รีวิว เรียนหลักสูตร General ESL ที่ฟิลิปปินส์
ระยะเวลา 12 สัปดาห์ (18 May 2025 – 09 Aug 2025)
กับสถาบัน Monol โดยคุณเก๋
ก่อนที่จะตัดสินใจมาเรียนที่ฟิลิปปินส์เคยมีเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนมาก่อนไหม?
เคยเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ที่นึงกับครูฟิลิปปินส์ ประมาณ 3 เดือน แต่เวลามันไม่ได้ เพราะเราเหนื่อยจากงาน เราก็ขี้เกียจเรียน รวมถึงเราไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่บังคับว่าเราต้องเข้าเรียน เราก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนดีกว่า ก็เลยมาเรียนที่ฟิลิปปินส์ค่ะ
เป้าหมายในการมาเรียน?
เราอยากพูดให้ได้เหมือน Native Speaker และสอบ IELTS เพื่อใช้สมัครโครงการ Work and Holiday ค่ะ
ผ่าน ต.ม. ยากไหม?
เขาก็จะถามจุดประสงค์ที่เรามาที่นี่ เราก็โชว์จดหมายตอบรับเข้าเรียนให้เขาแค่นั้นเลยค่ะว่าเรามาเรียนกี่เดือน และมีเอกสารเที่ยวบินขากลับนะ จริงๆ เขาแค่อยากจะเช็คแค่ว่าเรามีที่เรียน มีที่พักจริงๆ หรือเปล่า ถ้ามีเอกสารจากโรงเรียนก็จบแล้วค่ะ ไม่มีอะไรเลยค่ะ
เราไม่ได้ซีเรียสอะไร ตอนที่ KPG บอกให้เตรียมโน่น เตรียมนี่ เราก็เตรียม แต่เราก็ไม่ได้เครียด โชคดีที่เราพอฟังออก เพราะเราก็เดินทางไปต่างประเทศมาบ้าง เราก็เลยคุ้นชินกับ ต.ม. ก็ไม่ได้มีความประหม่าอะไรค่ะ
การเดินทางจากมะนิลาไปบาเกียวด้วยตัวเองยากไหม?
สำหรับเราไม่ยากค่ะ แค่นั่งบัสยาวๆ 3-4 ชั่วโมง ที่นี่ก็มีรถบัสให้เลือกหลากหลายมากเลยค่ะ เช่น Joy bus, Victory Liner เป็นต้น ถามว่าแพงไหม ก็ไม่ได้แพงขนาดนั้น ถ้าเทียบกับระยะเวลาที่เรานั่ง ซึ่งก็เหมือนนั่งนครชัยแอร์บ้านเรา แต่ราคาถูกว่าค่ะ
กิจวัตรในแต่ละวันทำอะไรบ้าง?
ในวันที่มีเรียน ตอนเช้าก็จะมีอาหารเช้าให้ฟรี นักเรียนก็เลือกได้ว่าจะกินอะไร เราเริ่มเรียนตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น. ค่ะ หลังจากเรียนเสร็จก็จะมีไปยิม ไปเล่นโยคะกับเพื่อนค่ะ บางทีถ้าเราเบื่อๆ อาหารที่โรงเรียน เราก็ไปกินในเมือง ก็นั่ง Jeepney หรือ Taxi ไปกับเพื่อน หลังจากนั้นกลับมาก็จะมีมานั่งดูหนังกับเพื่อนบ้าง Self study บ้างค่ะ เพราะที่นี่ก็มี Wifi บริการให้ในทุกๆ ชั้น และทุกๆ ห้องพักเลยค่ะ ส่วนวันหยุดเราก็จะออกไปข้างนอกค่ะ
ชอบเรียนวิชาไหน?
เราชอบคาบตัวต่อตัว Speaking กับคาบเรียนกลุ่ม Discussion มากค่ะ ซึ่งถึงแม้ว่าคาบกลุ่มจะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียนก็ได้ เพราะคอร์ส General ESL เราจะได้เรียนตัวต่อตัว 5 คาบที่บังคับต้องเข้าเรียน เเล้วก็คาบกลุ่มที่จะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้อีก 4 คาบ แต่เราก็เข้าหมดทุกคาบเลยค่ะ ที่ชอบ 2 วิชานี้ เพราะว่าเราได้แชร์ประสบการณ์กับเพื่อนกับครูค่ะ
วิชาที่ไม่ชอบ?
