รีวิว เรียนหลักสูตร 24HR ESL ที่ฟิลิปปินส์
ระยะเวลา 8 สัปดาห์ (25 January – 2 March 2026)
กับสถาบัน API BECI Sparta Campus โดยคุณนาตา
จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจไปเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์?
โรงเรียนมีคาบเรียนตัวต่อตัวค่ะ หนูชอบเรียนตัวต่อตัวมากกว่าคลาสกลุ่ม เพราะเราไม่ต้องอายที่จะพูดผิด เเละสามารถไปเรียนได้เลย ไม่ต้องทำเรื่องนานค่ะ
ทำไมถึงเลือก API BECI Sparta Campus?
(หัวเราะ) ตอนแรกหนูอยากเรียนเเบบเข้มข้น โฟกัสในการเรียนมากๆ หนูคิดว่าเรียนเข้มข้นมากๆ จะดีสำหรับตัวหนู ตอนนั้นหนูคิดแค่นั้นค่ะ
ผ่าน ต.ม. ยากไหม?
หนูโชคดีที่หนูเจอคนไทยตั้งแต่ที่สุวรรณภูมิ พี่คนไทยเขาจะไปเที่ยวทะเลที่นู่น เขานั่งข้างหน้าหนู 1 ที่ พอลงเครื่อง หนูก็แบบ ต.ม. อยู่ไหน พี่เขาก็บอกว่าต้องไปตรงนี้ๆ
พอเจอเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ก็ตอบคำถามเขาว่าเรามาเรียน โชว์เอกสารให้เขาดู เขาก็ถามว่าเราทำงานอะไร ก็ตอบเขาไป แล้วพอคำถามสุดท้าย หนูฟังไม่ออกว่าเขาถามอะไร ก็เลยบอกให้เขาพูดใหม่ เขาก็เลยบอกหนูว่า โอเค ไปเถอะๆ (หัวเราะ) ไม่ได้น่ากลัวค่ะ
คอร์ส 24HR ESL เป็นยังไง?
ตอนเเรกโรงเรียนจะให้เลือกว่าเราอยากโฟกัสเรื่องไหน ฟัง พูด อ่าน เขียน แต่หนูไปเลือกโฟกัส grammar (ไวยากรณ์), sentence (ประโยค) ตารางเรียนออกมาก็เลยได้เรียน grammar, sentence ซะส่วนใหญ่ เเต่ของเพื่อนคนอื่น เช่น เกาหลี ญึ่ปุ่น บางคนเขาก็จะมีคลาสพูดในคาบเรียนตัวต่อตัว หนูเลยงงว่าทำไมเขาถึงมีคาบตัวต่อตัวที่โฟกัสเเค่การพูด แต่ก็มาเข้าใจทีหลังค่ะ ว่าเพราะเขาเลือกโฟกัสการพูด เขาก็เลยมีคาบเรียนพูด เพราะมันขึ้นอยู่กับนักเรียนว่าต้องการโฟกัสอะไร แต่หนูก็ไม่ได้เปลี่ยนไปโฟกัสการพูดนะคะ เพราะหนูคิดว่า ยังไงเราก็ได้พูดกับครูตลอดเวลาในคาบอยู่แล้วค่ะ
ถ้าคาบเรียนที่คุณครูสอนจะมีทั้งหมด 7 คาบเรียนค่ะ เเละมี Self study คาบเรียนด้วยตัวเอง ที่ต้องอ่านคำศัพท์ เเละบทสนทนาอย่างละคาบเพื่อไว้ไปสอบ เเล้วก็จะมี สอบ 20:00-21:00 ค่ะ ในทุกๆ วันค่ะ ก็จะรวมเป็น 10 คาบ ต่อวัน เวลาก็จะเร่ิมตั้งเเต่ 08:00 โมงเช้า เสร็จทุกอย่างก็ 21:00 น. ค่ะ แต่จริงๆ จะมีพักเบรก 1 คาบ ของหนูโชคดีที่ได้มีคาบพักตั้งเเต่คาบเเรกเลย ก็เลยตื่นสายได้ค่ะ
