[รีวิว] เรียนหลักสูตร IELTS ที่ฟิลิปปินส์ กับสถาบัน EV Academy โดยคุณแจม

รีวิว เรียนหลักสูตร IELTS
ระยะเวลา 8 สัปดาห์ (29 March – 23 May 2026)
กับสถาบัน EV Academy โดยคุณแจม

ทำไมถึงสนใจไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

ที่สนใจไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ เพราะรู้สึกว่าที่นั่นเน้นการพูดและได้มีโอกาสพูดกับครูค่อนข้างเยอะค่ะ ซึ่งตรงกับสิ่งที่แจมอยากพัฒนามากที่สุด ตอนนั้นแจมรู้สึกว่าตัวเองยังขาดเรื่องการพูดค่อนข้างมาก เคยไปทำ IELTS Mock Test ของที่อื่นมา ได้ประมาณ 4.0–4.5 เลยคิดว่าถ้าได้ไปเรียนในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษและได้พูดกับครูทุกวัน น่าจะช่วยพัฒนาทักษะการพูดได้มากขึ้นค่ะ

เป้าหมายในการไปเรียนครั้งนี้

ก็ตั้งเป้าว่าจะไปตั้งใจเรียนค่ะ เพราะตัดสินใจแล้วว่าภาษาอังกฤษคือใบเบิกทางของเรา ก็เลยคิดว่าไปเรียนเลยดีกว่าค่ะ

ทำไมถึงเลือกไปเรียนสถาบัน EV Academy

ดูรีวิวหลาย ๆ ที่ค่ะ แจมมองว่าถ้าเราเรียนหนักเราอาจจะต้องอยากพักผ่อนในที่ที่ดี ๆ แล้วเขาก็ซัพพอร์ตทุกอย่าง รวมไปถึงสามารถออกกำลังกายได้ง่ายค่ะ ทุกอย่างรวมอยู่ในแคมปัสที่เราสามารถเดินไปเรียนได้ง่ายด้วยก็จะค่อนข้างสะดวกกับเราค่ะ

หลักสูตร IELTS ที่เรียนเป็นอย่างไรบ้าง

เป็นหลักสูตร IELTS Sparta จะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ช่วงจันทร์-พฤหัส แต่ข้อดีคือจะทำให้เราได้โฟกัสกับการเรียนในช่วงวันนั้น ๆ ก็จะมีช่วงเวลาที่เราจะได้พักระหว่างคาบ มีช่วงเวลาที่เป็น self-study ถ้าเกิดเราเหนื่อยเราอยากจะพักก็ได้ หรือทบทวนในสิ่งที่เราเรียนไปก่อนหน้าก็ได้ค่ะ

ใน 1 วันเรียนอะไรบ้าง เวลาเรียนเป็นอย่างไร เรียนกี่โมงถึงกี่โมง

เท่าที่จำได้นะคะ เพราะผ่านมาประมาณเดือนนึงแล้ว ก็จะเรียนประมาณตั้งแต่ 07:00 น. เช้า จะเป็นเหมือนเรียนคำศัพท์ แล้วก็ทานข้าว แล้วก็เข้าคลาสเรียน ก็จะมีคาบกลุ่มประมาณ 4 คลาส คาบเดี่ยว 4 คาบ ซึ่งในตอนที่แจมไป มันจะเป็นช่วงแรก ๆ ที่ได้เรียน 4 Skills ก่อน แล้วเหมือนโรงเรียนเขาเปลี่ยน เพราะว่าเขาอยากให้เราโฟกัสเรื่อง Speaking กับ Writing เพิ่มมากขึ้น เขาก็จะเปลี่ยนเป็นเน้น Speaking ที่เป็นคาบเดี่ยวนะคะ เป็น Speaking 2 คาบ แล้วก็เป็น Writing 2 คาบ Writing Task 1 กับ Task 2 ค่ะ

คาบเรียนกลุ่มคอร์ส IELTS Sparta เรียนแบบไหน

คาบเรียนกลุ่มจะเป็นเรียนกลุ่ม IELTS 3 คาบค่ะ และคาบกลุ่มที่ได้เรียนกับ Native Speaker 1 คาบเรียนค่ะ โดยในคาบนี้จะเรียนรวมกับเพื่อนๆ ที่เรียน ESL ด้วยค่ะ

สำเนียงครูฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร

คิดว่าน่าจะออกแนวทางอเมริกันค่ะ แต่ว่าสำเนียงของครูฟิลิปปินส์ค่อนข้างชัดมาก และไม่ได้แตกต่างจากครูที่เป็นอเมริกันเลย เพราะแจมค่อนข้างดูซีรีส์ฝรั่งเยอะอยู่ในระดับหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าเป็นสำเนียงเดียวกันและค่อนข้างคุ้นหูอยู่ค่ะ ไม่ได้ฟังยาก และไม่ได้เหมือนที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นสำเนียงฟิลิปปินส์ที่ฟังไม่รู้เรื่องอะไรแบบนั้น เป็นสำเนียงอเมริกันเลยค่ะ

การสอนของครูเป็นอย่างไร

อาจจะเป็นเพราะว่าแจมมีปัญหาที่สุดคือ Speaking เขาก็เลยสอนเน้นที่ Pronunciation เป็นหลักค่ะ โดยจะสอนวิธีการออกรูปปาก เพราะคนไทยมักจะมีปัญหาเรื่องการออกเสียง Ending Sound หรือการ Linking Word ไม่ดี เขาก็จะสอนในด้านนี้ แล้วค่อย ๆ เจาะทีละจุดไปเรื่อย ๆ ทีละนิดค่ะ

แต่ถ้าเป็น Writing ก็จะเหมือนเช็ก Essay ให้เราดูว่าเราผิดตรงไหน แล้วก็ช่วยชี้จุดที่เราจะสามารถพัฒนาได้มากขึ้น เราสามารถถามได้ว่าถ้าติดตรงนี้เราควรทำอย่างไร เขาก็จะแนะนำให้ค่ะ

ข้อแตกต่างการเรียน IELTS ที่ฟิลิปปินส์กับที่ไทย

ถ้าเป็นที่อื่น เขาก็จะเรียนโดยเน้น IELTS อย่างเดียวค่ะ ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ได้พัฒนาเร็วขนาดนั้น เพราะถึงแม้ว่าเราจะเน้น IELTS ก็จริง แต่ถ้าเราไม่แก้ไขจุดที่ยังมีปัญหา คะแนนก็จะขึ้นค่อนข้างยาก หรือขึ้นแต่ละ Band ได้ยากค่ะ แต่พอไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ ครูก็ยังสอน IELTS ในระดับหนึ่ง แต่ว่าจะมีการแบ่งช่วงเวลา เช่น คาบหนึ่งมี 45 นาที เขาอาจจะแบ่งประมาณ 25 นาทีเพื่อช่วยแก้จุดที่เราพลาด เพราะในฐานะผู้เรียนเอง เราอาจมองไม่เห็นจุดผิดพลาดของตัวเอง ทำให้ไม่สามารถข้าม Band ได้อย่างรวดเร็วค่ะ

คนที่กำลังลังเลว่าจะไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ดีไหม เราอยากแนะนำอะไรจากประสบการณ์ที่เคยไปเรียนมา

แจมมองว่าการลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนกับตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้ายังลังเลอยู่ แจมคิดว่าถ้าอยากก้าวกระโดดด้านภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็ว เราอาจจะต้องไปอยู่ในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญหรือใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอยู่แล้ว การไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ค่อนข้างดี เพราะการเรียนค่อนข้างเข้มข้น และมีตารางเรียนที่แน่นกว่าที่อื่น ทำให้พัฒนาได้เร็วค่ะ ถ้ายังลังเลอยู่ก็ไปได้เลยค่ะ เพราะการลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนกับตัวเองค่ะ

ชอบวิชาไหนมากที่สุด และวิชาไหนที่ไม่ชอบ เพราะอะไร

วิชาที่ชอบที่สุดน่าจะเป็น Speaking ค่ะ เพราะแจมรู้สึกว่าเป็นวิชาที่พัฒนาได้ค่อนข้างเร็ว แก้ไขจุดที่ผิดได้เร็วค่ะ