สำหรับเรา Writing ค่ะ เพราะยากมากเลย แต่ก็ไปเรียนอยู่ดี ไม่ใช่ว่าครูสอนไม่ดีนะคะ เรารู้สึกแค่ว่าการเขียนมันยาก แล้วก็มีการบ้านต้องทำทุกวัน ยิ่งพอเราเปลี่ยนระดับภาษามาเป็น Intermediate 2 คำศัพท์ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีกค่ะ
อาหารที่โรงเรียน?
สำหรับเราอาหารที่ Monol มีขายค่อนข้างหลากหลายนะคะ ไม่ได้เจาะจงว่าจะเป็นเอเชียเท่านั้น เพราะนักเรียนที่นี่มีทั้งอาหรับ เวียดนาม จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเราที่เป็นคนไทย เพราะอย่างสถาบันอื่น เขาอาจจะมีนักเรียนญี่ปุ่นเยอะมาก แต่สถาบัน Monol นักเรียนค่อนข้างหลากหลายสัญชาติ โรงเรียนเลยยกเลิกที่เป็นแบบบุฟเฟต์ไป และเปลี่ยนเป็นแบบร้านอาหารให้นักเรียนได้เลือกซื้อทานได้แทน
อาหารที่นี่ก็อร่อยดีนะคะ แต่เราไม่ชอบอาหาร Fast Food เราก็เลยเลือกไปทานร้านอาหารหน้าโรงเรียน หรือทำอาหารกินเอง แต่ถ้านักเรียนต้องการซื้ออาหารที่ร้านของโรงเรียนก็จะมีส่วนลด 15% ค่ะ ก็เลยไม่แพง
รวมถึงที่นี่มีโซนที่นักเรียนสามารถทำอาหารทานกันเองได้ พอตกเย็น นักเรียนเขาก็จะมาทำกับข้าวกินกันกับเพื่อน ซึ่งดีมากเลยนะคะ เพราะบางโรงเรียนก็ทำอาหารทานเองแบบนี้ไม่ได้ แต่ที่นี่ทำได้ค่ะ เลยเหมือนกับว่าเราได้ใช้ชีวิตไปด้วยและเรียนไปด้วยค่ะ
ห้องพักเป็นอย่างไร?
ห้องพักที่เราเลือกเป็นแบบ Semi Single room ค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าสบายใจมาก และเราก็ชอบห้องพักที่นี่มากเลยนะคะ เพราะเขาจะมีความ Cozy หน่อยๆ แล้วก็มีตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องดูดความชื้นให้ ส่วนห้องน้ำ ห้องอาบน้ำกับห้องสุขาเขาแยกห้องกัน ก็เลยรู้สึกว่าสะอาด
ช่วงหน้าฝน ก็อาจจะมีน้ำซึมจากหน้าต่างบ้าง เพราะว่าฝนตกแรงตลอดก็มีน้ำซึมบ้าง แต่เจ้าหน้าที่ก็บริการดี มีมาเช็คให้ ถามเราว่าต้องการเปลี่ยนห้องไหม เพื่อที่เขาจะได้มารีโนเวทหรือมาแก้ไขห้องได้ค่ะ
สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียน?
มีทำความสะอาดห้องพักฟรีค่ะ มีบริการเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวให้ตามความต้องการของนักเรียน มีบริการซักอบแห้งฟรี อาหารเช้าฟรี สถานที่ฝึกซ้อมกอล์ฟฟรี มียิมขนาดใหญ่ ซึ่งก็จะมีเทรนเนอร์ให้ด้วย มีเครื่องเล่นพิลาทิส คลาสเรียนต่อยมวยให้นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ มี Rooftop ที่นักเรียนสามารถใช้เวลามานั่งเล่นกับเพื่อนเวลาไม่มีคลาสเรียน รวมถึงมีห้องซาวน่าให้ฟรีเหมือนกันค่ะ และตอนนี้จะมี Indoor Golf Simulator ให้นักเรียนได้เล่นได้ แต่จะมีค่าใช้จ่ายซึ่งก็ไม่ได้แพงมากค่ะ จะคิดเป็นรายชั่วโมง มีทริปของโรงเรียนทุกๆ 2 สัปดาห์ให้กับนักเรียนแต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายอีกเช่นกันค่ะหากนักเรียนต้องการเข้าร่วม มี Aqua Garden ร้านอาหารของโรงเรียนที่เปิดให้บริการกับนักเรียนและคนข้างนอกให้ได้เข้ามาทานด้วย มี Clinic Room และเก้าอี้นวดให้บริการด้วยค่ะ
เสาร์-อาทิตย์ ทำอะไร เที่ยวที่ไหนบ้าง?
