[รีวิว] เรียนหลักสูตร Intensive Power Speaking ที่ฟิลิปปินส์ กับสถาบัน GLC โดยคุณฟูจิ

รีวิว เรียนหลักสูตร Intensive Power Speaking
ระยะเวลา 8 สัปดาห์ (05 April – 30 May 2026)
กับสถาบัน GLC โดยคุณฟูจิ

ทำไมถึงสนใจไปเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์

อย่างแรกเลยคือมีงบจำกัด แล้วก็มองหาประเทศที่ค่อนข้างไม่ไกลจากไทยมาก ก็เลยมาจบที่ฟิลิปปินส์ค่ะ

เป้าหมายอะไรในการเรียนครั้งนี้

อยากพัฒนาการฟังให้มากขึ้น และอยากสามารถตอบคำถามเป็นประโยคได้มากขึ้นค่ะ

ทำไมถึงเลือกไปเรียนสถาบัน GLC

สถาบันมีบริการรับส่งไปห้างค่ะ รู้สึกว่าสะดวกสบาย อยู่ในเมือง ไปไหนก็ค่อนข้างง่าย

หลักสูตร Intensive Power Speaking เป็นอย่างไรบ้าง

รู้สึกว่าค่อนข้างที่จะตรงโจทย์กับสิ่งที่อยากฝึก โดยเฉพาะเรื่องการฟังและการพูด สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีค่ะ แล้วก็รู้สึกว่าคำถามต่าง ๆ ที่อยู่ในบทเรียน อาจารย์สามารถแตกคำถามออกมาได้มากขึ้น ทำให้เราได้ฝึกพูดคุยได้มากขึ้นค่ะ

ใน 1 วันเรียนอะไรบ้าง เรียนกี่โมงถึงกี่โมง

ของหนูจะเริ่มเรียนตั้งแต่ 08:00 – 16:00 น. มีคาบเดี่ยว 5 คาบ คาบกลุ่ม 2 คาบ และพักกลางวัน 1 คาบค่ะ ซึ่ง ช่วงเช้าจะเรียน 4 คาบ ตอนบ่ายจะเรียน 3 คาบค่ะ

ในช่วงเช้า คาบเเรกจะเรียนเดี่ยว เรียนเกี่ยวกับการพูด คาบที่สองจะเรียนกลุ่ม ก็จะเรียนเกี่ยวกับการพูดเหมือนกัน  คาบที่สามจะเป็นการฝึกอ่าน เเละคาบสี่จะเรียนเกี่ยวกับการเขียนค่ะ ซึ่งคาบสามเเละสี่จะเรียนเดี่ยวค่ะ

ส่วนคาบเรียนตอนบ่าย ก็จะเรียนเกี่ยวกับการพูดเหมือนกัน ทั้งคาบเรียนเดี่ยวเเละคาบเรียนกลุ่มค่ะ

ซึ่งคาบเรียนกลุ่มเพื่อนในคลาสของหนูค่อนข้างหลากหลายชาติมาก เเต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะมีไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนามบ้าง เเละเกาหลีค่ะ 

สำเนียงครูฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร

สำหรับหนูรู้สึกว่าสำเนียงเขาดีมากเลยค่ะ ดีกว่าที่เคยเจอมาในชีวิตจริงตอนเรียนอยู่ที่ไทย ตอนแรกหนูมีภาพว่าครูฟิลิปปินส์อาจจะมีสำเนียงที่ไม่ค่อยดี แต่ความเป็นจริงแล้ว ภาษาของอาจารย์ทุกคนค่อนข้างดีมาก ๆ เลยค่ะ ตอนที่หนูไปถึง ทางสถาบันก็มีการทดสอบภาษาอังกฤษของอาจารย์ด้วย ทำให้รู้สึกว่าสถาบันค่อนข้างใส่ใจและคัดเลือกครูมาดีค่ะ

