[รีวิว] เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ 2 สถาบัน Philinter + SMEAG โดย ตุ๊กตา

รีวิว เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ 2 สถาบัน

รีวิว เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ 2 สถาบัน 
รวม 10 สัปดาห์

โดย ตุ๊กตา

รีวิว เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ 2 สถาบัน Philinter

เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ 2 สถาบัน
Part 1 : สถาบัน Philinter
หลักสูตร Intensive Power Speaking (IPS)
27 พ.ค. 2018 – 14 ก.ค. 2018 (7 สัปดาห์)

ทำไมถึงเลือกไปเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ ?

ด้วยความที่ว่าเราอายุ 25  ซึ่งเราไม่มีเวลาไปเรียนระยะยาว ก็เลยพยายามหาคอร์สที่ไม่ได้แพงมาก และได้เรียนอย่างเข้มข้น และเราเป็นคนกินยาก หลังจากที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ และสถาบันแล้ว มันเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์เราพอดีค่ะ

หลักสูตร Intensive Power Speaking ที่ Philinter เป็นยังไงบ้าง ?

ที่ Philinter การเรียนการสอนของเค้าค่อนข้างจะเข้มข้น สถาบันเทคแคร์นักเรียนดีมากเลยนะคะ เราเรียน Speaking เพราะเราต้องการเน้นพัฒนาทักษะการพูด อาจารย์บางคนจะติดสำเนียงตากาล็อก ซึ่งถ้าต้องการเปลี่ยนครู เราก็บอกเมเนเจอร์ได้เลย ตอนที่เรียนคลาส Pronunciation เราเรียนคลาสกลุ่มกับนักเรียนจากประเทศเวียดนาม ส่วนตัวเราคิดว่าสำเนียงเวียดนามและไทยค่อนข้างต่างกัน การออกเสียงคนไทยส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่อง R กับ L แต่ของเวียดนามเค้าจะมีปัญหาในการออกเสียงตัวอื่น ซึ่งถ้าเรายังเรียนคลาสนี้อยู่ เราจะไม่ได้พัฒนาทักษะการออกเสียง

เราก็แจ้งเมเนเจอร์ เค้าเทคเเอคชั่นให้เราเร็วมาก การเปลี่ยนคลาสใหม่ช่วยทำให้เราพัฒนาได้ตรงจุดของเราเป็นอย่างดี  พี่เน็ต (เมเนอร์ของนักเรียนไทย) ดูแลดีมากเลย เค้าก็บอกเราตลอดว่า เดี๋ยวมันจะมีคลาสนี้ๆ ให้เรารอก่อนนะ เค้าดูแลเราดีมาก ซึ่งหลังจากเราเปลี่ยน เราก็ได้เปลี่ยนเป็นคลาสคนไทยล้วน ซึ่งมันก็ตรงจุดที่เราจะเรียนดี

เคยเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนมาก่อนรึเปล่า ?

ของไทยเคยเรียนที่ AUA แต่ว่ามันนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยม.ปลาย มันเป็นอารมณ์แบบนักเรียนไทย มันนานมากแล้ว เรียนตาม Sheet ต้องทำแกรมม่า แกรมม่า เป๊ะ เป๊ะ เป๊ะ การไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์มันเหมือนเราเปลี่ยนบรรยากาศมากกว่าค่ะ คือเรียนที่ฟิลิปปินส์มันเป็นสถานการณ์บังคับให้เราต้องพูด ต้อง make friends โชคดีอย่างนึง ตรงที่ว่ารูมเมทค่อนข้างพูดเยอะ เราก็เลยพูดกันบ่อย รูมเมทตอนแรกได้ญี่ปุ่นกับจีนค่ะ ซึ่งคนจีนเรียนคอร์ส Business เค้าเรียนมาก่อนเราแล้ว Level เค้าจะสูงกว่าเรา ก็เลยบอกเค้าว่า เราเรียน IPS นะ เราต้องการพูด จากนั้นมาก็พูดตั้งแต่เช้า ตื่นนอน ก่อนนอน คือ พูดแบบ หยุดพูดสักนิดก็ได้ (หัวเราะ) ด้วยความที่ว่าบรรยากาศมันทำให้เราพูด เเล้วคนที่มาเรียนที่นี่เค้ามีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาภาษาอังกฤษอยู่แล้ว มันก็เลยส่งเสริมให้เรา พูด พูด พูด ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างนี้

พัฒนามากน้อยเเค่ไหนใน 7 สัปดาห์ที่ Philinter ?

