รีวิว เรียนหลักสูตร ESL Classic & Power Speaking
รวมระยะเวลา 12 สัปดาห์ (03 May – 25 July 2026)
กับสถาบัน EV Academy โดยคุณชาช่า
ทำไมถึงสนใจไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปินส์
เริ่มแรกเลยค่ะ รู้สึกว่าอยากออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ตัวเอง ได้อยู่ในบริบทและสภาพแวดล้อมที่ผู้คนใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ตอนแรกคิดว่าจะไปทางออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ แต่ว่ายังไม่กล้าขนาดนั้น ก็เลยคิดว่าฟิลิปปินส์แล้วกัน เพราะตอนเรียนมัธยมก็เคยมีครูภาษาอังกฤษเป็นครูฟิลิปปินส์ แล้วรู้สึกว่าเขาสอนดี อีกอย่างที่ฟิลิปปินส์มีการสอนแบบตัวต่อตัวด้วย ไม่ได้มีแค่คลาสกลุ่มอย่างเดียว หนูก็เลยรู้สึกว่า โอเค ก็น่าลองไปดู เพราะเป็นประเทศที่อยู่ใกล้บ้านเรา แล้วทุกอย่างก็มีทั้งที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ในที่เดียวกันหมด และก็ดูปลอดภัยค่ะ
รู้ได้ยังไงว่าที่ฟิลิปปินส์มีสอนภาษาอังกฤษด้วย
ตอนแรกที่เห็น หนูไปหาดูใน YouTube แล้วก็เจอว่ามีหลายคนไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ มีหลายคนทำคลิปออกมารีวิวประสบการณ์การเดินทาง หนูก็เลยรู้สึกสนใจค่ะ
ทำไมถึงเลือกสถาบัน EV Academy
เพราะว่าตอนแรกหนูดูไว้ 2 ที่ แต่ว่าถ้าเทียบกับอีกที่หนึ่ง EV ดูมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ดูครบครันและดีกว่า ก็เลยตัดสินใจเลือก EV ค่ะ
หลักสูตรที่เรียนเป็นอย่างไรบ้าง
ตอนแรกไปเรียนหลักสูตร CLASSIC ESL 3 เดือนค่ะ หลังจากเรียน ESL ไปได้ 1 เดือน ก็เปลี่ยนไปเรียน Power Speaking อีก 2 เดือนค่ะ เพราะว่าอยากเน้นการพูดมากขึ้น ก็เลยเปลี่ยนไปเรียน Power Speaking ค่ะ
หลังจากเรียนทั้ง 2 หลักสูตร มีความแตกต่างกันอย่างไร
ถ้าต้องการอัดพื้นฐานให้แน่นตั้งแต่แรก ESL จะเหมาะกว่าค่ะ เพราะ ESL จะได้เรียนทั้งการอ่าน การเขียน และการฟังด้วย
แต่ถ้าเป็น Power Speaking จะเน้นการพูดอย่างเดียว แต่หนูไม่ได้เปลี่ยนไปเรียน Power Speaking ที่เน้นพูดอย่างเดียว เพราะพอไปถึงแล้ว หนูรู้ว่าจุดบกพร่องของตัวเองคือการฟัง ถ้าย้ายไปเรียน Power Speaking 6 หรือ 8 จะไม่มีคาบ Listening ในคลาสกลุ่มที่เรียน TedTalk ฉะนั้นหนูก็เลยย้ายไปแค่ Power Speaking 4 ซึ่งยังมีคาบ Listening อยู่ และยังมีคาบกลุ่มเยอะเท่าเดิม เพียงแค่เปลี่ยนคาบเรียนแบบ Man to Man เป็น Power Speaking ก็จะได้ฝึกพูดมากขึ้นค่ะ
