[รีวิว] เรียนหลักสูตร ESL CLASSIC ที่ฟิลิปปินส์ กับสถาบัน EV Academy โดยคุณง้อ

รีวิว เรียนหลักสูตร ESL CLASSIC ที่ฟิลิปปินส์
ระยะเวลา 12 สัปดาห์ (21 April – 13 July 2024)
กับสถาบัน EV Academy โดยคุณง้อ

ทำไมถึงสนใจไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์?

พอดีพี่ได้รับทุนพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัยค่ะ ซึ่งเป็นทุนที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการให้บุคลากรพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเอง โดยเฉพาะด้านภาษาอังกฤษในต่างประเทศ พี่ก็เลยเลือกสมัครทุนนี้ พอสมัครแล้วก็ได้รับทุนค่ะ

หลังจากนั้นพอได้ทุนมาแล้ว พี่ก็เริ่มมองหาที่เรียน แล้วก็เคยมีคนแนะนำว่า KPG เป็นเอเจนซี่ที่ให้ข้อมูลและดูแลนักเรียนที่สนใจไปเรียนภาษาได้ดี พี่ก็เลยลองติดต่อเข้าไป เพื่อสอบถามข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ค่ะ

สุดท้ายพี่เลือกฟิลิปปินส์ เพราะตอนแรกเลยมีข้อมูลเกี่ยวกับเกาะเซบู ว่าเป็นสถานที่ที่มีนักเรียนต่างชาติ โดยเฉพาะในโซนเอเชีย ไปเรียนภาษาอังกฤษกันเยอะมาก และมีโรงเรียนให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย พี่ก็เลยคิดว่าควรหาเอเจนซี่เพื่อช่วยให้ข้อมูลได้เร็วขึ้น เพราะช่วงเวลาที่พี่ได้ทุนค่อนข้างกระชั้นชิด ต้องเตรียมเอกสารหลายอย่างในเวลาจำกัด พี่เลยตัดสินใจเลือกติดต่อ KPG ค่ะ

แล้วทำไมถึงเลือกเรียนที่ EV Academy?

พี่ดูข้อมูลเบื้องต้นไว้ประมาณ 2–3 โรงเรียนค่ะ แต่พอเทียบรายละเอียดแล้ว พี่รู้สึกว่า EV Academy ค่อนข้างสมเหตุสมผลในเรื่องของค่าใช้จ่าย คือราคาคอร์สกับสิ่งที่ได้รับมันสมดุลกัน

อย่างแรกคือเรื่องราคา พี่รู้สึกว่าค่าเรียนเหมาะสมกับคอร์สที่เรียน
อย่างที่สองคือเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งช่วยส่งเสริมการเรียนภาษาได้ดี เช่น หลังเลิกเรียนประมาณ 5 โมงเย็น ก็ยังมีคลาสเพิ่มเติมให้เข้าเรียนได้ เช่น ดูหนัง หรือคลาสฝึกการออกเสียง (Pronunciation) และคลาส Speaking พี่ก็เคยลองเข้าไปเรียนค่ะ

นอกจากนี้ วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ยังมีคอร์สเสริมที่ไม่หนักจนเกินไปให้เลือกเรียน แล้วก็ยังมีกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น กีฬา ปิงปอง บาสเกตบอล รวมถึง Zumba Dance พี่รู้สึกว่าโอเคมาก เพราะเราเรียนทั้งวันค่อนข้างเครียด โรงเรียนก็พยายามมีกิจกรรมให้เราได้ผ่อนคลายค่ะ

หลักสูตรที่เลือกเรียนคืออะไร และเป็นอย่างไรบ้าง?

พี่เลือกเรียนหลักสูตร ESL Classic ค่ะ ซึ่งจะครอบคลุมทั้ง ฟัง พูด อ่าน และเขียน ข้อดีคือมีทั้งคลาสเรียนแบบตัวต่อตัว และคลาสเรียนแบบกลุ่ม คลาสตัวต่อตัวจะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ดี เพราะครูจะรู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน แล้วเขาก็จะช่วยเสริมในจุดนั้น ทำให้เราพัฒนาได้เร็วขึ้น ส่วนคลาสกลุ่มจะช่วยให้เราต้องปรับตัวมาก เพราะเราจะเจอเพื่อนที่เก่งกว่าเรา พอเราอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น เราจะต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้ทัน ไม่อย่างนั้นเราจะฟังเพื่อนไม่รู้เรื่อง