พัฒนาในความกล้าพูดมากขึ้น นักเรียนไทยทั่วไปอาจมีพื้นฐานแกรมม่าด้านภาษาอังกฤษที่โอเคอยู่แล้ว แต่ว่าไม่ค่อยได้พูด เราเลยกลัวการพูดผิด แต่พอมาอยู่ที่นี่ พูดผิด พูดถูก ก็ขอให้พูดไป แล้ว teacher จะแก้ให้ว่า

Natalie (ชื่อภาษาอังกฤษของตุ๊กตา) เป็นแบบนี้ดีไหม มันจะเป็นธรรมชาติมากกว่า

teacher โอเคมากเลยนะที่นี่ สมมติว่าเราไม่ได้ตรงนี้สักที ถึงคลาสนั้นเค้าไม่ใช่คลาส Pronunciation (การออกเสียง) เค้าก็พยายามจะหาคำศัพท์ที่ฝึกให้ลิ้นออกเสียงตัวอักษรที่เรามีปัญหา (R และ L) เพื่อให้เราชินกับคำนั้นๆ Teacher ที่นี่เค้าค่อนข้างที่จะ push นักเรียนมากค่ะ

*สำหรับเรื่องชื่อ ชื่อตุ๊กตาเค้าออกเสียงไม่ได้ จึงใช้ชื่อ Natalie ที่ชื่ออาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่ไทยเคยตั้งให้ เราก็เลยใช้ชื่อนี้ตอนอยู่ที่โรงเรียน

บรรยากาศรอบๆ Philinter เป็นยังไง ?

ไม่เคยไปฟิลิปปินส์เลย คิดว่าฟิลิปปินส์น่าจะประมาณภูเก็ต แต่พอลงจากเครื่องปุ๊บ ก็เออประมาณภูเก็ตแหละ แต่พอถึงโรงเรียน ถึงแม้ข้างหน้าทางเข้าอาจจะดูน่ากลัว แต่มีรั้วรอบขอบชิด คือ มันปลอดภัยแหละ แต่ first impression (ความรู้สึก) ของเราคือ อะไรวะ เอาจริงเหรอ เหมือนโรงเรียนประจำ

ด้วยความที่เราไม่เคยเรียนโรงเรียนประจำ เรานึกไม่ออกว่ามันเข้มข้นกันขนาดไหน คือ เค้าจะมี curfew เราไม่เคยเจอแบบสภาพแบบนี้ เราก็เลยช็อคนิดนึง แต่คนอื่นเค้าโอเคมากเลยนะ คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เค้าจะ ลันล๊าเกิ๊น (หัวเราะ) เค้าลันล๊า อย่างเราไปห้างไป ไกซาโน่ (Gaisano) ข้างๆโรงเรียน ก็จะเดินไปกับเมท คือ คน local เค้าก็มอง แต่เค้าไม่ได้มองน่ากลัว เค้ามองว่าเราเป็นคนต่างชาติแบบนั้น เราสามารถเดินรอบไปเลย ข้างหลังโรงเรียนจะเป็นโบสถ์ อย่างวันอาทิตย์ไม่มีอะไรทำ เราก็ชวนเมทจีนไปโบสถ์ ไปนั่งฟังเค้าพูด เอาจริงๆ เราก็ฟังไม่ออกหรอก แต่ไปฟังเป็นประสบการณ์ พอเลยโบสถ์ไปเป็นซอยชุมชนเล็กๆ เราสามารถเดินไปได้นะ โดยรวมๆแล้ว เราอาจจะรู้สึกว่าคนที่นู่นน่ากลัว แต่จริงๆเค้าเป็นมิตรดี เค้ายังชวนเราไปเล่นสเก็ตบอร์ดด้วยเลย บรรยากาศเหมือนน่ากลัว แต่พอเราได้ไปเดินดู ไปคลุกคลีสักพักนึง เรารู้สึกว่า เออ มันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ

จาก Philinter เข้าไปในตัวเมือง หรือห้าง สะดวกสบายเเค่ไหน ?