เปลี่ยนคอร์สเรียนเป็นคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันไหม
ตอนแรกคุยกับพี่ส้มค่ะว่าจะเปลี่ยนตั้งแต่ช่วง 2 สัปดาห์แรก แต่พี่ส้มบอกว่าให้ลองเรียนไปก่อน เพราะช่วงนั้นครู Man to Man ยังไม่พอ พี่ส้มก็เลยบอกว่าถ้าเปลี่ยนไปเป็น Power Speaking 6 ก็อาจจะยังไม่มีครูให้ พอเรียนครบ 1 เดือน ส่วนตัวหนูก็รู้สึกว่าอยากเรียนคาบกลุ่มเท่าเดิม ก็เลยไม่ได้คิดว่าจะต้องเปลี่ยนไปเรียน Man to Man เพิ่มขึ้น จึงเลือกเรียนตามนี้ แล้วพี่ส้มก็ช่วยจัดการและแนะนำว่าต้องเปลี่ยนอย่างไรค่ะ
สำหรับคอร์ส Classic ESL กับ Power Speaking 4 ใน 1 วันเรียนอะไรบ้าง
คอร์ส Classic ESL เรียนตั้งแต่ 08:00 ถึง 17:10 ค่ะ รวมทั้งหมด 10 คาบต่อวัน โดยจะมีคาบกลุ่ม 5 คาบ แบ่งเป็นกลุ่มเล็ก 4 คาบ และกลุ่มใหญ่ 1 คาบ ซึ่งเป็นคลาสที่เรียนกับ Native Speaker นอกจากนี้ยังมีคาบ Man to Man 4 คาบ คาบ Library 1 คาบค่ะ และมีเรียน Grammar โดยจะมีเรียนทั้งในหลักสูตร Classic ESL และ Power Speaking โดย Grammar ของ Power Speaking ก็เป็นวิชาบังคับเช่นกัน
สำหรับ Power Speaking 4 จะเปลี่ยนแค่คาบ Man to Man แต่คาบ Man to Man ที่เป็น Grammar ก็ยังต้องเรียนเหมือนเดิม เพราะยังไงก็ต้องมี Grammar อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ววิชาที่เปลี่ยนจะมีแค่ 3 วิชา โดยจะเปลี่ยนจากการใช้หนังสือสำหรับหลักสูตร ESL ไปเป็นหนังสือสำหรับ Power Speaking แต่เราสามารถคุยกับคุณครูได้ว่าจำเป็นต้องใช้หนังสือเล่มนั้นจริง ๆ ไหม เพราะอย่างของหนูเริ่มต้นที่เลเวลค่อนระดับกลางค่อนข้างสูง คุณครูก็จะให้ดูก่อนว่าเนื้อหาในหนังสือมีประมาณไหน และเราอยากเรียนหรือไม่ ถ้าอยากเรียนก็สามารถใช้หนังสือเล่มนั้นได้ หรือถ้ารู้สึกว่าง่ายเกินไป ก็อาจจะลองดูเลเวลถัดไป หรือคุณครูอาจมีหนังสืออื่นที่โรงเรียนมีอยู่ ซึ่งอาจจะเหมาะหรือดีกว่าหนังสือสำหรับหลักสูตรนั้นก็ได้ ทั้งนี้สามารถพูดคุยกับคุณครูได้ค่ะ เพราะส่วนใหญ่ Power Speaking จะเน้นการพูด การสนทนา และการโต้ตอบประมาณนี้ค่ะ
การเปลี่ยนหลักสูตร วิชาเรียน หรือคุณครู ติดต่อและดำเนินการยากไหม
ตอนแรกรู้สึกว่าค่อนข้างยากค่ะ เพราะตอนที่ไปถึง หนูสอบได้ระดับ E4 แต่พอเข้าไปนั่งเรียนในคลาสกลุ่ม ส่วนตัวรู้สึกว่ามันยาก แล้วหนูฟังคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ต้องอ่านปากทั้งคุณครูและเพื่อน