ส่วนคุณครูที่สอนทั้งคาบเดี่ยวและคาบกลุ่มพี่ก็ว่าโอเคนะ ถ้าเราเรียนแล้วรู้สึกว่าวิธีการสอนหรือความเข้าใจไม่ตรงกัน แม้จะลองปรับแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น โรงเรียนสามารถให้เราเปลี่ยนครูได้ อันนี้พี่ว่าดีค่ะ ซึ่งตอนเปลี่ยน เราสามารถแจ้งได้ว่าเราอยากพัฒนาในด้านไหน ทางโรงเรียนก็จะพยายามหาครูที่เหมาะกับเรา ทำให้เหมือนทั้งสองฝ่ายได้ปรับเข้าหากัน เพื่อให้เราพัฒนาภาษาอังกฤษได้ดีที่สุด พี่รู้สึกว่ามันคุ้มค่ามากค่ะ

สำเนียงของครูฟิลิปปินส์เป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับพี่ ฟังได้ ไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ ปัญหาจะอยู่ที่ตัวพี่เองมากกว่าว่ายังไม่เก่ง ส่วนสำเนียงของครู พี่มองว่าอยู่ในระดับมาตรฐาน คือเขาพยายามพูดเป็นสำเนียงภาษาอังกฤษ ไม่ใช่สำเนียงภาษาฟิลิปปินส์ เพราะเวลาเขาคุยเล่นกันในภาษาฟิลิปปินส์จะต่างจากตอนพูดภาษาอังกฤษชัดเจน ตอนที่เขาพูดภาษาอังกฤษ เขาจะพยายามออกเสียงให้ถูกต้องที่สุด พี่ไม่เจอปัญหาเลย และรู้สึกว่า EV Academy พัฒนามาตรฐานของครูได้ค่อนข้างดีค่ะ

การสอนของครูเป็นอย่างไร และประทับใจอะไรบ้าง?

พูดตรงๆ เลยนะคะ ครูมีทั้งคนที่พัฒนาตัวเอง และคนที่ไม่พัฒนาตัวเอง โรงเรียนเองก็มีการประเมินครูอยู่แล้ว ครูที่พัฒนาตัวเองจะมีทักษะด้านจิตวิทยาในการสื่อสารกับนักเรียน เขาจะรู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน และพยายามช่วยให้เราพัฒนาได้จริง เราจะสัมผัสได้เลยว่าเขาพยายามอัปสกิลตัวเองอยู่ตลอด แต่ก็มีครูบางคนที่แม้เราจะบอกความต้องการไปแล้ว เขารับทราบแต่ไม่ได้ปรับอะไร พี่ก็เลือกเปลี่ยนครูค่ะ

ด้วยความที่ที่ EV Academy มีครูจำนวนมาก พี่เปลี่ยนครูไม่กี่ครั้ง เพราะพยายามสื่อสารกับครูก่อน ถ้าพูดครั้งแรกยังไม่เข้าใจ ก็จะย้ำอีกครั้ง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นจริงๆ ก็จะขอเปลี่ยน พี่มองว่าโรงเรียนพยายามสร้างมาตรฐานให้ครูนะคะ แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล บางคนพอใจอยู่แค่นั้น แต่บางคนพัฒนาตัวเองได้ดีมาก ซึ่งพี่ก็ยังติดต่อกับครูบางคนอยู่ เพราะเขาใส่ใจจริง ไม่ใช่แค่สอนแล้วจบไป ก็ยังมีความเป็นเพื่อนกันอยู่ค่ะ

ในหนึ่งวันเรียนอะไรบ้าง?