จริงๆ แล้วรอบๆ Philinter จะมีห้าง มีเซฟมอล มีไอซ์แลนด์ เซ็นทรัลมอล ไกซาโน่ ซึ่งค่อนข้างจะสะดวก หลังเลิกเรียน ถ้าไม่มีอะไรทำ เราจะไปร้านกาแฟที่เปิดอยู่ แต่ถ้าเข้าไปในตัวเมืองเซบู มันอาจจะใช้เวลาหน่อย แต่ว่าเราใช้ Grab มันเลยสะดวกหน่อย สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ เข้าไปในเมืองมันก็สะดวกอยู่ ที่นี่ใช้ Grab ง่าย สะดวก ไม่ได้แพงมากด้วย

อาหารในโรงเรียนเป็นยังไงบ้าง ?

อาหารที่ Philinter อร่อยนะ แต่มีชั่วโมงจำกัด สมมติว่าเราไปทานอาหารประมาณปลายๆชั่วโมง เค้าจะรีบเก็บช้อน คือ เค้าเก็บแล้วทั้งๆที่เหลือเวลาอีกประมาณ 10-15 นาที บางทีเค้าไม่มีส้อมให้เรา เพราะเค้ารีบเก็บมาก แต่อาหารอร่อยและหลากหลาย ในช่วงที่นักเรียนเยอะๆ ที่นั่งอาจจะไม่ค่อยพอ แออัดนิดนึง  เพราะช่วงเวลาที่นักเรียนลงมากิน มาพร้อมกันเลย เลยลองเปลี่ยนไปตอนเที่ยงครึ่ง แต่พอมา อ่าว ของกินหายไปแล้ว แค่ครึ่งชั่วโมง นักเรียนก็เลยมาแออัดเป็นคอขวด ตู้มเดียว อย่างวันที่ฝนตก นักเรียนมาต่อคิวกัน นักเรียนก็เปียก เพราะทุกคนรู้ว่าถ้าไปช้าจะไม่มีอะไรกินเลย

แล้วตอนที่ไปนักเรียนไทยหลายคนมีผลต่อการพัฒนาภาษาอังกฤษไหม ?

ช่วงแรกๆ เรามีแค่ 4 คน ไม่เป็นไร แต่ช่วงหลังๆ ตอนที่เมทกลับไปแล้ว เรารู้สึกว่าเราคลุกคลีกับคนไทยเยอะ การฟังก็เลยเริ่มไม่โอเคเท่าไหร่ โชคดีอย่าง คือ เมทเป็นคนพูดมาก ก็เลยได้ฝึกเยอะ แต่ก็มีข้อดี คือ ถ้ามีอะไรเราก็ช่วยกัน เราไม่เหงา ไปเที่ยวกันค่ะ

เรื่องประทับใจ และไม่ประทับใจที่ Philinter ?

ประทับใจ teacher ที่นี่ เค้าเทคแคร์นักเรียนดีมาก เค้ารู้ว่าจุดเด่นและจุดด้อยของนักเรียนแต่ละคนเป็นอย่างไร ถ้าสมมติว่าเราอ่อนเรื่องคำศัพท์ เค้าจะพยายามหาคำศัพท์มาให้เรา สถาบันนี้เอาความต้องการของนักเรียนเป็นที่ตั้งก่อนว่านักเรียนต้องการอะไร