การสอนของครูเป็นอย่างไร

หนูรีเควสต์กับอาจารย์ไปเลยว่าหนูชอบพูด และอยากให้อาจารย์ฟังการพูดของหนู แล้วช่วยบอกว่าตรงไหนผิดแกรมม่า หรือตรงไหนสามารถตอบเป็นประโยคได้ดีขึ้น เพราะหนูรู้สึกว่ายังไม่ค่อยคุ้นกับวัฒนธรรมการพูด Short Conversation ของต่างชาติเท่าไหร่ แต่หนูมีเพื่อนต่างชาติที่ไทยและหนูชอบการพูดคุยแบบนี้มาก ก็เลยอยากเรียนรู้เรื่องนี้เพิ่มเติม หนูเลยขอให้อาจารย์ช่วยถามคำถามในชีวิตประจำวัน เช่น ตอนเช้าเจอกันก็ให้ช่วยถามหน่อยว่าหนูควรพูดในรูปแบบไหน แล้วหนูก็จะถามอาจารย์ในเรื่อง Pronunciation ด้วย ถ้าหนูพูดไม่ชัด อาจารย์ก็จะช่วยแก้ให้ อย่างเรื่องการออกเสียง CH หนูรู้สึกว่าคนไทยค่อนข้างออกเสียงกันไม่ค่อยได้ หนูก็เลยให้อาจารย์ช่วยดูว่าเป็นที่หนูคนเดียวหรือเปล่า แล้วอาจารย์ก็ช่วยแก้ Pronunciation ให้หนูค่อนข้างดีมาก รวมถึงช่วยแตกคำศัพท์ให้ด้วย ถ้ามีเวลาเหลือ เพราะหนึ่งคลาสมีเวลาแค่ 50 นาที ซึ่งค่อนข้างเร็วมากค่ะ

เคยเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า

หนูมีเรียนอยู่ตลอดค่ะ  จะเรียนเป็น Reading กับ Writing เป็นหลัก เรียนอยู่ 2 ทักษะค่ะ

หนูรู้สึกว่าการเรียนที่ฟิลิปปินส์และที่ไทยที่หนูเรียนแตกต่างกันค่อนข้างมากเลย เพราะที่ไทยคุณครูที่หนูเรียนด้วยเขาจะสอนเป็นภาษาไทยให้เรารับรู้ด้วยการเเปลเป็นไทยให้เลยในส่วนของคำศัพท์หรือประโยคต่าง ๆ หนูเลยไม่ได้นึกถึงคำศัพท์ภาษาอังกฤษในหัวเราเลยเพราะคุณครูเขาก็สอนเป็นภาษาไทยแล้ว

แต่ครูที่ฟิลิปปินส์ เขาจะพยายามใบ้ให้เราว่ามีอีกคำอื่นนะ ซึ่งเราก็ไม่สามารถรู้ว่าคือคำว่าอะไร เพราะถ้าครูเฉลยก็จะเป็นภาษาอังกฤษเลย ซึ่งวิธีนี้ก็ทำให้ได้ใช้สมองเยอะขึ้นนิดนึง (หัวเราะ) ก็เลยรู้สึกว่า การเรียนภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาอังกฤษมันดีกว่าการเรียนภาษาไทยให้เป็นภาษาอังกฤษมากค่ะ

ชอบวิชาไหนมากที่สุด และวิชาไหนที่ไม่ชอบ

หนูชอบวิชา Reading ค่ะ เพราะหนูจะบอกอาจารย์เลยว่า “ฉันจะอ่านให้เธอฟังนะ” แล้วให้อาจารย์ฟัง ถ้าตรงไหนออกเสียงผิด อาจารย์ก็จะบอกทันที ซึ่งหนูชอบมาก หรือถ้ามีเวลาเหลือจาก Writing หนูก็จะขอให้อาจารย์คุยกับหนูในหัวข้อที่อยู่ในบทเรียน เพราะอยากใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