ในส่วนของการเรียน grammar ก็จะได้เรียนเหมือนที่ไทยเลยค่ะ ที่ต้องมี ประธาน (S.) + กริยา (V.) + กรรม (O.) ซึ่งเป็นเรื่องที่เราอาจจะลืมไปแล้ว ก็เหมือนเราไปเรียนทบทวนค่ะ
ส่วนเรียน sentence จะเป็นการฝึกให้เราแต่งประโยค คุณครูจะมีคำศัพท์มาให้เราแต่งประโยคค่ะ เช่น พวก idiom (สำนวน) ให้เราฝึกแต่งประโยคในทุกๆ คาบค่ะ
จริงๆ ตอนแรกอยากจะเปลี่ยนไปเรียน TOEIC ด้วยค่ะ แต่มีเพื่อนเวียดนามซึ่งเขาลงเรียน TOEIC อยู่ เขาก็มารีวิวให้ฟังว่า มันยากมากเลย มันสำหรับคนที่พื้นฐานต้องเป๊ะมาก เขาก็เลยต้องเปลี่ยนมาเรียน ESL เขาบอกว่าเรียน TOEIC มันเป็นการฝึกทำโจทย์ข้อสอบ TOEIC ซึ่งเดี๋ยวเราไปฝึกทำที่ไทยก็ได้ค่ะ (หัวเราะ)
พัฒนามากน้อยเเค่ไหนในการเรียน 8 สัปดาห์?
ถ้าเรียนแค่เดือนเดียวก็จะเร็วไป สองเดือนก็จะกลางๆ ค่ะ ถ้าเรียนสามเดือนน่าจะโอเคค่ะ
สำหรับหนูที่เรียนสองเดือน หนูรู้สึกว่า เรากล้าพูดมากขึ้น ทำให้เราไม่อายที่จะพูดภาษาอังกฤษ ได้คำศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ได้รู้คำศัพท์ที่เราไม่เคยรู้
ถึงหนูจะเลือกเน้น Writing (การเขียน) แต่ Speaking (การพูด) หนูก็พัฒนามากเลย เพราะเรากล้าพูดทุกคาบ โดยเฉพาะคาบเรียนที่เป็นตัวต่อตัวด้วย เราก็เลยกล้าพูดกับคนอื่นๆ และไม่กลัวที่จะเขียน ถ้าเขียนผิดเขาก็สอนเราว่าต้องเพิ่ม ต้องเเก้ตรงไหนยังไงค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าพัฒนา เพราะการทำงานของหนูค่อนข้างจะต้องใช้การเขียนเยอะ ก็เลยทำให้มั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นค่ะ เวลาเราจะพูดภาษาอังกฤษ เราไม่ต้องคิดเป็นภาษาไทยเลย เราสามารถพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษได้เลยค่ะ แต่ก็อาจจะสะดุดบางคำที่นึกคำศัพท์ไม่ออก แต่ก็สามารถพูดได้ลื่นขึ้นค่ะ
การเรียน 24HR ESL ตอบโจทย์กับเป้าหมายของเราในการมาเรียนไหม?
ตอบโจทย์นะคะ จากที่เพื่อนที่เขาจาก TOEIC เปลี่ยนมาเรียน ESL ที่เขาแนะนำว่า TOEIC ไม่ได้ฝึกเรื่องการพูด การเขียนเลย แต่ ESL จะฝึกทุกทักษะเลยก็เลยคิดว่าเลือกถูกแล้วค่ะ หนูชอบ ESL มากกว่า
1-2 สัปดาห์แรกอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการไปเรียน?