ส่วนวิชาที่ไม่ค่อยชอบมีไม่เยอะมาก อาจจะเป็นคาบกลุ่มที่เรียนกับครู Native ค่ะ เพราะเหมือนเป็นการฝึกฟังครูเป็นหลัก บางครั้งพอเรียนรวมกันก็อาจจะไม่ได้โฟกัสมากค่ะ อีกอย่างคือในคลาสจะมีนักเรียนหลายระดับภาษา และมีครูคนเดียวต่อนักเรียนประมาณ 10 กว่าคน ทำให้ครูอาจไม่ได้โฟกัสนักเรียนแต่ละคนมากเหมือนตอนเรียนที่ไทยค่ะ

ระยะเวลาเรียน 8 สัปดาห์ เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

เห็นความเปลี่ยนแปลงในทุกสกิลเลยค่ะ เพราะเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด ทำให้รู้สึกว่ากล้าพูดเพิ่มมากขึ้น อย่างแจมเป็นคนค่อนข้าง Introvert และบางครั้งก็พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้กระทั่งภาษาไทยเอง พอไปอยู่ที่ฟิลิปปินส์ ครูไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่จะคอย Encourage และช่วยให้เราพยายามพูด รวมถึงทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจในการทดสอบค่ะ หลังจากเรียนแล้วได้ไปทดสอบจริง แจมรู้สึกว่าไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะที่ฟิลิปปินส์มี Mock Test ทุกสัปดาห์ และได้เจอครูที่หลากหลาย ทำให้ตอนสอบจริงรู้สึกเหมือนกำลังทำ Mock Test ที่ฟิลิปปินส์เลยค่ะ

เพื่อน ๆ ที่โรงเรียน มีนักเรียนจากประเทศไหนบ้าง

มีนักเรียนจากหลากหลายประเทศเลยค่ะ ทำให้เราได้ฟังสำเนียงที่หลากหลายมากขึ้น หลัก ๆ ก็จะมีเกาหลี ไต้หวัน และจีนที่ค่อนข้างเยอะค่ะ เท่าที่เข้าใจคือการเรียนภาษาอังกฤษค่อนข้างบูมในประเทศเหล่านี้ นักเรียนจึงมาเรียนที่ฟิลิปปินส์กันเยอะ นอกจากนี้ก็มีนักเรียนญี่ปุ่น มองโกเลีย รัสเซีย และประเทศแถบอาหรับด้วยค่ะ ทำให้เราได้ฟังสำเนียงที่หลากหลาย และในคลาสก็จะมีการคละเชื้อชาติกันค่ะ 

ส่วนคนไทยช่วงที่แจมไปน่าจะมีประมาณ 7-8 คนค่ะ ค่อนข้างสนิทกันถ้าเจอก็คือ เหมือนทักทายกันชวนกินข้าว ช่วยเหลือกันตามสไตล์คนไทยค่ะ

บรรยากาศห้องพักเป็นอย่างไร ได้รูมเมทชาติไหน ต้องปรับตัวอะไรบ้าง

ตอนแรกแจมจะมีรูมเมตเป็นคนเกาหลี แล้วก็เป็นคนไต้หวันค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะทุกคนใจดี แต่อาจจะมีบางอย่างที่ต้องปรับตัว เช่น เขาจะมีนิสัยใส่รองเท้าในบ้าน เราก็อาจจะต้องพกรองเท้าไปใช้ในบ้านด้วยค่ะ จริง ๆ อาจจะเป็นเพราะแจมอยู่กับเพื่อนที่เป็น Sparta ค่ะ ทุกคนตั้งใจมาเรียนอยู่แล้ว พอคุยกันก็จะช่วยกันฝึก เช่น แนะนำกันว่าให้ไปดูอันนี้หรือไปดูอันนั้น เพื่อช่วยกันพัฒนาภาษาไปเรื่อย ๆ ค่ะ

วันเสาร์-อาทิตย์ปกติทำอะไรบ้าง ไปเที่ยวที่ไหน?