หนูก็เลยไปปรึกษาพี่ส้มว่าหนูสามารถย้ายตัวเองลงมาเรียนระดับ E3 ได้ไหม แต่พี่ส้มไม่มีอำนาจในการจัดการเรื่องนั้นโดยตรง พี่ส้มจึงไปพูดคุยกับทางโรงเรียนให้ แล้วทางโรงเรียนให้หนูเข้าไปคุยกับผู้ที่ดูแลหลักสูตรของโรงเรียน โดยพี่ส้มก็เข้าไปด้วย
จากนั้นเขาก็ถามว่ามีจุดไหนที่เป็นปัญหา และพยายามช่วยหาทางแก้ไข โดยวิชาที่เป็นปัญหาจริง ๆ คือทักษะการฟัง เพราะคาบเรียน Listening หนูฟังไม่รู้เรื่องเลย หนูก็บอกเขาว่าแม้แต่หนังสือแบบฝึกหัดหรือสื่อที่เขาให้มา หนูก็ฟังไม่รู้เรื่อง แถมด้านหลังหนังสือก็ไม่มีเฉลยด้วย
เขาก็บอกประมาณว่า โอเค งั้นให้ลองยืมหนังสือระดับ E3 ไปดูก่อน แล้วลองดูว่าเล่มไหนที่เหมาะสำหรับเรียนต่อ แต่เขาไม่ให้หนูย้ายลงมาเรียนระดับ E3 ค่ะ (หัวเราะ) พอหนูไปลองเรียนของหนังสือ E3 ดูก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าไม่ว่าจะระดับ E3 หรือ E4 ก็ไม่เข้าใจทั้งคู่ ก็เลยตัดสินใจเรียน E4 ไปเลยเเล้วกันค่ะ เพราะทางโรงเรียนเขาก็ไม่ให้ลดระดับลง ก็ทำใจ เรียนได้เเค่ไหน ได้แค่นั้นค่ะ (หัวเราะ)
การที่ไม่ได้ลดระดับภาษาลงตามที่ต้องการทำให้การเรียนเป็นอุปสรรคไหม
แรก ๆ เป็นอุปสรรคมากค่ะ เพราะฟังครูก็ไม่ทัน ฟังแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เข้าใจได้เต็มร้อย แล้วพอฟังเพื่อนก็รู้สึกว่าฟังไม่ทันเหมือนกัน ต้องอ่านปากเพื่อนด้วย ทั้งเรื่องสำเนียงและอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วเราจะรู้สึกว่าเราช้ากว่าคนอื่น ยิ่งในคลาสกลุ่มก็ยิ่งรู้สึกชัดเจน แต่หลังจากนั้นหนูตัดสินใจว่า ในเมื่อมาเรียนแล้ว ถึงตอนนี้จะยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เรียนไปก่อน ค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปเอง หลังจากนั้นหนูก็เลยทำใจและค่อย ๆ นั่งเรียนไป ได้เท่าไหนก็เอาเท่านั้นค่ะ
จากอุปสรรคดังกล่าวใช้เวลาปรับตัวนานไหม
ทางโรงเรียนบอกว่าหลังจาก 2 สัปดาห์ เราจะเริ่มฟังได้และเริ่มชิน แต่พอหนูเปลี่ยนตารางไปแล้ว มันไม่ได้ใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ เพราะมีการเปลี่ยนคาบกลุ่ม ทำให้ตารางเรียนรันไปเจอกับเพื่อนใหม่ในกลุ่มใหม่ หนูใช้เวลาประมาณ 1 เดือนถึงจะรู้สึกว่าเริ่มฟังได้และเริ่มชินค่ะ แล้วพอมองไปมองมา ฟังไปฟังมา รู้สึกว่าเพื่อนก็ไม่ได้ไปกว่าเราเยอะ แค่เขารู้สึกว่าอาจจะพูดได้ยาว พูดได้เยอะ ก็พยายามไปค่ะ (หัวเราะ)
สำเนียงครูฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร
ต้องบอกว่าแล้วแต่คนค่ะ บางคนสำเนียงดีเลย บางคนยังติดตัว T หรือตัวที่เขาชอบติดกันอยู่บ้าง และมันต้องใช้เวลาเพื่อที่จะจับสำเนียง แล้วก็จับคำพูดของครูแต่ละคน รวมถึงเพื่อนที่มาจากแต่ละประเทศค่ะ