คิดถึงบ้านค่ะ (หัวเราะ) สัปดาห์แรกๆ ที่เรา Homesick เพราะแปลกที่ ทุกอย่างแปลกไปหมดเลย อากาศก็หนาว ที่นอนก็แบบ ไม่รู้ว่าเพราะอากาศรึเปล่า ก็เลยรู้สึกว่าผ้าห่มก็จะชื้นๆ นิดนึง เลยรู้สึกว่ายังปรับตัวกับอากาศหนาวไม่ค่อยได้ เพราะประเทศไทยร้อนมาก (หัวเราะ) สภาพแวดล้อมในสัปดาห์แรกมันใหม่ทุกอย่างเลยค่ะ เราต้องพูดภาษาอังกฤษตลอดเวลา คิดเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา
2 สัปดาห์แรกน่าจะหนักสุดในการปรับตัวค่ะ เพราะใจเราด้วย อะไรหลายๆ อย่าง แต่พอเราชินกับครู ชินกับตารางเรียน ชินกับอะไรทุกอย่าง หลังจากนั้นก็เฉยๆ เเล้ว พอเดือนที่สองก็ยิ่งชอบค่ะ ถ้าอยู่ไปนานๆ ก็น่าจะชอบกว่านี้เพราะเราสนุกกับเพื่อนค่ะ
จากตอนแรกที่รู้สึกว่าจะเรียนไม่ไหว อะไรทำให้ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้?
เพื่อนและครูคือสิ่งที่สำคัญเลย เขาเฟรนลี่มาก เขาพร้อมที่จะช่วยเราตลอดเวลา หนูรู้สึกว่า ถึงแม้ว่าการเรียนมันจะยาก แต่การที่เราเจอเพื่อนที่ดี ครูที่ดี ก็จะทำให้ทุกเราสนุกไปกับมันได้ถึงแม้ว่ามันจะยาก เพราะทุกคนเป็นมิตรมากๆ ก็เลยทำให้เราสนุกกับการเรียนค่ะ
ถ้าเราได้เรียนกับครูที่ชอบ เราก็จะอยากเรียนกับเขา เราก็จะมีความสุขในการตื่นไปเรียนในทุกๆ วัน มันสนุกค่ะ ถ้าเราได้เจอเพื่อนที่คลิ๊กกัน คุยกันถูกคอ เราก็จะได้ใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลาค่ะ ตอนนี้หนูก็ยังติดต่อกับเพื่อนเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนามอยู่เลยค่ะ
สำเนียงครูฟิลิปปินส์?
ตอนแรกหนูไม่ชินหูเลย แบบ อะไรเนี่ย!! ไม่ชินเลย ก็จะมีบางคนที่ฟังยากมาก เขาจะลงท้ายตัว t/d แปลกๆ จะไม่เหมือนเรา แต่พอนานๆ ไปเราก็ชิน ก็ฟังออก ก็เป็นปัญหาตอนแรกอยู่ค่ะ
มีคุณครูที่ชอบไหม?
มีผู้หญิงคนนึง แล้วก็ที่เป็นผู้ชาย LGBTQ+ คนนึงค่ะ เขาสอนดีมาก
ครูผู้หญิงเขาสอน Sentence การเขียนค่ะ หนูรู้สึกดีที่ครูเขาไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ ค่ะ เช่น หนูบอกเขาว่า ยากมากเลย ปล่อยผ่านได้ไหม เขาบอกว่า ไม่ได้ ลองทำดูก่อน เขาก็สอนค่ะ
ส่วนครูผู้ชายที่เป็น LGBTQ+ สอนพูด สอนเเกรมม่าด้วย เขาจะให้กำลังใจเราค่ะ เพราะเวลานักเรียนจะมีสอบพูด แล้วมีกล้องอัดวิดีโอใช่ไหมคะ เขาก็จะให้กำลังใจดีมากตอนเราสอบพูดอยู่หน้ากล้องค่ะ พยายาม cheer up เรา ก็ทำให้เรามีกำลังใจสอบพูดในสัปดาห์ต่อไปแบบไม่อาย ไม่กลัวค่ะ
มีเคยเปลี่ยนครูไหม?