ในหนึ่งวันจะเรียนครบทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน ค่ะ

Listening ต้องใช้อยู่แล้ว เพราะทุกวิชาต้องใช้การฟัง
Speaking จะมีคลาส Presentation ซึ่งพี่พัฒนาจากตอนแรกได้ประมาณ 50% แล้วค่อยๆ ดีขึ้น ครูให้การบ้านและพี่ก็พัฒนาตัวเองเรื่อยๆ เวลาเราแสดงความคิดเห็น ครูมักจะเซอร์ไพรส์ เพราะมุมมองของเราอาจแตกต่างจากเด็กๆ
Reading มีครูคนนึงเขาให้ฝึกอ่านออกเสียง เขาจะดู Accent และ Pronunciation ถ้าผิดก็จะให้ฝึกซ้ำจนถูก
Writing ใช้ค่อนข้างน้อย และพี่รู้สึกว่าครู Writing ยังไม่ค่อยตรงกับความต้องการเท่าไหร่ พี่เลยเลือกโฟกัสทักษะฟังกับพูดเป็นหลัก เพราะเวลามีจำกัด ถ้าจะพัฒนาทุกอย่างพร้อมกันมันเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะภายใน 3 เดือน

คลาสเรียนที่ชอบ?

พี่ชอบ Presentation เพราะต้องคิดว่าจะนำเสนอยังไงให้เรื่องราวออกมาดี และต้องมีมุมมองให้เขาด้วย เช่น หัวข้อที่เราพูดคือเรื่องการเงิน เราก็จะทิ้งข้อคิดให้เขาว่า ชีวิตเราต้องวางแผนนะ เพราะการวางแผนจะทำให้คุณสบายในอนาคตได้อย่างไร ทำให้เขาเห็นภาพค่ะ

อาหารที่โรงเรียน?

ก็กินจนเบื่อนะคะ เพราะก็เป็นเมนูเดิมๆ แต่พี่ก็รู้ค่ะว่าวันนึงเขาต้องทำอาหารเยอะ แต่สุดท้ายเมนูอาหารก็เลยวนซ้ำ สองเดือนแรกกินได้สบายค่ะ แต่เดือนสุดท้ายเริ่มไม่ไหว เลยออกไปหากินข้างนอกง่ายๆ ค่ะ

โดยรวมรู้สึกอย่างไรกับการเรียนที่ EV Academy?

ภาพรวมพี่แฮปปี้ค่ะ ถือว่าคุ้มค่าทั้งเงินและเวลา ช่วงแรกยากมาก เพราะต้องเรียนทั้งคลาสเดี่ยวและคลาสกลุ่ม ซึ่งเรายังอ่อนอยู่ แต่พอผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน เริ่มดีขึ้น เริ่มฟังออก พูดได้ และสื่อสารกับคนอื่นได้มากขึ้น

แต่ก็มีสิ่งที่ต้องปรับปรุงคือเรื่องอาหารและเรื่องห้องน้ำ เพราะห้องน้ำส่วนกลางครูกับนักเรียนใช้ด้วยกัน ดังนั้นเวลาทิ้งทิชชูลงไปก็ทำให้ท่อตันง่าย แนะนำให้ทำให้เหมือนห้างให้ทันสมัย ที่กักเก็บของเสียมันเล็กก็อยากให้ทำใหม่ให้ใหญ่ขึ้น ชักโครกกดไม่ลงเป็นปัญหาที่เจอทุกวัน ส่วนห้องน้ำในห้องพักก็เจอบ้าง น้ำมีกลิ่น น้ำไหลไม่แรง ซึ่ง 2.5 เดือนแรกพี่อยู่ห้องเดิม รูมเมทพี่ที่เป็นคนไต้หวันเขาพกที่กรองน้ำมา เขามาบอกว่าเขาขอใส่เครื่องกรองน้ำที่เขาพกมานะ เพราะรู้สึกว่าน้ำไม่สะอาด พี่ก็โอเคค่ะ พอ 2 อาทิตย์สุดท้าย ย้ายห้อง น้ำฝักบัวมีปัญหาแทบไม่ไหลเลย คือไหลเบามา พี่งงว่ารูมเมทน้องคนญี่ปุ่นเขาอยู่ได้ยังไง พี่ก็เลยไปแจ้งปัญหากับทางโรงเรียน เขาก็มาแก้ไขให้เเรงปกติ แต่ก็ยังมีกลิ่นอยู่ พอเปิดน้ำทิ้งไว้สักพัก กลิ่นก็เบาลง อาจจะเป็นเพราะท่อเก่ามากค่ะ

การปรับตัวในการใช้ชีวิตที่เซบู ฟิลิปปินส์ยากไหม?