ส่วนวิชาที่ไม่ชอบจริง ๆ สำหรับหนูไม่มีนะคะ เพราะตอนเรียนกลุ่ม หนูเลือกเรียน Public Speaking ด้วย และเปลี่ยนมาเรียนในช่วงเดือนสุดท้าย รู้สึกว่าชอบมาก เพราะค่อนข้างท้าทาย ต้องเตรียมบทพูดในทุกสัปดาห์ค่อนข้างสนุกเลยค่ะ

เรียน 8 สัปดาห์ รู้สึกว่าภาษาอังกฤษพัฒนาอย่างไรบ้าง

คือสำหรับหนู หนูพัฒนาในเรื่องของการฟังแล้วก็การพูด หนูรู้สึกว่ามันมีการพัฒนาขึ้นเยอะในระดับหนึ่งเลยค่ะ เพราะว่าหนูเรียนที่ไทย หนูเรียนเป็นแบบนานาชาติเหมือนกัน แต่ว่าหนูเป็นคนที่ฟังได้ แต่ว่าอาจจะพูดไม่ค่อยคล่อง แต่พอกลับมา หนูฟังภาษาอังกฤษได้ หนูสามารถนั่งฟังได้เป็นระยะเวลานานมากขึ้น ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นภาษาอะไรที่ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนแต่ก่อนเท่าไหร่ แล้วก็รู้สึกว่าตอบคำถามอาจารย์ได้มากขึ้น เข้าใจตรงจุดได้ดีมากขึ้นค่ะ

เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนมีนักเรียนจากประเทศไหนบ้าง

เพื่อนส่วนใหญ่ของหนู ถ้าไม่นับคนไทยก็จะมีไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลีค่ะ อายุของเพื่อน ๆ ไม่ได้เท่ากัน แต่ทุกคนมาเรียนภาษาเหมือนกัน ก็เลยสามารถชวนกันคุยและทำกิจกรรมด้วยกันได้ ช่วงที่หนูไปเป็นช่วงที่นักเรียนไทยเหลือนิดเดียว แต่พอเข้าเดือนที่สอง นักเรียนไทยก็เพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ เพราะมีเด็กไทยที่ได้ทุนไปเผยแพร่วัฒนธรรมประมาณหนึ่งเดือน ทำให้ช่วงนั้นคนไทยค่อนข้างเยอะเลยค่ะ (หัวเราะ) ก็เลยไม่เหงาและสนุกดีค่ะ

ห้องพักเป็นอย่างไร ได้รูมเมทชาติไหน ต้องปรับตัวอะไรบ้าง

เดือนแรกหนูไปอยู่แบบสุ่มค่ะ ตอนแรกอยู่กับพี่คนไทย 1 คน แล้วก็รูมเมทชาวมองโกเลีย ซึ่งเขาค่อนข้างมีอายุและเหมือนใช้ห้องเป็นพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ไม่ค่อยสนใจเรื่องการอยู่ร่วมกันเท่าไหร่ หนูก็เลยเลือกที่จะไม่สนใจเขาเหมือนกัน มีครั้งหนึ่งเขาพาเพื่อนเข้ามาแต่งหน้าในห้อง หนูเลยแจ้งพี่นอยไปว่ามันผิดกฎหรือเปล่า พี่นอยก็บอกว่าผิดกฎค่ะ หลังจากนั้นหนูได้คุยกับพี่คนไทยอีกคน ซึ่งเขาก็เคยเจอรูมเมทชาวมองโกเลียเหมือนกัน และบอกว่าค่อนข้างมีปัญหาเรื่องความสะอาด ของหนูเองก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสะอาด และสุดท้ายมีครั้งหนึ่งที่หนูได้กลิ่นบุหรี่ในห้อง เลยรู้สึกว่าเขาน่าจะสูบในห้อง หนูก็เลยตัดสินใจย้ายห้องไปอยู่กับพี่คนไทยค่ะ อยู่ด้วยกันประมาณ 3 สัปดาห์ พี่เขากลับ แล้วมีรูมเมทชาวญี่ปุ่นมาอยู่ด้วย เขาน่ารักดี และชอบเปิดแอร์เหมือนหนู หนูก็เลยรู้สึกว่าอยู่ด้วยกันได้ สุดท้ายก็ Happy Ending ค่ะ