เปลี่ยนเองไม่มีค่ะ แต่มีครูคนนึงเขาตกบันได แล้วเขาไม่สามารถมาสอนหนูได้ใน 2 สัปดาห์แรก ทางโรงเรียนก็มี Sub Teacher มาสอนเเทน ซึ่งเขาสอนดีมากเลย หนูก็เลยขอเรียนกับครูคนนี้เลยค่ะ
มีการบ้านเยอะไหม?
ส่วนมากจะมีการบ้านแค่วิชาเดียวคือ Speaking เขาจะมี Topic มาให้ 22 ข้อ แล้วให้เราไปเรียบเรียงประโยคมาให้เขาตรวจว่าเราเขียนประโยคถูกต้องรึเปล่า แต่พอหลังๆ มา ไม่ค่อยมีการบ้านเลยค่ะ เพราะคาบนั้นหนูก็ไปตอบคำถามในคาบเลยค่ะ
คาบเรียนกลุ่มได้เรียนอะไรบ้าง?
จะมีเรียน 2 อย่างค่ะ Listening กับ Speaking ซึ่งคาบกลุ่มเดือนแรกจะได้เรียน Listening พอเดือนที่สองหนูเปลี่ยนจากคาบกลุ่ม Listening ไปเป็นคาบเรียนตัวต่อตัวค่ะ เพราะหนูอยากฝึกการฟัง เพราะถ้าเป็นคาบตัวต่อตัว เวลาเราฟังไม่ทัน เราก็บอกครูว่าขอฟังใหม่อีกรอบได้เรื่อยๆ ค่ะ
ส่วน Speaking กลุ่ม จำนวนนักเรียนในคาบสูงสุดคือ 6 คน เขาจะมีหนังสือมาให้ จะมีหัวข้อที่เรียนในแต่ละสัปดาห์ จะมีเรียนคำศัพท์ จะมีประโยคคำถาม เขาก็ให้เวลาเราพูดแล้วตอบเลย ซึ่งหลังๆ มาหนูได้เป็นคนแรกที่ต้องพูดตลอดเลย เพราะว่าหนูเรียนมานาน ส่วนนักเรียนคนอื่นเพิ่งจะเรียนได้เเค่ 2 สัปดาห์ ก็เลยทำให้เรากล้าพูดขึ้น เพราะเป็นคนแรกที่จะต้องพูด ก็มีคำตอบอยู่ในใจก็พูดออกไปเลย ช่วงแรกๆ จะมีอายนะคะใน 1-2 สัปดาห์แรก ไม่ค่อยกล้าพูด แต่หลังๆ ก็พูดๆ ไปเลยค่ะ (หัวเราะ) คุณครูก็มีพูดเหมือนกันค่ะว่า ตอนเรามาสัปดาห์แรกไม่ค่อยพูดเลย แต่ตอนนี้คือพูดเก่งมากเลย
เคยเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนมาก่อนไหม?
เคยเรียนที่ไทยเป็นคลาสออนไลน์แบบอัดวิดีโอค่ะ เป็นพวกคลาสแกรมม่า หนูซื้อ 2 สถาบัน แต่หนูเรียนแค่ ครั้งสองครั้งเองแล้วหนูก็ขี้เกียจ หนูก็เลยต้องไปเรียนที่ฟิลิปปินส์เเทนค่ะ
สิ่งที่อยากเเชร์ในเรื่องการเรียนเพิ่มเติม?
