินมา ค่าโดยสาร 4,000 เปโซ เรามีอยู่ 3,500 เป็นการเรียกจาก SM Seaside ครับ

ซึ่งปกติผมใช้ Grab แล้วรูมเมตบอก “ยูใช้ Grab ทำไมมันแพง เรียกแท็กซี่ขาวสิถูกมาก” ขาไปเรียกแท็กซี่ขาว 140 เปโซ ก็ถูกจริงครับ ขากลับเลยเรียกแท็กซี่ขาวกลับ เรียบร้อย โดนไป 4,000 บอกรูมเมตเลยว่าพอแล้ว ไม่เอาแล้ว ที่นี่ค่อนข้างน่ากลัวนะ แต่ผมไม่ค่อยได้ไปไหนไง ไปดื่มปาร์ตี้กับเพื่อน ไปห้างปกติ ผมเป็นคนกลัวน้ำด้วย ไม่ได้ไป Oslob หรือ Island Hopping เลย เพราะตอนเด็กเคยเกือบจมน้ำตาย เลยไม่ค่อยไปครับ

มีคำแนะนำสำหรับคนที่อยากไปเรียนไหม?

มาเลยครับ อยากให้มา ด้วยความที่มันไม่ไกลประเทศไทย อาหารการกินก็กินได้ครับ เขาก็ทำอาหารญี่ปุ่นบ้าง เกาหลีบ้าง ฟิลิปปินส์บ้าง บางวันก็มีอาหารไทย ผัดไทยที่นี่อร่อยมากนะครับ อากาศก็คล้ายไทย เรื่องความปลอดภัยก็แค่ระวังตัว แล้วเราจะได้เพื่อนใหม่ ๆ สังคมที่ต้องบังคับคุยภาษาอังกฤษ ด้วยความที่คนไทยในโรงเรียนมีกันแค่ 4 คน เราแค่อย่าจับกลุ่มคนไทยกันเองแค่นั้นเลยครับ ตื่นมาหัวเราจะเริ่มคิดเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น และที่สำคัญเเนะนำว่าคนไทยที่มาเรียนที่นี่ต้อง “กล้าแสดงออก” โดยเฉพาะคาบเรียนกลุ่ม จะเรียนกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็ก ครูสอนอะไรถามอะไรให้ตอบไปเลย ผิดถูกช่างมันเพราะครูพร้อมแก้ให้ แล้วก็กล้าไปกับเพื่อน กล้าคุย กล้าถาม กล้าชวนเพื่อนคนต่างชาติไปข้างนอก ก็บอกเพื่อนว่าพยายามคุยภาษาอังกฤษเท่านั้น English Only เราจะได้ฝึก เพราะอยู่ไทยมันไม่สามารถทำแบบนี้ได้ครับ

ทำไมถึงเลือกไปกับ ก้อปันกัน (KPG)?

จริง ๆ เราทักไปสองเจ้า ก้อปันกันอยู่ในใจอยู่แล้วเพราะตอนแรกจะไปแคนาดาก็เคยทักไป แล้วก้อปันกันมีคลิปรีวิวเยอะ ชอบครับ แล้วถ้าวันนั้นทางเจ้าหน้าที่ก้อปันกันไม่โทรมา อาจจะไปเจ้านู้นแล้ว แต่ถ้าให้เทียบ ก้อปันกันราคาดีที่สุด ไม่มีค่าธรรมเนียมโอนเงิน ก้อนค่าเรียนทุกเจ้าเท่ากันหมด แต่ก้อน Local Fee ไม่เท่ากัน ที่นี่ถูกที่สุด ก้อปันกันมีส่วนลดของ SMEAG ให้เพิ่มด้วยถ้าลง 8 สัปดาห์ ในขณะที่เอเจนท์อื่นไม่มีส่วนลดให้เลย ราคาดีสุดและบริการดี รวมถึงมีให้ประกันการเดินทางด้วยครับ

อ่านเกี่ยวกับ SMEAG – คลิก

Photo Credits :  คุณพอล

ติดต่อขอรับคำปรึกษา

 

เรียนต่อแคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์

Line : @korpungun

เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

Line : @kpglearn

คอร์สออนไลน์ KPG LIVE

Line : @kpglive

TEL: 094-883-8778