วันเสาร์-อาทิตย์ปกติทำอะไรบ้าง

หนูเที่ยวค่อนข้างเยอะค่ะ (หัวเราะ) เพราะรู้สึกว่าธรรมชาติของฟิลิปปินส์ค่อนข้างดีมาก ถึงจะไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่จัดไว้สวยงามเหมือนบ้านเรา แต่ธรรมชาติดีมาก หนูไป Kawasan Canyoneering 2 รอบ ไป Canyoneering ระยะ 5 เมตรกับ 7 เมตร สนุกมาก และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ชอบที่สุด อีกที่ที่ชอบคือทะเลของเซบู โดยเฉพาะเกาะเล็ก ๆ หนูรู้สึกว่าค่อนข้างดีมากเลย เพราะปกติถ้าไปเที่ยวทะเลที่ไทย หนูจะไปแค่หาด แต่ครั้งนี้ได้ลงไปดูน้ำและดำน้ำ ทำให้ได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ราคาดีมาก ไม่แพงค่ะ หนูไปกับพี่ ๆ ที่เรียนด้วยกัน ไป Kawasan และ Oslob แล้วก็ไป Bohol ได้ไปดูเต่าด้วยค่ะ เต่าตัวใหญ่มาก แล้วก็ไปดูปลาโลมามาด้วยค่ะ

อาหารที่โรงเรียนเป็นอย่างไร

พูดตามตรงว่าไม่เคยท้องเสียเพราะอาหารของ GLC เลยค่ะ แต่ปัญหาคืออาหารไม่ค่อยมีรสชาติ ถ้าเด็กไทยจะไป หนูแนะนำให้เอาน้ำจิ้มสุกี้ไปเลย อย่างแรกเลย เพราะช่วยได้มาก ช่วงที่หนูไป ทุกคนมีเครื่องปรุงเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริก ผงโรยข้าว หรือของปรุงรสต่าง ๆ ทุกคนเอามาแชร์กัน ทำให้กินง่ายขึ้น หนูอยู่ได้ 2 เดือนก็เพราะพี่ ๆ คนไทยและเพื่อนต่างชาติช่วยกันแชร์อาหารและเครื่องปรุง ทำให้ได้ลองกินอะไรหลาย ๆ อย่างจากเพื่อนด้วยค่ะ ถ้าเป็นเรื่องเนื้อสัตว์ ไก่บางครั้งไม่ค่อยสุก ต้องผ่าเช็กหลายรอบ แต่หมู ปลา และเนื้อค่อนข้างสุกดี ถ้าให้เรียงความอร่อย หนูชอบหมู เนื้อ แล้วก็ปลา ปลาจะอร่อยสุด เมนูปลาทอดที่มีซอสคล้ายเทริยากิก็อร่อยค่ะ ข้าวเป็นข้าวญี่ปุ่น ค่อนข้างอร่อย แต่ถ้าไม่มีน้ำจิ้มหรือผงโรยข้าวก็จะกินยากหน่อย อาหารที่หนูรู้สึกว่าอร่อยที่สุดคือไข่ดาวค่ะ (หัวเราะ) หนูอยู่ 2 เดือนแต่ได้กินไข่ดาวนับครั้งได้เลย แต่มีซุปและสามารถทำข้าวต้มเองได้ พี่คนไทยที่อายุประมาณ 50 ปีชอบกินข้าวต้ม ก็เลยทำกินเอง หนูรู้สึกว่าการอยู่ต่างประเทศเราต้องประยุกต์เอง อยากกินอะไรก็ต้องหาทางทำให้ได้กินค่ะ

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียนมีอะไรบ้าง

หนูใช้ยิมค่ะ ในห้องยิมจะมีทั้งอุปกรณ์ออกกำลังกายและกิจกรรมอื่น ๆ มีเครื่องนวด เครื่องเล่นเกม และบิลเลียด หนูลองเกือบทุกอย่างแล้ว อย่างเดียวที่ใช้บ่อยคือเครื่องนวดค่ะ เครื่องกีฬาโดยรวมค่อนข้างครบ และมีบริการรถบัสไปส่งที่ห้างด้วย ทำให้ค่อนข้างสะดวกและประหยัดค่า Grab ค่ะ