เวลาพูดแค่เราสนุกไปกับมันค่ะ ทุกอย่างเราไม่ต้องไปซีเรียสขนาดนั้น เพราะบางคนเขาจริงจังมาก ในการเรียน ESL เราแค่ฝึกในการพูด การเขียน หนูคิดแค่ว่าแค่เราไปสนุก และ enjoy ไปกับมัน เพราะถ้า enjoy ไปกับมัน เราก็สามารถทำได้ทุกอย่างค่ะ
เพื่อนที่โรงเรียนมีชาติไหนบ้าง?
เวียดนาม เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน เพื่อนที่หนูรู้จักนะคะ แล้วทุกคนเฟรนลี่มาก พอศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็ไปเที่ยวกัน ได้คุยกัน รวมถึงยังได้เพื่อนฟิลิปปินส์เพิ่มมาที่เขาเป็นครูค่ะ เพราะเราก็สนิทกับครูด้วย เขาพาไปเที่ยว เขารู้ทางพาไปทะเลมาด้วยค่ะ เราออกไปเที่ยวกัน ใช้เวลาด้วยกันทุกสัปดาห์ ก็สนุกมาก เพราะเพื่อนทุกคนก็ enjoy กันหมดเลย เฟรนลี่มาก และเราก็ต้องเฟรนลี่ด้วยเหมือนกัน ต้องไม่อายที่จะพูด
วันหยุดไปเที่ยวไหนบ้าง?
มีไปหมู่บ้านที่เป็นสีๆค่ะ, ไปชมวิวบนภูเขาซึ่งหนูจำชื่อไม่ได้, ไปทะเล, SM Mall ต้องไปทุกสัปดาห์, ไปยิงปืน, เเล้วก็มีไปเล่นโบว์ลิ่งด้วยค่ะ ไปเยอะมาก แต่ก็เหนื่อยมากเพราะมันเป็นภูเขาค่ะ มีเดินไปบ้าง นั่งรถไปบ้าง เพราะเดินไม่ไหวเเล้วค่ะช่วงหลังๆ
อาหารที่โรงเรียนเป็นยังไง?
เดือนแรกก็โอเคนะคะกินได้ อาหารเกาหลี มีกิมจิ แต่เพื่อนเกาหลีบอกว่า เป็นเกาหลีปลอม (หัวเราะ) คือก็กินได้ค่ะ แต่วนมาอีกสองสัปดาห์ก็ซ้ำเมนูเดิม มันก็น่าเบื่อนิดนึง บางครั้งหนูก็สั่งอาหารข้างนอกมากิน ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Jollibee ค่ะ
ห้องพัก 3+1 เป็นยังไงบ้าง รูมเมทเป็นชาติไหนบ้าง?
มี 4 คนค่ะ ครูฟิลิปปินส์ นักเรียนญี่ปุ่น เกาหลี และคนไทย ห้องพักดีนะคะ ดีมากเลย เพราะว่ามีคนมาทำความสะอาดทุกวัน ก็เลยไม่สกปรกเลย สะอาดดีมากๆ ค่ะ แต่หนูเป็นคนนอนหลับยากถ้ามีเสียงรบกวนนิดนึง แต่รูมเมทหนูเขานอนกรน หนูก็เลยต้องนอนใส่หูฟัง ฟังเพลงทุกคืน มีคืนนึงหนูนอนไม่หลับเลย เพราะปกติเขากรน แต่ก็จะมีช่วงที่เขาหยุด แต่คืนนั้นเขากรนไม่หยุดเลย หนูก็เลยนอนไม่หลับเลย แล้วก็ต้องตื่นเช้ามาเรียน (หัวเราะ) ก็จะมีเสียงนิดนึง แต่ก็นอนได้อยู่ค่ะ
การที่มีครูอยู่ในห้องก็ดีนะคะ เพราะจะมีคลาสที่คุยกันในทุกๆ คืน ฝึกภาษาอังกฤษของเราในทุกๆ คืน ก็เลยทำให้ในห้องสนิทกันมากขึ้น