ไม่ยากเลยค่ะ เพราะฟิลิปปินส์กับไทยมีความใกล้เคียงกันมาก บางสถานที่ของไทยมีความน่ากลัวกว่าที่ฟิลิปปินส์อีก พี่ใช้วิธีเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ และเปิดใจลองผิดลองถูก ซึ่งทำให้ได้เพื่อนเยอะมาก ทั้งญี่ปุ่นและไต้หวัน มีเพื่อนบางคนแซวเรื่องสำเนียง พี่ก็รับได้และมองเป็นเรื่องสนุก ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ และพี่ก็มีโอกาสไปเที่ยวไต้หวันมาด้วย เพราะเพื่อนที่เจอที่โรงเรียนเลยค่ะ

เพื่อนที่เจอกันก็เจอจากตอนที่โรงเรียนมีจัดกิจกรรม บางคนก็เพราะเป็นรูมเมท บางคนก็เจอในห้องเรียนเพราะเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน บางคนก็เป็นเพื่อนที่เดินไปเดินมาแล้วเจอกัน ก็เลยได้ทำความรู้จักกันค่ะ

ตอนที่ไปไต้หวันเพื่อนก็มาต้อนรับพี่ เขาดีมากเพราะเราก็ไม่คิดว่าเขาจะมาเจอเรา แต่เพื่อนมาเจอพี่เกือบ 20 คนเลยค่ะ แบบต่างคนต่างมานะ บางคนก็อยู่เกาสงเขาก็มาหาที่ไทเป ส่วนคนที่อยู่ไทเปเขาก็พร้อมเจอเรา บางคนที่ยังไม่ได้เจอก็ถามว่าเราจะไปอีกเมื่อไหร่ อยากให้นัดกันล่วงหน้า เขาจะได้เคลียร์คิวเพื่อมาเจอเรา เพราะเขาก็อยากเจอ อยากพาเราเที่ยว เพราะว่าก็ยังมีที่ไม่ได้เจออีกประมาณ 10 คนได้ค่ะ

ความปลอดภัยที่เซบูเป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับพี่ถือว่าโอเค ไม่มีปัญหาอะไรเลย แม้ว่าบางคนจะรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมดูสกปรก แต่เราก็ชินเพราะก็รู้สึกว่าบ้านเราก็เป็นเหมือนกัน แต่คนญี่ปุ่น กับคนไต้หวันเขาไม่ชินเลย โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่ไม่แฮปปี้เท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าเมืองสกปรกและน่ากลัว เวลาพี่ออกไปเที่ยวรูมเมทพี่ที่เป็นคนไต้หวันเขาก็ถามว่าจะไปไหน พี่ก็บอกเขาว่าพี่จะไปเที่ยวคนเดียว พี่ก็นั่งรถทุกแบบค่ะ จิ๊ปนีย์ก็นั่ง พี่ก็ไปคนเดียว ไม่ได้กลัวอะไร ถึงจะมีคนบอกว่าน่ากลัว คือ เท่าที่พี่คุยกับเพื่อน ทุกคนจะได้รับข้อมูลมาว่า อาหารที่ฟิลิปปินส์สกปรก ทำให้ท้องเสีย ฟิลิปปินส์น่ากลัว ไม่ควรไปไหนคนเดียว พี่ก็แหกกฎนั่นแหละ เพราะก็อยากไป คิดว่านั่งรถบัส นั่งจิ๊ปนีย์ก็ไม่น่ามีอะไร เราก็แค่ระวังกระเป๋า เวลาไปเล่าให้รูมเมทฟังเขาก็ตกใจ เพราะเขาอายุประมาณ 25-26 เขาก็ถามเราว่า เรากล้าไปคนเดียวได้ยังไง ทุกคนก็งงๆ ว่าพี่ไปคนเดียวได้ยังไง จนหลังๆ เพื่อนก็ขอไปด้วย มีขอให้เราจัดทริปง่ายๆให้ เช่นไปห้าง ไปหากิจกรรมในห้างทำกัน

แต่ถ้าเวลากลางคืนเราก็รู้ว่าเราไม่ควรไปจุดที่น่ากลัว อาจจะเป็นเพราะเรามีประสบการณ์เราก็เลยรู้ว่าควรจะไปตรงไหนเวลาไหน ซึ่งถ้าเป็นเวลาปกติพี่ก็ไปทั่วนะคะที่รถไปถึง บางทีพี่อยากไปเที่ยวแบบที่ไม่ได้คิดมาก่อน พี่ก็จะไปห้างไอยราที่มีท่ารถ พี่ก็ไปถามเขาว่าที่ไหนที่น่าไปเเล้วรถไปได้ ที่ไม่น่ากลัวและปลอดภัย พี่ก็เลยได้ที่เที่ยวใหม่ ไปเดิน hiking ง่ายๆ ค่ะ

มีคำแนะนำเรื่องการเดินทางไหม?