สภาพแวดล้อมเมืองเซบูเป็นอย่างไร

สำหรับหนู ถึงจะเห็นตึกสูงและมีความเป็นเมือง แต่ไม่ได้ศิวิไลซ์เท่าไหร่ค่ะ มีขยะค่อนข้างเยอะและบางพื้นที่ไม่ได้มีการเก็บขยะดีเท่าไหร่ รวมถึงเห็นคนเร่ร่อนค่อนข้างเยอะซึ่งเราเห็นได้จากตอนที่นั่งรถ ทางโรงเรียนก็มีการเตือนว่าในช่วงกลางคืนไม่ควรออกไปไหนเลย และควรอยู่ภายในโรงเรียนเพื่อความปลอดภัย แต่บริเวณห้างหรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ อย่าง IT Park, Night Market หรือห้างต่าง ๆ ค่อนข้างโอเค และให้ความรู้สึกคล้ายประเทศไทย ถ้าไปเรียนและตั้งใจเที่ยวธรรมชาติ หนูคิดว่าโอเคค่ะ อยู่ได้นานและไม่น่าเบื่อค่ะ

จากโรงเรียนไปข้างนอกยากไหม

ไม่ยากเลยค่ะ ประมาณ 2 กิโลเมตรก็ถึงทั้ง Ayala Mall และ SM City แล้วค่ะ

เวลามีปัญหาติดต่อเจ้าหน้าที่ที่โรงเรียนที่ไปเรียนลำบากไหม

ไม่เลยค่ะ ค่อนข้างติดต่อง่ายมาก พี่นอย (เจ้าหน้าที่คนไทยที่ GLC) สามารถติดต่อได้โดยตรง ถ้าทักไปส่วนตัว ส่วนใหญ่ไม่เกิน 5 นาที พี่เขาก็ตอบแล้วค่ะ

สิ่งที่กังวลก่อนไปเรียน ปรับตัวยากไหมในการไปเรียนและใช้ชีวิต

เรื่องแรกที่กังวลคืออาหารค่ะ เพราะหนูไม่ได้เตรียมอะไรไปเยอะ และอีกเรื่องคือการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวเป็นครั้งแรก ก็เลยแอบกังวลอยู่ ตอนแรกกังวลเรื่องการผ่าน ตม. แต่ทางโรงเรียนมี Invitation Letter ให้ยื่นกับ ตม. ก็เลยรู้สึกว่าผ่านค่อนข้างง่าย ไม่ได้กังวลมากเท่าไหร่

เรื่องการปรับตัว สัปดาห์แรกค่อนข้างยากนิดนึง เพราะรูมเมทไม่อยากเปิดแอร์เพราะกลัวค่าไฟแพง หนูก็เลยต้องปรับตัวด้วยเปิดพัดลมแทน แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สองก็เริ่มคุยกันและปรับตัวได้ง่ายขึ้นค่ะ อีกอย่างคือคนที่นั่นใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ทำให้การใช้ชีวิตไม่ได้มีปัญหาเรื่องการสื่อสารมากค่ะ

ผ่าน ตม. ยากไหม ตม. ถามอะไรบ้าง

ตม. ถามค่อนข้างเยอะค่ะ โดยเฉพาะตอนที่หนูยังไม่ได้ยื่น Invitation Letter เขาถามว่ามีที่พักหรือยัง โรงเรียนที่ไปอยู่ที่ไหน มาเรียนกี่เดือน แล้ว 2 เดือนนี้จะต่อวีซ่าหรือเปล่า และทำไมถึงไม่ต่อวีซ่าจากประเทศไทย หนูก็ตอบไปว่า ทางโรงเรียนจะเป็นคนต่อวีซ่าให้หลังจากที่ไปถึงโรงเรียนแล้ว