หนูคิดว่า เลือกห้องที่ไม่มีครูก็ได้ เพราะที่นั่นก็ไม่ค่อยจะมีคนไทยอยู่แล้ว เพราะห้องที่ไม่มีครูอยู่ด้วยราคาจะถูกกว่า ถึงมีครูอยู่ด้วยก็ได้คุยประมาณชั่วโมงเดียว น่าจะเป็นห้องที่คุยกันเยอะที่สุดเเล้วมั้งคะ เพราะจริงๆ จะได้เรียนกันเเค่ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือสิบนาที เราเป็นคนไทยเราเลือกห้องธรรมดาก็ได้ เพราะเราไม่เจอชาติเดียวกันอยู่แล้ว รู้สึกว่าไม่เเตกต่างเท่าไหร่ เพราะเราคุยกับเพื่อนก็ได้ค่ะในห้อง
ที่จริงหนูเป็นอินโทรเวิร์ตนะคะ (หัวเราะ) แต่การจะมีเพื่อนเราต้องเฟรนลี่มากๆ ค่ะ ตอนแรกที่หนูไปถึงไม่มีคนเลย เพราะว่าเขาไม่ชอบอยู่ห้องกันค่ะ เขาชอบออกไปเที่ยวข้างนอก วันเเรกที่หนูไปก็เลยไม่เจอใครเลย จนหนูนอนแล้วเขาถึงเข้ามา ตอนตื่นเช้าเราถึงได้ทักทายเขาคนแรก ตอนแรกเขาก็เงียบๆ นะคะ แต่หนูก็คุยๆ ไป เขาเข้าใจ ไม่เข้าใจเราก็ไม่รู้ ขอแค่เราได้พูด ได้คุยกับเขา ก็จะทำลายกำแพงให้เราได้สนิทกันมากขึ้นได้เองค่ะ ทุกวันนี้หนูก็ยังติดต่อกับรูมเมท คุยกับรูมเมทอยู่ค่ะ
สำหรับเพื่อนคนไทย ตอนแรกหนูเข้าใจว่าเป็นคนไทยคนเดียวในโรงเรียน แต่มารู้ทีหลังว่ามีอีกคนค่ะ แต่เขาไปเรียนแค่เดือนเดียว แต่พอเดือนที่สองไม่มีคนไทยก็ได้พูดภาษาอังกฤษอย่างเดียวค่ะ ก็มีแอบพูดไทยบ้าง พอไม่มีคนไทยเลยก็ชอบ แบบไม่มีคนไทยแล้วได้พูดแต่ภาษาอังกฤษมากกว่าค่ะ
สภาพแวดล้อมเมืองบาเกียวเป็นอย่างไรบ้าง?
อากาศหนาวมาก เพราะตอนแรกชินกับอากาศที่ไทยที่ร้อน หนูเลยไม่ชอบอย่างนึงที่เขาก็ไม่มีพัดลมไม่มีอะไรให้เลย หนูเข้าใจนะคะว่ามันหนาว แต่ก็อยากให้มีเครื่องปรับอากาศหรืออะไรสักอย่างหน่อยค่ะ เครื่องลดความชื้นก็ไม่มีค่ะ บรรยากาศดีนะคะเพราะว่ามันเป็นภูเขา แต่จะเหนื่อยเวลาเดินค่ะ เพราะว่าสูงมากเลยค่ะ
เดินทางยากไหมจากโรงเรียนไปข้างนอก?
ไม่ยากเลยค่ะ สถานที่สำคัญๆ คืออยู่ใกล้โรงเรียนทั้งนั้นเลยค่ะ เดินไปก็ถึงถ้าอยากเดินค่ะ
ความปลอดภัยในเมืองบาเกียว?
เขาบอกว่าบาเกียวคือเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในฟิลิปปินส์ หนูรู้สึกว่าก็ปลอดภัยนะคะ ไปตลาดกลางคืน กลับ เที่ยงคืน ตี 1 ตี 2 เราก็สามารถเดินได้ มันมืดนะคะ แต่มันก็ไม่อันตรายเพราะไม่ค่อยมีคน สามารถเดินได้ แต่จะเหนื่อยหน่อยค่ะ
มีความกังวลอะไรก่อนมาเรียนไหม?