ส่วนที่ไม่ค่อยชอบ คือ สถาบันไม่มีฟิตเนส ด้วยความว่า Philinter ไม่มีสปาต้า เลิกเรียนประมาณ 5 โมงก็จะว่าง เราไม่รู้ว่าคอร์สอื่นเป็นยังไงนะ อย่างเมทหนูเค้าเรียน Business การบ้านเค้าจะเยอะมาก เค้าจึงไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ สำหรับคนที่เรียน General ESL ก็ดูเหมือนจะมีการบ้านเขียนเยอะ แต่เราเรียน IPS ไม่ค่อยมีการบ้าน เราเลยรู้สึก แหง่วๆ ถึงแม้มันจะมีห้อง study room แต่เข้าไปแล้วเรารู้สึกว่าเราเครียด ก็เลยไม่อยากเข้าไป เราจะอยู่ในห้อง ร้านกาแฟ แล้วก็นวด

*Update ตอนนี้ทาง Philinter ปรับให้มีคลาสเรียนช่วงค่ำ เป็นตัวเลือกเพิ่มเติมแล้ว มีส่วนช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ในตอนเย็นของแต่ละวันให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น กับหลักสูตรการเรียนเสริมช่วงเย็น  EVENING CLASS

เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ กับ Philinter คลิก

รีวิว เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ 2 สถาบัน SMEAG

เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ 2 สถาบัน
Part 2 : สถาบัน SMEAG 

หลักสูตร PRE TOEIC 
15 ก.ค. 2018 – 04 ส.ค. 2018 ( 3 สัปดาห์)

บรรยากาศ SMEAG เป็นยังไงบ้าง ?

คนละบรรยากาศเลย เข้าไปปุ๊บเค้าจะเป็นระบบมาก เค้าจะไม่ชิลๆ ลันล๊าเหมือนกับ Philinter แต่เราไม่ถึงกับเครียดนะ แต่เมื่อย้ายสถาบันไปแล้ว เรารู้รู้สึกว่า เออ มันถึงเวลาที่เราต้องเรียนแล้ว (หัวเราะ)

คือ วันแรกหนูไปโรงเรียน SMEAG โดยนั่ง Grab ไปเองเลย คือเราเริ่มรู้จักเมืองแล้วไง ลง Taxi เข้าโรงเรียนไปปุ๊บ เค้าเป็นระบบเลยนะ เช่น อ๋อ นักเรียนคนนี้มา รปภ. เป็นคนรับเรื่อง และพาเราไปส่งที่ห้อง และแจกเอกสารเป็นเล่มๆ เป็นแผ่นมาเลย ว่าวันจันทร์ เราต้องทำอะไรตอนกี่โมงๆ ด้วยความที่ว่า หนูไป Capital แคมปัส ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนที่จบมหาวิทยาลัยแล้วกับวัยทำงาน เค้าจะดูเป็นผู้ใหญ่กว่า วันจันทร์ เราไป orientation ที่อีกแคมปัสนึง คือ classic campus บรรยากาศจะดูเหมือนเด็กน้อย เป็น children camp เป็นนักเรียน ม.ปลาย คือมันคนละบรรยากาศกัน

ดังนั้นสำหรับ  Capital แคมปัส เราคิดว่า มันยังดูชิลๆในแบบผู้ใหญ่ มีคนอายุเท่าเราเยอะ ถึงแม้จะเป็นแคมปัสสำหรับการสอบ นักเรียนที่นี่จะเป็นชาวเกาหลีประมาณ 80% เลย ด้วยความเป็น Nature คนเกาหลี เค้าจะไม่ค่อยลันล๊าเท่าไหร่ เค้าจะมาเพื่อเรียน เรียน เรียน เพราะหลังจากที่เค้าเรียนจบจากเกาหลี เค้าจะมาที่นี่เพื่อเรียนโทอิค (TOEIC) เพื่อเอาไปทำงาน ดังนั้นเค้าจะตั้งใจมาก มันก็เลยเป็นบรรยากาศที่ทำให้เราตั้งใจเรียน

ครูที่สอนเป็นยังไงบ้าง ?