คำถามที่ทำให้ทุกอย่างจบคือเขาถามว่าโรงเรียนชื่ออะไร หนูบอกว่า GLC แล้วเขาก็ขอดู Invitation Letter พอให้ดูแล้วก็ผ่านเลยค่ะ ตอนแรกหนูแอบเครียด เพราะเห็นคนข้างหน้าหนูก็ถูกถามเยอะมาก แต่สุดท้ายของหนูก็ผ่านได้ค่ะ เขาถามถึงเมืองที่อยู่ รวมถึงเที่ยวบินขากลับด้วย หนูก็เช็กข้อมูลแล้วตอบไปตามที่จำได้ ตอนนั้นหนูเพิ่งทำพาสปอร์ตใหม่ด้วย ทำให้ไม่มีประวัติการเดินทางเลย และในพาสปอร์ตมีฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกที่เดินทางมา แถมอยู่ถึง 2 เดือน ก็เลยอาจทำให้เขาถามละเอียดเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาด้วยดีค่ะ

ฟิลิปปินส์ก่อนที่จะไปและหลังไปมาแล้วเป็นอย่างไร

ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าฟิลิปปินส์จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่พอได้ไปจริง ๆ รู้สึกว่ามันดีมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ

ความปลอดภัยที่ฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร

ถ้าเป็นนอกโรงเรียน หนูค่อนข้างไม่ออกไปไหนตอนกลางคืน ถ้าไม่ใช่การไปเที่ยวช่วงเสาร์-อาทิตย์ หนูจะอยู่ในโรงเรียน หรือไปห้างบ้างค่ะ ในห้างรู้สึกว่าระบบ Security ค่อนข้างดี มีการตรวจค่อนข้างละเอียด ดูว่าเรามีอาวุธรึเปล่า โดยรวมรู้สึกปลอดภัย คล้าย ๆ กับห้างในประเทศไทย แต่หนูเคยไปเดินบริเวณชุมชนรอบ ๆ กับเพื่อนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างคล้ายสลัม หนูรู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัยและคิดว่าไม่ควรเข้าไปเอง ตอนนั้นไปกับเพื่อนผู้ชายหลายคน ก็เลยลองไปดูเพื่อ Explore แต่หนูรู้สึกว่าบริเวณนั้นค่อนข้างแอบอันตราย ซึ่งหนูก็เคยเห็นสลัมที่ไทยนะคะ แต่สลัมที่ฟิลิปปินส์หนักกว่าไทยอีกค่ะ โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่เห็นบ้านเรือนอยู่ในบริเวณที่เสี่ยงน้ำท่วม ถ้าถามว่าฟิลิปปินส์อันตรายไหม หนูคิดว่าถ้าเราไม่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงหรือสถานที่ที่ไม่ควรไป ก็ไม่น่าอันตรายมากค่ะ แต่พื้นที่ที่เพื่อนพาไปดูครั้งนั้น หนูรู้สึกว่าอันตรายที่สุดแล้ว

มีอะไรอยากแนะนำเพื่อน ๆ ที่สนใจไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ไหม

ถ้าอยากไปประเทศที่ค่าใช้จ่ายโอเค และอยากมีเพื่อนต่างชาติมากขึ้น หนูแนะนำฟิลิปปินส์มากค่ะ เพราะค่อนข้างใกล้ประเทศไทย และถ้าไปประมาณหนึ่งเดือนก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเรียน ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ ๆ ให้ไปเที่ยวในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้อีกด้วย ไม่ได้มีอะไรที่ต้องกังวลมาก แต่ก็ควรระวังตัวเองอยู่เสมอค่ะ