ก่อนไปกังวลว่าจะอยู่ได้ไหม เราจะเข้ากับเพื่อนได้ไหม เราจะคุยกันรู้เรื่องไหม สิ่งที่กลัวที่สุดคือจะคุยกับเพื่อนรู้เรื่องไหม จะกล้าคุยกับเพื่อนไหม แต่พอไปถึงก็ปลดล็อคทุกอย่างเลย เพราะเราก็คุยกับเขาได้ เราก็สื่อสารกับเขาได้เข้าใจค่ะ แทบไม่ต้องใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาเลย ถ้าไม่เข้าใจเราก็ใช้ท่าทางให้เขาเข้าใจ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยการสื่อสารภาษาอังกฤษ
หนูว่าหนูตัดสินใจไม่ผิดค่ะ หนูรู้สึกว่าสนุกมาก เจอเพื่อนต่างชาติด้วยค่ะ
เดินทางไป-กลับ บาเกียว เป็นอย่างไรบ้าง?
หนูว่ามันง่ายมากเลยนะคะ หมายถึงว่าขาไปเราต้องนั่งรถตู้จากสนามบินไปโรงเรียน จะรู้สึกกว่านานมาก เมื่อไหร่จะถึงโรงเรียน แต่พอขากลับเรานั่ง Joybus ซึ่งจองง่ายมาก เดินทางจากโรงเรียนไป Joybus ก็ง่ายมาก ทุกอย่างง่ายมากเลยค่ะ นั่งรถบัสมาสนามบิน 2-3 ชั่วโมงก็ถึงแล้วรู้สึกว่าทุกอย่างเร็วมากเลยค่ะ
เจ้าหน้าที่โรงเรียนติดต่อง่ายไหม?
เจ้าหน้าที่โรงเรียนติดต่อง่ายมากเลยค่ะ เพราะว่าออฟฟิศเขาอยู่ข้างล่าง เราก็เเค่เดินไปหาเขา ไปคุยกับเขาว่าอยากเปลี่ยนนู่นนี่นั่น ก็คุยง่ายมากเลยค่ะ
สิ่งที่อยากเเชร์เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียน?
ก่อนเดินทางที่พี่บอกว่าโรงเรียนไม่มีเจ้าหน้าที่คนไทยนะ อาจจะทำให้รู้ข่าวสารช้า หนูรู้สึกว่ามันไม่เป็นปัญหาเลย เราจะรู้ข่าวสารพร้อมทุกคนเพราะว่าโรงเรียนจะมีบอร์ดที่เขาติดไว้ บางทีเพื่อนก็มีมาบอกว่า รู้หรือเปล่าว่าเขาจะมีพ่นแมลง ห้ามอยู่โรงเรียนในวันเสาร์ หนูรู้สึกว่ามันไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ
อยากบอกอะไรกับคนที่ยังลังเลว่าจะไปเรียนที่ API BECI SPARTA CAMPUS?
หนูว่าหนูเลือกไม่ผิด โรงเรียนที่หนูเรียนวันจันทร์-พฤหัส เราไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ มันจะทำให้เราสนใจแค่การเรียนอย่างเดียว เราอาจจะเหนื่อยระหว่างวัน มันกดดันให้เราได้เรียนตลอดเวลา มันดีสำหรับคนที่ขี้เกียจ สมมติเราเรียนที่บ้านหรือเรียนพิเศษออนไลน์ เราก็จะขี้เกียจ แต่ไปเรียนแบบนี้ ตื่นขึ้นมาก็ต้องเรียน ต้องสอบ พอได้มาอยู่ห้องเเบบ 3+1 เราก็จะได้มาคุยกับครูกับเพื่อนในห้องหลังคาบเรียนปกติ มันได้พูดภาษาอังกฤษตลอดเวลา เเละบังคับให้เราเรียนด้วยค่ะ
อะไรคือสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมที่สุดในการมาเรียน?