ครูที่สอนเค้าค่อนข้างจะเข้มงวดเหมือนกันนะ เราได้ครูแกรมม่า เค้าจะจี้เลยว่าจุดนี้เธอยังไม่ได้ เธอต้องทำให้ได้ เหมือนเรากลับไปเรียนม.ปลายใหม่ ด้วยความที่เราผ่านการเรียนเข้มข้นแบบนี้มานานมาก บรรยากาศมันส่งเสริมให้เราเรียน ที่นี่เรียนเช้าถึงเย็น ในตารางเหมือนจะเรียนหนักนะ แต่มันมี speacial class ที่ทำให้เราผ่อนคลายอยู่ ซึ่งสำหรับ special class เราจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ แต่ส่วนตัวเราพยายามเข้าเกือบทุกคาบ จนครูจำหน้าได้แล้ว

สำหรับ TOEIC ที่นี่ มันก็ไม่ได้เคร่งว่าเป็น Reading / Speaking ที่เราต้องเครียดขนาดนั้น มันจะมี special class : speaking ที่เค้าเสริมมาให้เราด้วย เราชอบ special class ที่นี่ มันทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ เหมือนเค้าไม่ได้แค่นั่งเรียนเป็นกรุ๊ปใหญ่เหมือนที่ Philinter เพราะที่ Philinter กรุ๊ปใหญ่ คือ เรียน เรียน เรียน โดยที่ teacher ก็จะพูด พูด พูด ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเท่าไหร่ แต่ special class ที่นี่จะแตกต่างออกไป อย่างวันจันทร์ เค้าให้ลองจับกลุ่มมาพูดหน้าชั้น หรือวันอังคารเป็นการถกปัญหากัน หัวข้อเค้าคือ Speaking แหละ ในแต่ละวันจะมีสไตล์การสอนปรับไปเรื่อยๆ ทำให้เราไม่เบื่อ

ครูเข้มงวด และจริงจังในการสอนมากแค่ไหน ?

จริงจัง แต่ไม่ได้จริงจังจนเราเครียดนะ มีอยู่ครั้งนึง ช่วงสัปดาห์ที่ 2 เราเป็นหวัดไม่ไหว มีอยู่คลาสนึง ซึ่งเรียน 2 ชั่วโมง แต่อย่างของ Philinter จะเป็นคลาสละชั่วโมง ก็ยังได้ออกมาพัก เดินเรียนได้เจอคน แต่คืออันนี้เราอยู่ในคลาส 2 ชั่วโมง เลยบอก teacher ไม่ไหวละ ขอหลับก่อน ขอเบรกเเป๊บนึง (หัวเราะ) เค้าก็ไม่ได้เครียดขนาดนั้น บางครั้ง เค้าเห็นเราเครียดเค้าก็จะชวนคุยเรื่องอื่น เค้าโอเคค่ะ แต่ครูแกรมม่าที่นี่เค้าดีมากเลย เค้ารู้จริง เค้าเก่งมากค่ะ

3 สัปดาห์ในหลักสูตร TOEIC พัฒนายังไงบ้าง ?

ที่นี่มี Mock Test ทุกอาทิตย์ค่ะ  ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ แต่เหมือน Test ที่นี่ยากกว่าของจริงมากเลย พอสอบตอนแรกทำไมคะแนนเราได้แค่นี้ พออาทิตย์ที่สอง อาทิตย์ที่สาม คะแนนมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็สบายใจ เราไม่ได้ไม่ฉลาด (หัวเราะ) แต่ว่าที่นี่มันก็ตอบโจทย์คนที่เค้าเรียนเพื่อเอาไปสอบจริงๆ อ่ะ คือ มี Mock Test มีจี้จุดว่า แกรมม่าตรงนี้เราได้เเล้ว แต่ว่ามันเหลือแค่ตรงนี้นะ เราไปลองทำโจทย์ เค้าจี้ถูกจุด คือแบบว่าจี้มากอ่ะค่ะ

เราเคยสอบมาแล้ว ครั้งแรกที่ไทย คือได้  480 คะแนน แต่พอมาที่นี่ ก่อนเริ่มเรียน เราได้ 337 อาจจะเป็นเพราะว่า วันจันทร์เราไม่ได้เตรียมตัวไม่ได้อะไรเลย ที่นี่เค้าใช้แบบทดสอบ TOEIC แบบใหม่นะ เข้าใจว่าที่ไทยยังเป็นแบบเก่าอยู่ TOEIC แเบบใหม่ จะให้เราคิดเยอะ คิดแล้ววิเคราะห์โจทย์มากกว่าแบบเก่า