มีการบ้านเยอะไหม

หนูเรียน Public Speaking อยู่ประมาณ 1 เดือน พูดตรง ๆ ว่าการบ้านค่อนข้างเยอะค่ะ แต่รู้สึกว่าเป็น Challenge ให้ตัวเองและสนุกดี อาจารย์จะให้เตรียมเรื่องสำหรับ Debate เช่น สมมติว่าให้เลือกระหว่างชาและกาแฟ สมมติว่าเราก็ต้องอยู่ทีมกาแฟ ส่วนเพื่อนอยู่ทีมชา แล้วมาดีเบตกันว่าทำไมถึงเลือกสิ่งนั้น มีข้อดีข้อเสียอย่างไร หรือเหมาะกับใครบ้าง หนูรู้สึกว่าวิชานี้ช่วยพัฒนาตัวเองขึ้นประมาณ 2 ระดับเลยค่ะ เพราะได้พูดเยอะและมี Challenge มากกว่า คลาส Grammar สำหรับหนู Grammar ก็สนุก แต่ค่อนข้างเหนื่อยและรู้สึกว่าไม่ค่อยมี Challenge เท่า Public Speaking เลยเลือกเรียนคลาสที่ได้พูดเยอะกว่า และรู้สึกสนุกมากค่ะ

มีอะไรที่อยากแชร์กับเพื่อน ๆ ไหม สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจหรือกำลังจะเดินทางว่าควรเตรียมอะไรไปเป็นพิเศษ

สำหรับคนไทย หนูเชื่อว่าทุกคนปรับตัวได้ค่ะ แต่มั่นใจมาก ๆ ว่าทุกคนควรพกน้ำจิ้มและผงปรุงรสไปด้วยเอาไว้ไปโรยข้าว เพราะอาหารที่โรงเรียนค่อนข้างรสชาติอ่อนและกินยากนิดหนึ่ง ควรมีอะไรไว้ปรุงหรือเพิ่มรสชาติให้อาหารค่ะ

แต่ถ้าเป็นอาหารฟิลิปปินส์จริง ๆ หนูรู้สึกว่าอร่อยนะคะ ไม่ได้แย่เลย มีทั้ง Lechon, Mang Inasal และอาหารที่คล้ายต้มยำแต่ไม่เผ็ดมาก ซึ่งก็พอกินได้และทำให้มีความสุขในแต่ละวันค่ะ

ควรเตรียม Pocket Money ไปเท่าไหร่ดี

หนูอยู่ 2 เดือน เตรียมเงินไปประมาณ 20,000 บาท แต่กลับมายังมีเงินเหลือค่ะ ทั้งที่เที่ยว กินไอศกรีม กินของหวาน และสั่ง Grab มากินทุกวันเลยค่ะ หนูเที่ยวเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ และพยายามเก็บสถานที่สำคัญ ๆ ที่ควรไปให้ครบ ทั้ง Kawasan, Oslob และเที่ยวในเมือง รวมค่าเที่ยวทั้งหมดประมาณ 8,000 บาท ส่วนอีกประมาณ 12,000 บาทเป็นค่ากิน ซึ่งสุดท้ายก็ยังเหลือกลับบ้านค่ะ สำหรับหนูถือว่าค่อนข้างคุ้มในการไปเที่ยวค่ะ

คะแนนเต็ม 10 ให้ GLC เท่าไหร่

ถ้าแยกเป็นแต่ละด้านนะคะ
• ความสะดวกสบาย: 10/10 เพราะรู้สึกว่าสะดวกสบายจริง ๆ
• อาหาร: 5/10 หนูไม่เคยท้องเสียเลย แต่หักอีก 5 คะแนนเพราะอาหารไม่ค่อยอร่อยค่ะ
• ความสะอาด: 8/10 โดยรวมค่อนข้างสะอาด แต่บางครั้งห้องจะทำความสะอาดแค่สัปดาห์ละครั้ง ทำให้บางช่วงอาจไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ มีการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์ โอเคเลยค่ะ
• เพื่อนและสังคม: 10/10 เพื่อนทุกคนน่ารักมาก ทุกคนตั้งใจฟังเรา แม้เราจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ดีมาก ถ้าเราพูดไม่ชัดหรือออกเสียงผิด เพื่อนก็พยายามฟังและช่วยกัน เพราะเขาเองก็ไม่ได้เก่งกว่าเรามาก แค่พูดคล่องกว่าเท่านั้นค่ะ
• GLC โดยรวม: 7/10