จริง ๆ ก็มีออกไปเที่ยวบ้างค่ะ แต่ด้วยความที่ฟิลิปปินส์ค่อนข้างร้อน ส่วนใหญ่เลยจะอยู่ที่หอเป็นหลักมากกว่า แต่ก็มีไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง แล้วทางโรงเรียนก็มีจัดทริปทัวร์ให้ด้วย ถ้าสนใจหรืออยากไปพักผ่อน ก็สามารถเลือกไปทริปข้างนอกที่จัดโดยบริษัทอื่น หรือทริปที่ทางโรงเรียนจัดก็ได้เหมือนกันค่ะ เเต่ส่วนใหญ่แจมก็จะอยู่โรงเรียน นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ลงมากินข้าวตามเวลา เพราะโรงเรียนก็ยังมีอาหารให้ปกติค่ะ

อาหารที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

อาจจะเป็นเพราะแจมเป็นคนกินรสจืด ก็เลยค่อนข้างกินได้ค่ะ แต่อาหารจะมีผักค่อนข้างเยอะ เพราะหลายคนเป็นมังสวิรัติ อาหารส่วนใหญ่จึงมีรสชาติค่อนข้างจืด และอาจมีน้ำมันเยอะนิดนึง ถ้าคนไทยที่ชอบกินรสจัดหรือชอบพริก อาจจะพกน้ำพริกไปด้วยก็ได้ค่ะ อย่างพี่คนไทยคนหนึ่งก็พกน้ำพริกไปกินตลอดค่ะ

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียนมีอะไรบ้าง

ถ้าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกก็จะมีฟิตเนสที่มีเครื่องเล่นเหมือนปกติค่ะ มีสระว่ายน้ำ ห้องโยคะ และห้องละหมาดสำหรับเพื่อนที่นับถือศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ยังมีห้องเกมที่มีเครื่องเล่นต่าง ๆ รวมถึงสนุกเกอร์และเทนนิสค่ะ 

ส่วนกิจกรรม Outdoor ก็มีพื้นที่สำหรับเล่นบาสเกตบอลและกีฬาอื่น ๆ อุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ สามารถยืมที่พี่สตาฟได้เลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องพกไปเอง

สภาพแวดล้อมเมืองเซบูเป็นอย่างไร

ด้วยความที่เป็นเมืองทะเล อากาศจะค่อนข้างร้อนและมีลมแรงนิดนึงค่ะ แต่ถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างพิพิธภัณฑ์ จะค่อนข้างอยู่ติดทะเล บรรยากาศให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กับการไปเที่ยวสเปนค่ะ

จากโรงเรียนไปข้างนอกยากไหม

ไม่ยากค่ะ เพราะที่ฟิลิปปินส์มี Grab ให้ใช้งานเหมือนตอนอยู่ไทยเลยค่ะ จะสั่งอาหารหรือของต่าง ๆ ก็สามารถสั่งได้ตามปกติ ด้วยความที่เป็น Sparta บางครั้งอาจไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ก็สามารถสั่งของผ่าน Grab ได้ค่ะ

เวลามีปัญหาติดต่อเจ้าหน้าที่ที่โรงเรียนที่ไปเรียนลำบากไหม

ไม่ลำบากค่ะ ทางโรงเรียนจะมีช่องทางสำหรับติดต่อเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน เราสามารถไปเเจ้งได้เลย เพราะเขาก็จะมีระบุไว้ว่า ช่องที่ 1-2 ทำอะไร ช่องที่ 3-4 ต้องเเจ้งเรื่องอะไรค่ะ

มีสิ่งที่กังวลก่อนการไปเรียนไหม

จริง ๆ กลัวจะคุยกับเพื่อนที่เป็นรูมเมตไม่รู้เรื่องค่ะ เพราะปกติไม่เคยอยู่หอกับใคร และส่วนใหญ่จะอยู่กับครอบครัว เลยไม่ค่อยมั่นใจเวลาต้องไปอยู่กับคนอื่น แต่พอไปอยู่ที่นั่น ทุกคนก็ตั้งใจมาเรียนและใจดีค่ะ ทำให้ปรับตัวได้ไม่ยากค่ะ