สำหรับแบบเก่าที่เคยสอบที่ไทย ตอนเราฟัง เรายังพอเดาได้ มันก็ยังตรงตัว เช่น อันนี้มันต้องอย่างนี้เพราะมันเชื่อมโยงกัน แต่ที่นี่เราฟังปุ๊บ เอาละ ทำไมมันไม่ตรง เราต้องคิดว่า ทำไมเค้าถึงทำอย่างนี้ เพราะอะไร คือ มันเพิ่มการวิเคราะห์มากขึ้น ตอนไปเราไม่ได้เตรียมตัวว่าต้องมาเจอแบบใหม่ สัปดาห์สุดท้ายได้คะแนนประมาณ 515

ผลสอบ mock test สามารถเช็คในเว็บได้เลยในวันนั้น เค้าเป็นระบบมากเลย สมมุติเราทำ mock test ตอนสองทุ่ม ตอนห้าทุ่มเราดูผลได้เลย เช็คในเว็บ แล้ววันรุ่งขึ้นเราก็เอาผลที่ได้ไปให้ Teacher เค้าก็จะประเมิณว่า อ๋อ Part นี้เราโอเคแล้ว แต่ว่า Part นี้เราต้องแก้ตรงนี้ๆ หน่อย

Mock Test มีวันไหน ?

ทุกวันพฤหัส 2 ทุ่ม หลังกินข้าว กินข้าวเสร็จก็ไปเทสต์เลย เทสต์เสร็จก็สลบ (หัวเราะ)

อาหารที่ SMEAG เป็นยังไง ?

ค่อนข้างเป็นบุฟเฟ่ต์ ที่นี่นักเรียนจะไม่มาพร้อมกันทีเดียว เค้าจะมีช่วงเวลา ถ้าไปเร็ว คนจะเยอะไม่ต่างกับ Philinter แต่เค้าจะเติมอาหารเรื่อยๆ ตอนเราไป 5 นาทีสุดท้าย เค้าก็ยังมีอาหารอยู่นะ มีเพื่อนคนนึงเป็นมุสลิม ที่นี่สัญชาติหลากหลายมาก ประเทศที่เราไม่รู้จักเยอะเลย เพื่อนคนแรกของเรามาจากประเทศทาจิกิสถาน เค้าเป็นมุสลิม กินหมูไม่ได้ พ่อครัวเค้าก็ทำอาหารอิสลามให้เลย มีครัวร้อนอยู่แล้ว ไปผัดมา ห้านาทีก็ได้แล้ว รสชาติที่ Philinter โอเคกว่า แต่ถ้าเรื่องความหลากหลาย ความสะดวกเราให้ SMEAG เค้าหลากหลายกว่า

บรรยากาศรอบๆ SMEAG มีความสะดวกสบายเเค่ไหน ?

SMEAG สะดวกค่ะ เนื่องจากอยู่ Capital  Campus ที่นี่เค้าเคอร์ฟิว 5 ทุ่ม เวลาออกไปข้างนอกสะดวกมากเลยค่ะ ด้วยความที่นักเรียนเค้าโตๆกันแล้ว SMEAG จะค่อนข้างปล่อย รอบข้างจะค่อนข้างปลอดภัย เพราะตรงข้ามกันเป็นสถานีตำรวจหรืออะไรสักอย่าง ตอนเช้าเหมือนเค้าวิ่งสวนสนามกันนะ วิ่งจ็อกกิ้งกัน ด้วยความที่ห้องนอนของเรามันหันหน้าไปทางนั้น เราเห็นเค้าวิ่งกัน เหมือนพวกทหารเกณฑ์วิ่ง ทุกเช้า เราเลยตื่นเช้าตลอดเลย

มันเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยและสะดวก แถวนั้นก็ประมาณสี่ห้าทุ่ม เรายังสามารถเดินไปกินข้าว เดินไปนวด เดินไปกินบุฟเฟ่ต์ มีร้านกาแฟ น่ารักๆ เยอะแยะ มันสะดวก อีกนึดนึงก็ถึงห้าง Ayala แล้ว นั่งรถไปประมาณ 80 เปโซเอง แต่ตอนที่อยู่ Philinter กว่าจะถึง Ayala จะใช้เวลามากกว่า แถวนั้น มันก็มีร้านนั่งอ่านหนังสือ ร้านกาแฟ มันมีเยอะกว่า Philinter ก่อนกลับที่ Capital ใกล้ๆมันจะมีงานคล้ายๆ เกษตรแฟร์ เราเหมามะม่วงมาเต็มเลย

เวลามีปัญหาติดต่อเจ้าหน้าที่ลำบากไหม ?

อย่างที่บอกว่าโรงเรียนมันค่อนข้างเป็นระบบ และชัดเจน เค้าจะมีช่องสำหรับการติดต่อเป็นช่องๆ ถ้าสมมติเราติดต่อเรื่องนี้ก็ไปช่องนี้ เช่น ถ้าต้องการเติมเงินบัตร เราก็ไปช่องนี้ ต้องการซื้อหนังสือ ไปช่องนี้  ต้องการออกไปข้างนอก ไปช่องนี้ ไม่สบายก็ไปช่องนี้ ชัดเจนเป็นระบบกว่า เหมือนธนาคารเลยค่ะ มันก็เลยสะดวกและโอเคกว่า แต่ของ Philinter มันจะเป็นเค้าเตอร์ยาวๆเลย ถ้ามีอะไร เราก็จะติดต่อพี่เน็ต (เมเนเจอร์คนไทย) แต่บางทีพี่เน็ตไม่อยู่ เราไม่รู้ว่าจะติดต่อใคร

สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดที่ SMEAG ?

ส่วนตัว คิดว่าการจัดการเค้าล่าช้ากว่า Philinter ในเรื่องการขอเปลี่ยนกลุ่ม เราเรียนกลุ่มสี่คน ด้วยความที่เราเรียนมาแล้ว เราจะกล้าพูดมากกว่าเพื่อนที่ไม่ค่อยพูดกัน เลยทำให้เรารู้สึกไม่พัฒนา ก็เลยต้องการจะขอเปลี่ยนไปคลาสอื่น แต่ต้องรอ 2 สัปดาห์ก่อน ทั้งๆที่เราเรียนที่ SMEAG 3 อาทิตย์ ดังนั้นเราจะเหลืออาทิตย์เดียว มันไม่ค่อยโอเคสำหรับที่มาเรียนสั้นๆเท่าไหร่ ถ้ามาเรียนอย่างน้อย 1 เดือน เราคิดว่าจะโอเคกว่า ระบบเค้าเซ็ตมาแบบนี้ แต่ถ้าเจอกรุ๊ปดีก็ดีนะ แต่อย่างที่ Philinter ถ้าอาทิตย์นี้เราไม่โอเคกับคลาสนี้ และเราต้องการจะย้าย อาทิตย์หน้าเราก็ย้ายได้เลย มันต่างกันตรงนี้ Philinter ค่อนข้างยืดหยุ่นกว่า

สิ่งที่ชอบที่สุดที่ SMEAG ?

ชอบบรรยากาศโดยรวม อย่างที่บอกว่าที่นี่ถึงเกาหลีจะเยอะแต่ชาติอื่นมันหลากหลายกว่า ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างอื่นเพิ่มขึ้นมากกว่าการมาเรียน เรียนรู้วัฒนธรรม อย่างอาหรับ อย่างซาอุฯ เป็นอย่างไร

Sparta เหมือนจะเครียด เเต่จริงๆไม่เครียดนะ เพราะบรรยากาศ เค้ามีร้านกาแฟให้นั่งพบปะกันใต้หอ มียิมข้างบนให้ออกกำลังกาย มีเครื่องเอนเตอร์เทนเยอะกว่า มีโรงหนังทุกวันศุร์ 2 ทุ่ม ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็ไปดูหนังได้ เหมือนเค้าก็รู้ว่านักเรียนเครียด เค้าก็เลยมีกิจกรรมที่เอนเตอร์เทน แล้วก็ทำให้นักเรียนชาติอื่นมาพบปะกันมากกว่า Philinter

เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ กับ SMEAG คลิก

ควรเตรียม Pocket money ไปเท่าไหร่ดี ?