เราเปลี่ยนบรรยากาศไปนอกโรงเรียนค่ะ เราชอบไปข้างนอก ไปสำรวจอะไรใหม่ๆ ไปนั่งทำงานที่คาเฟ่ ไปปาร์ตี้ข้างนอก ไปเที่ยวกับเพื่อนต่างชาติซึ่งดีมากเลยนะคะ เราได้ฝึกภาษาเยอะมากจากเพื่อน เพราะเราไม่ได้พูดภาษาไทยเลยค่ะ
เมืองบาเกียวก็มีสถานที่เที่ยวเยอะมากค่ะ ไม่ใช่แค่ในเมือง รอบๆ เมืองก็มีที่เที่ยว เช่น Vigan City ซึ่งห่างจากเมืองบาเกียวประมาณ 3-4 ชั่วโมง ที่นั่นมีกิจกรรมเยอะมาก ตัวอย่างกิจกรรมและสถานที่ก็จะมี Hundred Islands, San Juan Beach ซึ่งที่ Monol ก็จะมีจัดทริปพาไปทุกๆ 2 อาทิตย์ ถ้านักเรียนต้องการไปก็ต้องจ่ายเงินให้กับทางโรงเรียนเพิ่มค่ะ
ช่วงนี้อากาศดีหาดที่อยู่ใกล้ๆ Monol ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเดียว เราก็สามารถไปเล่น Surf ได้ ซึ่งที่โรงเรียนเขามียิมให้ และก็มีโปรเเกรมสอน Surf ให้กับนักเรียนด้วยค่ะ จะเริ่มประมาณเดือนตุลานี้ค่ะ
อันนี้เราไม่ได้อวยนะคะ Monol ตอบโจทย์มากสำหรับคนที่ไม่ได้อยากไปเรียนอย่างเดียวแต่อยากทำกิจกรรมด้วย และมีคาเฟ่ให้นักเรียนนั่งทำงาน มีลานเเคมป์ปิ้ง มีทุกอย่างเลยค่ะ (หัวเราะ)
สภาพเเวดล้อมเมืองบาเกียว?
เราชอบมากเลยนะคะ แต่มันก็จะมีช่วงที่ว้าวุ่นใจหน่อย ในช่วงที่มีไต้ฝุ่นหนักๆ ช่วงเดือนกรกฎาคม เพราะว่าไม่มีแสงแดดเลย อากาศครึ้มทั้งวัน แล้วก็มีหมอกทั้งวัน จนเราเกือบจะเป็นซึมเศร้าเลยค่ะ (หัวเราะ)
แล้วเราเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมข้างนอก เราชอบแสงแดด แต่ก็ยังชอบอากาศหนาว แต่เดือนกรฎาคมที่ผ่านมาประมาณ 3 อาทิตย์ติดต่อกันมันไม่ได้จริงๆ ค่ะ เพราะมีฝนติดต่อกันทั้งวัน ถ้าไม่มีฝนอากาศก็จะมืดๆ มีหมอกหนา มองอะไรไม่เห็นเลยค่ะ ก็เลยรู้สึกเศร้าเบาๆ พอวันที่มีอากาศดี มีแดดครั้งแรก เราน้ำตาไหลเลยค่ะ แบบแสงแดดมาแล้ว (หัวเราะ)
จากโรงเรียนเข้าเมืองยากไหม?
ไม่ยากค่ะ สามารถเรียก Grab, Taxi หรือ Jeepney หน้าโรงเรียนเข้าเมืองได้เลย เดินทางไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงในเมืองแล้วค่ะ ไม่ยากเลย ทุกอย่างสะดวกมาก และง่ายไปหมดเลยค่ะ
ความปลอดภัยในเมืองบาเกียว?