ยาดม (หัวเราะ) หนูรู้สึกว่ายาดมคือสิ่งสำคัญสำหรับหนูสำหรับคนที่ไม่ชอบเดิน เเล้วก็เตรียมผ้าห่ม เพราะหนูรู้สึกว่าผ้าห่มที่นี่ค่อนข้างชื้น ห่มเเล้วยังหนาวอยู่เลยค่ะ ไม่รู้สึกอุ่นเลย ก็เลยต้องใส่เสื้อเเขนยาวนอนทุกคืน หรือว่าเตรียมถุงเท้าด้วยค่ะ
ให้คะเเนนโรงเรียนเท่าไหร่?
เต็ม 10 ให้ 8 ค่ะ ครูทุกคนเฟรนลี่ แล้วเขาก็จัดการอะไรได้รวดเร็วค่ะ หนูเห็นเพื่อนอยากเปลี่ยนคุณครู อยากเปลี่ยนคลาสเรียน ทุกอย่างก็สามารถเปลี่ยนได้เร็วค่ะ ไม่ช้า
หนังสือเรียนบางเล่มก็ยังไม่ตอบโจทย์หนูค่ะ เเต่เราก็สามารถเปลี่ยนหนังสือได้นะคะ เขาจัดการได้ดีมากค่ะ
ที่หนูไม่ชอบเลยคือ เขาจะมีจุดให้สูบบุหรี่อยู่ แต่ก็ยังได้กลิ่นมาข้างใน ยิ่งถ้าไปเรียนชั้น 1 ที่ติดกับบริเวณที่อนุญาตให้สูบบุหรี่ได้ นั่งเรียนอยู่ก็จะได้กลิ่นเข้ามาค่ะ จะมีครั้งนึงช่วงสัปดาห์เเรก หนูได้ห้อง self study ที่ใกล้กับบริเวณสูบบุหรี่ ก็เลยได้กลิ่นตลอดเวลา ก็เลยไปขอเปลี่ยนห้อง เขาก็ให้เปลี่ยนค่ะ
ทำไมถึงเลือกไปเรียนกับ KPG LEARN?
หนูหาใน Google แล้ว KPG ขึ้นมาอันดับแรกค่ะ หนูก็ไปดูหลายๆ ที่ บางเอเจนซี่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะหลอกเราไหม แต่ KPG หนูไปดู YOUTUBE พวกพี่มีไปถ่ายโรงเรียนนั้น โรงเรียนนี้ ก็เลยทำให้มั่นใจขึ้นว่าพี่มีตัวตนจริงๆ นะ จะไม่หลอกกันค่ะ ตอนแรกที่ทักไป พี่ก็ให้คำแนะนำดีมาก ให้คำแนะนำเราทุกอย่าง หนูชอบที่พี่มีแนะนำว่าเราจะต้องเตรียมอะไรไปบ้าง มันดีมาก ทำให้เรารู้ว่าเราควรเตรียมอะไรไปบ้าง เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะต้องเตรียมอะไรไปบ้างค่ะ หนูชอบมากเลยที่มีบอกเป็นขั้นตอนว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ต้องจองตั๋วเครื่องบินเป็นเที่ยวบินไหนยังไงค่ะ
อีกอย่างที่หนูชอบคือเว็บไซต์พี่ค่ะ หนูชอบไปอ่าน ไปศึกษาเยอะมากก่อนที่จะไป ซึ่งพอไปดูก็ไปเจอเเต่ละโรงเรียนก็จะมีตัวอย่างตารางเรียนคร่าวๆ มีรายละเอียดครบเลยค่ะ