การเดินทางจากสนามบินเซบูไปที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

ทางสถาบันจะมีเจ้าหน้าที่มารับที่สนามบินค่ะ โดยจะถือป้ายชื่อของสถาบัน เราแค่เข้าไปติดต่อ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะพาไปส่งที่โรงเรียนและอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินประมาณ 15–20 นาทีค่ะ 

พอถึงโรงเรียนเจ้าหน้าที่จะแจ้งว่าต้องวางกระเป๋าไว้ตรงไหน และสามารถไปทานข้าวหรือพักผ่อนก่อนได้ ระหว่างรอปฐมนิเทศ รวมถึงจะพาไปซื้อของหรือกดเงินในช่วงแรกที่เดินทางไปถึงด้วยค่ะ โดยจะมีพี่สตาฟคอยดำเนินการและแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ให้ตลอด ตอนที่แจมไป พี่ส้มมีธุระ จึงมีเจ้าหน้าที่ท่านอื่นเป็นคนดูแลแทนค่ะ แต่เขาเข้าใจว่าเราอาจจะยังไม่เก่งภาษาอังกฤษมาก ก็จะช่วยพูดช้า ๆ ให้ ทำให้สามารถสื่อสารกันได้ค่ะ

ผ่าน ตม. ยากไหม

เดินเข้าไป ตม. ถามแค่ว่ามาทำอะไร แจมก็บอกว่ามาเรียนภาษาอังกฤษ เขาก็พยักหน้าแล้วเดินให้เราเดินผ่านไปได้เลยค่ะ แค่นั้นเลย ค่อนข้างง่ายค่ะ ตอนแรกเตรียมใจไว้ว่าจะต้องตอบคำถามเยอะแยะ แต่เหมือนเขาจะรู้อยู่แล้วค่ะ

ฟิลิปปินส์ก่อนที่จะไปและหลังไปมาแล้วเป็นอย่างไร

ตอนแรกจินตนาการไม่ออกว่าจะเป็นแบบไหนค่ะ จริง ๆ แจมไปแบบระยะกระชั้นชิด เลยไม่ได้หาข้อมูลเยอะมาก แต่พอไปแล้วรู้สึกว่าคล้าย ๆ เหมือนเราไปเที่ยวชะอำค่ะ บรรยากาศประมาณเดียวกันเลย

ความปลอดภัยที่ฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร

จริง ๆ ถ้าเราดูแลตัวเองตามปกติ และไม่ได้ไปในจุดที่อันตราย ก็ไม่ได้มีอะไรน่ากังวลค่ะ เหมือนประเทศไทยที่ก็มีบางพื้นที่ที่ควรระวัง ถ้าไปย่านท่องเที่ยวหรือเดินทางด้วยรถสาธารณะตามปกติ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็ปกติเหมือนอยู่ที่ไทยค่ะ

IELTS Mock Test ที่ EV เป็นอย่างไร

ถ้าเป็น Mock Test ที่ EV Academy ครูจะเป็นคนเลือก Passage ให้ โดยที่เขาเลือกมาจะค่อนข้างเป็น Passage ที่ยาวหลายหน้า และต้องใช้เวลาในการทำค่อนข้างเยอะค่ะ แต่ถ้าเทียบกับข้อสอบจริงก็จะมีทั้งยากและง่ายปะปนกันไป ของ EV จะเหมือนเป็น Passage ที่ยาวเกือบทั้งหมด สิ่งที่ทำให้ทำไม่ทันคือเรื่องเวลาค่ะ อาจจะต้องบริหารเวลาให้ดีขึ้นนิดหนึ่ง แต่พอแจมไปสอบจริง กลายเป็นว่าเวลาเหลือเยอะมากจนไม่รู้จะทำอะไรค่ะ

ผลคะแนน IELTS Mock Test เป็นอย่างไรบ้าง

ตอนแรกแจมได้ประมาณ 5.0 ค่ะ แล้วช่วง 2 สัปดาห์แรกก็ขึ้นมาเป็น 6.0 แต่คะแนนจะยังแกว่งไปมา โดยผลรวมจะอยู่ประมาณ 6.0 ตลอดค่ะ แต่หลังจากเรียนจบกลับมาสอบจริง ก็ได้ประมาณ 6.5 ค่ะ