เราเตรียมไปไม่ได้เผื่อที่จะใช้เยอะเลย เตรียมไปประมาณสองหมื่นบาท สำหรับ 10 สัปดาห์ ส่วนใหญ่จะเสียค่ากินกับค่าไปเที่ยวมากกว่า ไม่ได้ช้อปปิ้งพวกเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวถูกมาก ค่าครองชีพถูกกว่าไทย แล้วสถานที่ท่องเที่ยวก็สวย มันคุ้มที่จะไป เพราะนอกจากเรียนภาษาแล้วยังได้ไปเที่ยวในราคาที่คุ้มค่า

ทำวีซ่า 59 วันยุ่งยากไหม ?

สะดวก รวดเร็ว ไม่ถามอะไรสักคำ เพราะว่าพี่เตรียมเอกสารให้แล้วไง เราแค่แบบยื่นให้เค้า เค้าก็รู้แล้วว่าเราต้องการจะไปเรียน เดินทางไปทำไม่ยากค่ะ อยู่ตรงรถไฟฟ้าสถานีทองหล่อ พอไปถึง รปภ. เค้าก็ให้เรากดบัตรคิว แล้วก็รอ แล้วก็ยื่น เสร็จ แล้วก็ออกมา วันพรุ่งนี้ก็ไปเอาเลย สะดวกแทบไม่ต้องพูดอะไรสักคำ (หัวเราะ)

ทำไมถึงเลือกก้อปันกัน ?

Search ใน Google เนี่ยแหละ ตอนแรก ดูหลายที่มาก และดูที่ออสเตรเลียไว้ แต่ด้วยความที่วีซ่ามันยุ่งยาก พอหาข้อมูลไปๆมาๆก็เจอที่ การเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ ด้วยความที่ฟิลิปปินส์ตอนแรกมันอยู่นอกหัวของเราเลย นอกสายตามาก เราไม่เคยได้ยินจากคนรอบข้าง เป็นประเทศที่คนรอบข้างทักท้วงว่ามันจะโอเคเหรอ? อินเดียดีกว่ามั๊ย? เพราะอินเดียคนไทยก็จะไปเรียนเยอะ เราจะได้ยินอินเดียบ่อยกว่าฟิลิปปินส์ เราก็นึกไม่ออกว่านอกจากฉลามวาฬแล้ว ฟิลิปปินส์มีอะไร เมื่ออ่านรีวิวไป เออ มันก็โอเคนะ คอร์สเค้าค่อนข้างเข้มข้น

แล้วพี่ (เจ้าหน้าที่ของก้อปันกัน) ก็ดูแลดีด้วยแหละ ได้ข้อมูลมาปุ๊บ โอเคไปแล้วพี่ (หัวเราะ) ที่ไม่ลังเล เพราะเมื่อไปอ่านในเว็บพี่จะมีตัวอย่างคอร์สเรียนค่อนข้างละเอียด เรารู้ว่าเป้าหมายของเราชัดเจนนะ ว่าเราต้องการไปเพื่อฝึกพูด และคอร์สที่พี่ให้มา พอเราเข้าไปอ่านรายละเอียด โอเคตรงกับที่พี่แนะนำมาพอดี มันตอบโจทย์เราก็เลย แต่อย่างของออสเตรเลีย ตอนเราไปดู ก็ได้ข้อมูลมา แต่รายละเอียดของคอร์สยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เหมือนว่ามันจะกว้างกว่า ด้วยความที่ข้อมูลพี่พร้อม เราก็ไม่คิดมาก วีซ่าก็ไม่ต้องทำอะไรมากก็โอเค

# รีวิว เรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ 2 สถาบัน 
Photo Credits : ตุ๊กตา

ขอรับคำปรึกษา

บริการในการสมัคร ประสานงาน

แนะนำในการศึกษาต่อต่างประเทศ และเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ฟรี!

Line : @korpungun โทร 095-909-3960