เรื่องที่อยากให้ปรับปรุงมากที่สุดคืออาหารค่ะ หนูถามเพื่อนหลายสัญชาติที่สนิทกัน ทุกคนบอกเหมือนกันว่าอาหารกินได้ แต่ค่อนข้างจืด ก็เลยคิดว่าเรื่องอาหารน่าจะเป็นส่วนที่ควรปรับปรุง อีกเรื่องคือการสอบวัดระดับภาษา หนูรู้สึกว่าถ้าสามารถสอบออนไลน์ได้ก็สะดวก เพราะเราไปถึงวันอาทิตย์ วันจันทร์สามารถรู้ระดับและจัดคลาสได้เลย แล้ววันอังคารก็เริ่มเรียนจริง แต่หนูรู้สึกว่าการสอบออนไลน์อาจทำให้บางคนใช้ AI ช่วยในการสอบ โดยเฉพาะตอนสอบแบบกลุ่ม ทำให้เราอาจไม่ได้เห็นระดับภาษาอังกฤษที่แท้จริงของนักเรียนบางคน หนูเองรู้สึกว่าตัวเองได้ระดับต่ำกว่าที่คิดไว้มาก แต่พอเรียนจริงก็ต้องก้มหน้าก้มตาเรียนต่อค่ะ ถ้ารู้สึกว่าคลาสง่ายเกินไป ทางโรงเรียนก็สามารถให้ย้ายคลาสในสัปดาห์ถัดไปได้ หนูก็ใช้วิธีนี้ในการจัดการระดับการเรียนของตัวเองค่ะ

ทำไมถึงเลือกไปกับ KPG การบริการของ KPG เป็นอย่างไร

หนูรู้จัก KPG จาก TikTok ค่ะ ตอนนั้นเลื่อนดูแล้วเห็น KPG ขึ้นมาเป็นอันแรก หนูก็เลยกดเข้าไปดูว่ามีประเทศไหนให้เลือกไปเรียนบ้าง ตอนแรกหนูค้นแค่ว่า “เรียนภาษา” ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นฟิลิปปินส์ แต่ KPG ขึ้นมาเป็นอันดับแรก แล้วหนูก็ลองสอบถามเรื่องงบประมาณ เพราะมีงบจำกัด จากนั้นก็เห็นว่ามีโปรแกรมเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ หนูเลยเพิ่งรู้ว่ามีตัวเลือกนี้ หนูเอาข้อมูลไปคุยกับคุณแม่ แล้วคุณแม่ก็รู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะราคาโอเค 

ส่วนการบริการของ KPG ช่วงแรกหนูไม่ค่อยมีเวลาคุยกับพี่ ๆ เลยไม่ได้รู้รายละเอียดมาก หลังจากนั้นก็เลยส่งต่อให้คุณแม่เป็นคนคุยและสอบถามแทน คุณแม่อยากรู้อะไรก็ถามทาง KPG ได้เลย ทำให้ได้ข้อมูลละเอียดขึ้น ตอนแรกหนูลังเลระหว่างนิวซีแลนด์กับฟิลิปปินส์ แต่รู้สึกว่าฟิลิปปินส์เข้าถึงง่ายกว่า เพราะเป็นครั้งแรกที่เดินทางไปต่างประเทศคนเดียวและยังไม่อยากไปไกลมาก หนูจึงตัดสินใจเลือกฟิลิปปินส์เองค่ะ โดยรวมรู้สึกว่าบริการดี และแพลตฟอร์มก็ใช้งานดีค่ะ

อ่านเกี่ยวกับสถาบัน GLC – คลิก

Photo Credits :  คุณฟูจิ

ติดต่อขอรับคำปรึกษา

 

เรียนต่อแคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์

Line : @korpungun

เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

Line : @kpglearn

คอร์สออนไลน์ KPG LIVE

Line : @kpglive

TEL: 094-883-8778