แนะนำว่าให้ใช้ Grab จะปลอดภัยกว่าเรียก Taxi ค่ะ

วันหยุดเที่ยวไหนบ้าง?

ปกติพี่จะไปร้านเหล้าแถวๆ โรงเรียนเกือบทุกวันศุกร์เลยเพราะเพื่อนก็จะชวนไปค่ะ ส่วนเสาร์อาทิตย์พี่จะไม่ค่อยอยู่โรงเรียนค่ะ มีอยู่บ้างแต่ก็นับวันที่อยู่โรงเรียนได้เลย ก็เอาตัวเองออกไปท่องเที่ยว ไม่ได้ไปเที่ยวห้างนะคะ พี่จะชอบใช้รถโดยสารเพราะพี่ใช้ Grab ไม่เป็น และพี่คิดว่ารถโดยสาร เช่น รถบัสและจิ๊ปนีย์ จะถูกและปลอดภัย เพราะเขาจะมีเส้นทางที่แน่นอน และเราก็เรียนรู้ชีวิตจากคนข้างนอกได้ สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวพี่จะถามคุณครูเพราะพี่อยากไปที่ปลอดภัย สวย และสงบค่ะ เช่น Simala Parish Church และโดยส่วนใหญ่พี่จะชอบไปเที่ยวคนเดียว หรือไปกับน้องมาร์คนักเรียนไทย KPG ค่ะ เพราะกลัวว่าเพื่อนคนอื่นเขาจะไปกับเราไม่ไหว แต่ถ้าที่ไหนที่ไปง่ายๆ ก็จะชวนๆ เพื่อนไปด้วยค่ะ

อีกที่หนึ่งที่พี่เคยไปคือ New Star ค่ะ ตอนนั้นภาษาพี่ยังไม่ได้ดีมาก เพิ่งเริ่มเรียนได้ประมาณปลายเดือนแรกเอง แล้วก็ได้รู้จักกับน้องมาร์ค เขาก็ชวนไปเที่ยวแถวนั้น เราก็ไปนั่งเล่น เดินเที่ยวกัน ซึ่งบริเวณนั้นจะอยู่ถัดจาก New Star ไปประมาณ 2 กิโล จะมีโซนที่เป็นร้านอาหารริมน้ำเล็ก ๆ เหมือนเป็นตลาดเล็ก ๆ ด้วย ก็นั่งกินข้าวกันตรงนั้น บรรยากาศโอเค แต่แอบรู้สึกว่าน่ากลัวมาก ตอนขากลับประมาณสองทุ่มครึ่ง กลายเป็นว่าหารถกลับไม่ได้เลย ทั้งโบกแท็กซี่ก็ไม่มีคันไหนจอด น้องมาร์คก็ลองเรียก Grab แต่ก็เรียกไม่ได้ ตอนนั้นเริ่มรู้สึกไม่ค่อยโอเคแล้ว แล้วเราก็คุยกันว่าต้องระวังตัว เพราะมาร์คเคยได้ยินเคสเกี่ยวกับแท็กซี่ที่อาจจะโก่งราคาหรือมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย โชคดีมากที่ตอนนั้นมีคนฟิลิปปินส์เข้ามาช่วย เขาช่วยคุยกับแท็กซี่ให้ เพราะเหมือนแท็กซี่พยายามจะโก่งราคา แต่คนฟิลิปปินส์เขาบอกว่าไม่โอเค แล้วพอมีแท็กซี่อีกคันเข้ามา เขาก็ช่วยคุยให้จนเราได้รถกลับ จริง ๆ แล้วตลอด 3 เดือนที่พี่อยู่ที่นั่น พี่รู้สึกว่าเจอคนฟิลิปปินส์ที่ใจดีและคอยช่วยเหลือเยอะมาก