มีการบ้านเยอะไหม

จริง ๆ ถ้าเราขอการบ้าน อาจารย์ก็จะให้ตามปกติค่ะ แต่ถ้าวันไหนเราเหนื่อยจริง ๆ แล้วบอกว่าไม่ขอการบ้านได้ไหม เขาก็จะไม่ให้ค่ะ ขึ้นอยู่กับเราเลยว่าอยากได้การบ้านหรือไม่ ถ้าไม่อยากได้การบ้าน เขาอาจจะแนะนำให้ไปดูเรื่องนี้ หรือเตรียมเรื่องนี้มาก่อนแทน ซึ่งจะไม่ได้เป็นการบ้านชิ้นใหญ่ ๆ ค่ะ

ควรเตรียมอะไรไปเป็นพิเศษไหมในการไปเรียนที่ฟิลิปปินส์

จริง ๆ ไม่ได้ต้องเตรียมอะไรมากค่ะ เพราะสามารถไปหาซื้อที่ฟิลิปปินส์ได้เกือบทุกอย่าง แม้กระทั่งน้ำพริก ถ้าเป็นคนชอบกินเผ็ด หรืออาหารต่าง ๆ ก็มีค่อนข้างคล้ายกับของไทยค่ะ เพียงแต่อาหารของโรงเรียนจะเน้นอาหารเพื่อสุขภาพนิดนึง ทุกอย่างสามารถหาซื้อที่ฟิลิปปินส์ได้ค่อนข้างสะดวก จะใช้ Grab หรือเดินทางด้วยวิธีต่าง ๆ ก็ได้ ไม่ได้ต้องกังวลขนาดนั้นค่ะ

ควรเตรียม Pocket Money ไปเท่าไหร่ดี

ตอนของแจม แจมเตรียมไป 15,000 เปโซค่ะ แล้วเงินก้อนนี้ใช้เกือบถึง 2 เดือนสุดท้ายเลย ไม่ได้กดเพิ่มอะไรมาก อาจจะกดเพิ่มแค่ครั้งเดียวค่ะ

คะแนนเต็ม 10 ให้ EV เท่าไหร่

อาจจะให้ประมาณ 9 คะแนนค่ะ หักเรื่องอาหารนิดนึง (หัวเราะ) เพราะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แต่โดยรวมก็โอเคค่ะ อาจจะไม่ได้มีอะไรที่ต้องปรับปรุงมากค่ะ เพราะโดยรวมค่อนข้างดูแลในระดับหนึ่ง ก็เลยคิดว่าค่อนข้างโอเคค่ะ

ทำไมถึงเลือกไปกับ KPG การบริการของก้อปันกันเป็นอย่างไร

เพราะ KPG ค่อนข้างตอบคำถามรวดเร็วค่ะ จริง ๆ แจมไม่ได้ทักแค่เจ้าเดียว ทักไปหลายเจ้า แต่ KPG เป็นเจ้าที่ตอบเร็วที่สุด และให้ข้อมูลชัดเจนที่สุด มีการบอกลำดับขั้นตอนเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง และมีเช็กลิสต์ให้ด้วยค่ะ แจมรู้สึกว่า KPG ค่อนข้างพร้อมที่จะซัพพอร์ตเรา เพราะการไปต่างประเทศครั้งแรกทำให้ค่อนข้างกังวล แต่พอมีเช็กลิสต์และมีทุกอย่างเตรียมไว้ให้ ก็รู้สึกสบายใจมากขึ้นค่ะ เลยเลือกใช้บริการกับ KPG ค่ะ

อ่านเกี่ยวกับสถาบัน EV Academy – คลิก

Photo Credits :  คุณแจม

ติดต่อขอรับคำปรึกษา

 

เรียนต่อแคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์

Line : @korpungun

เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

Line : @kpglearn

คอร์สออนไลน์ KPG LIVE

Line : @kpglive

TEL: 094-883-8778