ที่นี่ปลอดภัยมาก ปลอดภัยมากกว่ามะนิลาอีกค่ะ (หัวเราะ) บาเกียวนี่คือสวรรค์เลยนะ ถ้าเราไปร้านเหล้าหรือบาร์ ตอนกลางคืนคนเดียวก็ยังปลอดภัย เพราะ Taxi ไม่ได้โกงมิเตอร์เหมือนมะนิลา ที่นี่ก็กดมิเตอร์ตามนั้นเลย
เรากับเพื่อนก็ชอบเดิน ประมาณ 5 ทุ่ม เที่ยงคืน ที่สวนสาธารณะ ก็ยังมีผู้คนที่ยังเอ็นจอยกับการใช้เวลานั่งคุยกัน ก็ยังมีแสงสว่างให้ รวมถึงที่นี่ก็ยังมีสถานีตำรวจเยอะมากเลยค่ะ ถ้าเราเกิดเหตุไม่คาดฝัน เราก็สามารถเข้าไปที่สถานีตำรวจได้ง่ายๆ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเคยมีเหตุการณ์อะไรหรือเปล่า แต่บาเกียวเป็นเมืองที่ปลอดภัยมากค่ะ
ส่วนที่ Monol เองก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีกล้องวงจรปิด ก็ปลอดภัยหายห่วงค่ะ
เจ้าหน้าที่โรงเรียนให้ความช่วยเหลือดีไหม ติดต่อยากไหม?
สำหรับเราไม่ยากค่ะ ที่โรงเรียนจะมี Reception ที่มีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด 24 ชั่วโมง ตรงนั้นจะมีกระดาษให้เราได้กรอกแบบฟอร์มขอความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ เช่น ก๊อกน้ำพัง ไฟดับ แต่เรื่องไฟนักเรียนไม่ต้องกังวลเลย เพราะว่าโรงเรียนมีเครื่องปั่นไฟ หรือแม้แต่น้ำรั่ว เป็นต้น ถ้าคุณรู้สึกว่า คุณไม่สะดวกที่จะอยู่ห้องเดิม ก็สามารถขอเปลี่ยนห้องได้ค่ะ
และโรงเรียนก็ดีมากเพราะมีบริการทำความสะอาดห้อง เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดดีเลยค่ะ ส่วนเรื่องการซักผ้า ก็แล้วแต่จะเลือกเลย ว่าจะส่งซักผ้าตอนไหน ซึ่งทุกอย่างก็ฟรีหมด เหมือนมีแม่บ้านส่วนตัว หรือถ้ารู้สึกว่าอยากจะซักผ้าเองโรงเรียนก็มีเครื่องซักผ้าให้ค่ะ ไม่ต้องเสียเงินอีกเหมือนกัน
เรื่องที่ต้องปรับตัว?
เรามีเรื่องเดียวเลยค่ะ คือคนที่นี่เขาจะทำอะไรช้าๆ ตอนที่มาแรกๆ เราช็อคกับการรอคิวที่นี่มาก ทุกอย่างคือช้า และคนก็เยอะมากค่ะ ตอนคิดเงินแคชเชียร์ก็ช้ามาก (หัวเราะ) ซึ่งตอนที่เราอยากจะให้เร็วกว่านี้ เขาก็บอกว่า ให้เรารอก่อน เราก็เลยโอเค เราควรจะรอสินะคะ (หัวเราะ)
เพราะจริงๆ ที่นี่ก็เหมือนที่ไทยนะ ไม่ได้เเตกต่างกันขนาดนั้น อย่างในเรื่องอาหารก็จะติดน้ำมันนิดหน่อย แล้วก็ติดหวาน แบบหวานเกิ๊น เช่น ถ้าเราจะสั่งชานมไข่มุก ก็จะไม่ใส่ไข่มุก หรือสั่งแบบหวานน้อยที่สุด หรือบอกเขาไม่ใส่น้ำตาลเลย ซึ่งเพื่อนเราก็แซวว่า ทำไมเราเรื่องมากจัง (หัวเราะ)
ภาษาพัฒนาขึ้นแค่ไหนในปัจจุบัน?
ความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้นมากๆ ค่ะ เราก็คอยถามคุณครูของเรา เขาก็บอกว่าเราพัฒนาเยอะมาก เช่น การออกเสียงที่เคลียร์มากขึ้น และเราแทบจะไม่ได้ต้องคอย search internet เพื่อหาความหมายคำศัพท์เลย ซึ่งเรากล้าพูดกับคนอื่นเยอะมากเลย จนบางทีที่เราคุยกับเพื่อนคนไทย มันเหมือนกับติดภาษาอังกฤษ เพราะในหัวมันคิดแต่ภาษาอังกฤษตลอดเลยค่ะ
ซึ่งเดือนตุลานี้เราจะจบคอร์สที่เป็น Advanced 2 และเดือนต่อไปเราจะเรียน IELTS ค่ะ เราเลยไม่อยากกลับไทยและเลือกที่จะทำงานที่ Monol ต่อ เพราะเพื่อนเราที่เป็นเจ้าหน้าที่คนญี่ปุ่นชวนให้อยู่ เพราะเขามาถามเราว่าหลังเรียนจบกลับไปเรามีแพลนอะไรไหม ซึ่งเราก็ยังไม่มีเเพลนอะไรต่อจนถึงปี 2026 ที่เราอยากจะไป Work and Holiday เขาก็เลยชวนให้ลองมาช่วยเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลนักเรียนที่โรงเรียนดูค่ะ
แนะนำนักเรียนหน่อยว่าทำไมถึงต้องไปเรียนที่ Monol?