อย่างอีกเหตุการณ์หนึ่ง ตอนที่พี่จะไป Camotes Islands แล้วต้องไปนั่งรอที่ท่าเรือ คนเยอะมาก ต่อแถวยาวเป็นร้อยคนเลย แล้วมีผู้ชายฟิลิปปินส์คนหนึ่ง เขามากับครอบครัว แต่เขาลุกขึ้นแล้วบอกให้พี่ไปนั่งแทน พี่ก็เกรงใจ บอกว่าไม่เป็นไร เพราะจริง ๆ ก็รออีกไม่นาน แต่เขาก็ยืนยันให้พี่นั่ง แล้วก็ให้ญาติ ๆ ของเขาช่วยขยับที่ให้พี่กับมาร์คได้นั่ง ตอนนั้นพี่งงมากว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้สึกขอบคุณมาก เพราะเขาเต็มใจช่วยจริง ๆ

การได้ออกไปเที่ยวแบบนี้ พี่รู้สึกว่ามันช่วยให้เราไม่เครียดกับการเรียนเกินไป แล้วก็ยังได้ใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริงมากขึ้นด้วยค่ะ

ระยะเวลา 12 สัปดาห์ พัฒนาภาษาอังกฤษ ยังไงบ้าง?

พี่ว่าดีขึ้นชัดเลยนะ โดยเฉพาะฟังกับพูด จริง ๆ แล้วถ้าเป็นคนไทย พี่มองว่าการอ่านกับการเขียนเราค่อนข้างถนัดอยู่แล้ว แต่ฟังกับพูดจะเป็นจุดอ่อน โดยเฉพาะในวัยพี่ พี่เลยรู้สึกว่าการมาเรียนครั้งนี้ทำให้พี่ได้พัฒนาสองทักษะนี้เพิ่มขึ้นมาเยอะเลย

อีกอย่างหนึ่งคือพี่ไม่ค่อยชอบวัดตัวเองด้วยการสอบ เพราะรู้สึกว่ามันกดดัน พอใกล้เวลาสอบ ครูแต่ละคนก็จะพูดประมาณว่า “คุณเตรียมสอบหรือยัง” อะไรแบบนี้ ซึ่งพี่รู้สึกว่าเขาเตือนได้ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกบ่อยๆ สิ่งที่พี่รู้สึกว่าเวิร์กมากกว่าคือ ครูควรรู้ว่าเราอยู่ระดับไหน อย่างพี่อยู่ E2 แล้วกำลังจะไป E3 ครูควรจะมองออกว่า ถ้าเราจะสอบผ่าน E3 เราต้องพัฒนาเรื่องอะไรบ้าง แล้วควรจะคุยกับเราไปเลยว่า “ถ้าคุณจะไป E3 คุณจะต้องเจออะไรบ้าง ตอนนี้คุณควรพัฒนาเรื่องไหน คุณพร้อมไหม เดี๋ยวฉันจะช่วยสอนตรงนี้ให้” พี่รู้สึกว่าวิธีนี้มันชัดเจนและช่วยได้จริง มากกว่าการแค่บอกว่า “ใกล้สอบแล้วนะ”

คือวันนึงเจอครูเตือนเรื่องนี้ประมาณ 5 คน พอถูกย้ำบ่อย ๆ มันทำให้รู้สึกเหนื่อยและเครียดมากกว่า พี่เลยบอกครูตรง ๆ เลยว่า “Teacher สอนเลยดีกว่า อะไรที่จะทำให้เราไปถึง E3 ได้ เอาตรงนั้นเลย เรารู้แล้วว่าต้องสอบ ไม่ต้องย้ำ” พี่อยากให้ครูค่อย ๆ สอดแทรกสิ่งที่เราต้องพัฒนาเข้าไปในบทเรียน แล้วค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ ดันเราไปทีละนิด จนถึงจุดที่เราพร้อมสอบ แต่พี่ก็เข้าใจนะว่าครูสอนนักเรียนหลายคน อาจจะจำรายละเอียดของแต่ละคนได้ไม่หมด โดยเฉพาะเรื่องการสอบ พี่ก็เลยไม่ได้ติดอะไรตรงนี้มาก แค่รู้สึกว่าน่าจะปรับวิธีการสื่อสารนิดนึงจะดีมาก

การใช้ภาษาอังกฤษที่ไทยในการทำงานหลังเรียน?

หลังจากที่พี่กลับมาจากเรียนที่ Cebu พี่ก็กลับมาพัฒนาตัวเองต่อที่มหาวิทยาลัย โดยไปลงคอร์สเรียนสั้น ๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยมีให้เรียนเพิ่มเติม เป็นเหมือนการเรียนเสริมเพื่อให้ภาษาไม่หยุดอยู่แค่นั้น ในส่วนของการทำงาน ตอนนี้พอผู้บริหารรู้ว่าพี่ได้ไปเรียนและไปฝึกทักษะภาษาอังกฤษมา พี่ก็เริ่มได้รับงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งมันไม่ได้มาแบบทีเดียวเยอะ ๆ นะ แต่มันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พี่เองก็รู้สึกแฮปปี้นะที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในงาน เพราะมันเป็นเหมือนความท้าทายใหม่ที่เราต้องพัฒนาต่อให้ได้ สรุปก็คือ หลังจากไปเรียนมา พี่ได้เอาภาษาอังกฤษกลับมาใช้ในการทำงานจริงมากขึ้นค่ะ

สิ่งที่อยากเเชร์กับคนที่ยังลังเลไปเรียน?

การเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์เป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่ต้องการไปต่อยอดในการเรียนหรือการใช้ภาษาอังกฤษค่ะ เพราะเพื่อนพี่ที่เจอที่ EV หลังจากเขาเรียนที่ EV แล้วตอนนี้ก็มีไปต่อที่ แคนาดา ออสเตรเลีย มีเตรียมตัวไปโครงการ Work and Holiday

เมืองเซบูมีสถาบันสอนภาษาอังกฤษให้ได้เลือกไปเรียนค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเลือก KPG เป็นตัวแทนในการมาเรียนก็ไม่ผิดหวังนะ เพราะเจ้าหน้าที่ KPG และน้องส้ม เจ้าหน้าที่คนไทยที่สถาบัน EV Academy ให้การดูแล และช่วยแก้ไขปัญหาในทุกๆ เรื่องได้ดีมาก พี่ก็แนะนำให้ไปเรียนที่เซบูนะคะ

แต่เรื่องในการดูแลตัวเองเมื่อไปเรียน เราก็ต้องรู้จักระมัดระวังการใช้ชีวิตกับโลกภายนอก แต่พี่โชคดีที่เจอคนฟิลิปปินส์ดีทั้งหมดเลย ไม่ได้มีปัญหาที่ทำให้เครียด ก็สนับสนุนให้ไปเรียนที่เมืองเซบูค่ะ

การบริการ KPG เป็นอย่างไร ?

ภาพรวมในการบริการดี พี่ถามอะไร ติดอะไรก็ให้ข้อมูล จริงๆ พี่มีสอบถามที่อื่นด้วย เขาก็ให้ข้อมูลเหมือนกัน แต่ความชัดเจนของ KPG ข้อเดียวที่พี่ว่าใช่ ควรจะเป็นที่ที่พี่ควรเลือกก็คือ มีข้อมูลตารางค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่อนข้างชัดเจนและเป็นระบบ ซึ่งที่อื่นให้ความชัดเจนในบางเรื่องไม่ได้ และค่อนข้างเร่ง เช่น มัดจำจะต้องรีบจ่ายนะ เลยทำให้เราเกิดความไม่มั่นใจ แต่ KPG การทำงานเป็นระบบ ในการให้ข้อมูล ให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ที่ลูกค้าติดปัญหาได้ดีกว่าที่อื่นค่ะ เพราะว่า เราไม่ได้จ่ายเงินหลักสิบ หลักร้อย เราจ่ายเงินหลักแสน พี่เชื่อว่า นักเรียนที่ไปเรียนและผู้ปกครองที่ส่งนักเรียนไปเรียน เขาต้องได้รับความชัดเจนตรงนี้ จุดไหนที่เกิดความไม่แน่ใจ ถ้าเขาได้ข้อมูลที่ถูกต้องและตรงไปตรงมา มันให้การตัดสินใจง่ายขึ้นค่ะ

อ่านเกี่ยวกับ EV Academy – คลิก

Photo Credits :  คุณง้อ

ติดต่อขอรับคำปรึกษา

 

เรียนต่อแคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์

Line : @korpungun

เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

Line : @kpglearn

คอร์สออนไลน์ KPG LIVE

Line : @kpglive

TEL: 094-883-8778