ถ้านักเรียนที่มีไสตล์คล้ายเรา ที่อยากเรียนด้วย และชอบทำกิจกรรมด้วย Monol คือตอบโจทย์มากเลยนะคะ มีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก มีทริปของโรงเรียน มีทุกอย่าง และสำหรับคนที่รู้สึกว่าอยากจะฝึกภาษาจริงๆ ไม่อยากพูดไทย มา Monol คือคุ้มค่ะ ภาษาอังกฤษจะพัฒนาได้ดีมาก เพราะเราไม่สามารถที่จะอยู่ตัวคนเดียวได้ เหมือนมันบังคับว่าต้องพูดภาษาอังกฤษค่ะ
เพื่อนต่างชาติเขาก็อิจฉาเรา เขาพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า อิจฉาเรามากเลยนะ เพราะมีแค่คนไทยคนเดียวในโรงเรียน ซึ่งเขาจริงๆ ก็ไม่ได้อยากพูดภาษาของเขา แต่พอมาเจอคนชาติเดียวกันมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดภาษาของตัวเอง ประมาณนี้ค่ะ
แนะนำคนที่สนใจไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์?
ต้องลองค่ะ (หัวเราะ) ถ้าอยากมาฝึกภาษาในราคาที่จับต้องได้ ที่ไม่แพงมาก ไม่ต้องเหนื่อยกับการต้องทำงานเสริม เพราะที่นี่เราก็ยังสามารถไปเที่ยวได้ ค่าเงิน ค่าใช้จ่ายที่นี่ก็ไม่ได้สูงมาก ซึ่งถ้าเป็นที่อื่น เราอาจจะต้องทำงานเสริมเพื่อหาเงินไปด้วยระหว่างเรียน
และถ้าใครอยากไปสัมผัสอากาศหนาว สบายทั้งปี ไม่ร้อน แนะนำให้ไปบาเกียวค่ะ ซึ่งถ้าเราอยากเห็นทะเลหมอกเราก็ต้องขึ้นเหนือใช่ไหม บางทีเราก็ต้องไป Hiking เพื่อไปดูหมอก แต่ที่ Monol แค่เราไปที่ Rooftop ของโรงเรียน เราก็สามารถเห็นหมอก เห็นพระอาทิตย์ตกดินได้ในทุกๆ วัน ซึ่งสวยมากค่ะ
คะแนนเต็ม 10 ให้ Monol เท่าไหร่?
ให้ 10 เต็ม 10 ค่ะ เพราะตรงกับไลฟ์สไตล์เรา เราชอบแบบนี้และมีความสุขที่ได้อยู่และเรียนที่ Monol ค่ะ
ทำไมถึงเลือกทำงานกับ Monol ต่อ หลังเรียน 12 สัปดาห์ต่อ?
เพราะว่าเราอยากฝึกภาษาต่อค่ะ เรารู้สึกว่า ถ้าเรากลับไทย แล้วเราไม่มีโอกาสได้พูดภาษาอังกฤษ เราไม่อยากสูญเปล่ากับที่เราจ่ายเงินมาเรียนค่ะ พอเห็นโอกาสตรงนี้ก็เลยเลือกทำงานต่อ และอีกอย่างเราก็มีเพื่อนที่ดี ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นต่างชาติแต่เรารู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดีมาก คอยให้คำปรึกษาต่างๆ และเรารู้ ว่าที่นี่ไม่เคยมีนักเรียนไทยที่มาเป็น Assistance Manager เราก็เลยอยากลองทำการตลาดดู รวมถึงเราก็อยากช่วยโปรโมทที่นี่ค่ะ เพราะคนที่ไม่เคยมาก็จะไม่รู้ว่าโรงเรียนดีมาก เพราะสำหรับตลาดไทย โรงเรียนไม่มีสื่อโซเชียล คนไทยก็เลยไม่รู้จัก ก็เลยไม่ได้เลือกเรียนที่นี่ เพราะเขาไม่รู้เลยว่าโรงเรียนมีอะไรบ้าง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโรงเรียนเป็นยังไงบ้าง ก็เลยอยากโปรโมทในสิ่งที่เราทำได้ เช่น เราเล่นกอล์ฟได้ เราก็ไปเล่นและถ่ายวิดีโอ ตอนไปเราเล่น Surf เราก็ถ่ายวิดีโอที่เราได้ทำจริงๆ เล่นจริงๆ ให้คนได้ตัดสินใจว่าจะเลือก Monol ดีไหม หรือจะเลือกที่อื่นดีไหมค่ะ
เพราะการไปเรียนภาษามันไม่ได้แค่ไปเรียนภาษา แต่มันเป็นการใช้ชีวิตกับเพื่อนต่างขาติและได้ทำกิจกรรมต่างๆ ไปด้วยได้ค่ะ
หน้าที่ Assistance Manager ต้องทำอะไรบ้าง?
ก็จะมีงานในออฟฟิศช่วงเช้าค่ะ เป็นการเเปลเอกสารของโรงเรียนทุกๆ อย่างจากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทย ทำวิดีโอโปรโมทของโรงเรียนก็ใกล้เสร็จแล้วค่ะ
ถ้าวันวันธรรมดาเรามีโอกาสได้ออกไปข้างนอก เราก็จะถ่ายวิดีโอคลิปสั้นๆ เช่น ที่นี่มี Night Market นะ มีงาน มีกิจกรรมอะไรบ้างค่ะลงในโซเชียลมีเดีย
ในตอนบ่ายเราจะมีคาบเรียน 4 คาบ Speaking 2 คาบ, Listening และ Reading ค่ะ
สนุกกับการทำงานแต่ก็ยากนิดนึงเพราะสไตล์เราไม่ใช่คนชอบอธิบาย เพราะตอนเเรกที่สมัครเรียนโรงเรียนก็มีส่วนลดให้กับนักเรียนที่สามารถเเชร์ประสบการณ์ของตัวเองลงโซเชียลมีเดียได้ แต่เราก็เลือกที่จะไม่ทำ แต่อันนี้มันเป็นงานมันเลือกไม่ได้ ก็ต้องทำ (หัวเราะ) ก็รู้สึกเหนื่อยบ้าง เพราะต้องใช้พลังงานเยอะเหมือนกัน แต่แลกกับการได้เรียนที่นี่ต่อ ก็รู้สึกว่าก็เป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ
เรียนรู้อะไรจากการทำงานเป็น Assistance Manager?
ตอนนี้ก็ทำงานมาได้ 1 เดือนกับอีก 1 สัปดาห์แล้วค่ะ เราก็กล้าสื่อสาร พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานต่างชาติได้ค่ะ รวมถึงก็มีมุมมองที่เปิดกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับการตลาดค่ะ เช่น ญี่ปุ่นเขาจะเป็นแบบนี้ ไทยก็จะเป็นอีกแบบ อาหรับก็จะเป็นแบบนี้ เราก็เอามาปรับค่ะ เช่น เอกสารที่เเปล ต้นฉบับที่เราได้จากโรงเรียน เราก็เอามาปรับใหม่ เพราะรู้สึกว่า น่าจะเข้าใจง่ายมากกว่าสำหรับคนไทย
และกล้าอยู่ต่อหน้ากล้องมากขึ้น เพราะเรามีต้องถ่ายวิดีโออธิบายสิ่งต่างๆ ในโรงเรียนและเมืองบาเกียวค่ะ
ทำไมถึงเลือกไปเรียนกับ KPG?
เรารู้สึกว่าเข้าถึงได้ค่ะ ตอนแรกที่ได้คุยแล้วรู้สึกว่า เจ้าหน้าที่เทคเเคร์เราดี คอยแนะนำ นู่น นี่นั่นให้เรา เวลาเราถามคำถามก็ตอบดี ไม่ใช่แบบพอทำเรื่องสมัครเรียนแล้วก็ไม่ดูแล ไม่สนใจแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าที่นี่ดีมาก ตอนที่มาเรียน KPG ก็ทักมาหาบ่อยค่ะ