มีคำแนะนำไหมสำหรับคนที่คิดว่าครูฟิลิปปินส์จะมีสำเนียงเหมือน Native
ถ้าเกิดมาแล้วสอบวัดระดับได้ระดับที่ค่อนข้างสูง ก็จะเจอครูที่มีสำเนียงที่คล้าย Native แต่ที่จริงคาบเรียน Man to Man ก็มีแต่ก็ต้องเสี่ยงดวงเอา เพราะค่อนข้าง random ครูค่ะ แต่ถ้าเรียนไปแล้วเกิดไม่ชอบก็สามารถเปลี่ยนครูได้นะคะ
รู้สึกประทับใจกับการสอนของครูท่านไหนเป็นพิเศษไหม
ที่จริงก็ประทับใจค่อนข้างหลายคนค่ะ ส่วนใหญ่ที่ประทับใจคือคาบเรียนกลุ่มค่ะ อย่างเช่นคาบ Active Speaking คุณครูเขาจะให้หัวข้อมาเลย 1 หัวข้อ ต่อ 1 สัปดาห์ โดยสัปดาห์นั้นก็จะเรียนเรื่องนั้นไปเลย แล้ววันจันทร์ อังคาร พุธ เขาก็จะให้พูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อที่เขากำหนดให้ วันพฤหัสบดีเป็นวันที่จะต้องทดสอบคำศัพท์ ซึ่งคำศัพท์ก็จะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของระดับภาษาของกลุ่ม แต่กลุ่มที่หนูอยู่ค่อนข้างยากอยู่ E4 แล้วก็มีสูงขึ้นไปอีก อย่างหนูได้เรียนกับคนที่อยู่ E6 ตั้งแต่วันแรก ๆ แล้วก็มีนักเรียนเลเวล E5 บ้างรวม ๆ กัน คำศัพท์ที่ได้ก็จะค่อนข้างยากตลอด หลัง ๆ เริ่มรู้สึกว่าตอนแรกเรากดดันมาก ไม่อยากเข้าคลาสวันพฤหัสบดีเลยค่ะ แต่เรียนไปสักพัก ก็คิดว่าไม่มีใครทำได้หมดหรอก ก็เลยพยายามไปค่ะ (หัวเราะ)
ส่วนอีกคลาสหนึ่งเป็นคลาส Communication Skill ซึ่งจะเรียนคำศัพท์คล้ายๆ IELTS และหัวข้อ Topic ก็จะยากในระดับนึงค่ะ โดยครูจะให้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ซึ่งชอบตรงนี้มาก เพราะเวลามีงานกลุ่ม เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนได้อย่างอิสระ และไม่มีใครตัดสินกันเลยค่ะ ซึ่งตรงนี้เป็นข้อดีมาก ๆ
เทคนิคการสอนของครูช่วยให้พัฒนาอย่างไรบ้าง
ถ้าถามว่าคาบเรียนไหนที่ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองพัฒนาภาษาอังกฤษขึ้นมาเยอะมาก ก็คงเป็นคาบเรียนพรีเซนต์ค่ะ ตอนแรกที่ไปถึง หนูไม่อยากเรียนเลย เพราะต้องพรีเซนต์จริง ๆ ต่อหน้าทุกคนในห้อง แล้วพอไปถึง เพื่อน ๆ ก็เปิดแล็ปท็อปแล้วเริ่มพูดกันแบบคล่องมาก หนูก็รู้สึกว่า โอ้ เราจะทำแบบนั้นได้เหรอ ก็เลยเครียดมาก เพราะตอนนั้นเหมือนเรายังอยู่ในช่วงปรับตัว แต่ต้องมาเจอสถานการณ์ที่ทุกคนเก่งกันขนาดนั้นแล้ว
แต่พอหนูย้ายกรุ๊ปมา Teacher คนใหม่ ก็บอกว่า “ไม่ต้องเครียดมากนะ ค่อย ๆ ทำไป” แล้วเขาจะมี Outline กับหัวข้อให้ แต่หัวข้อของกรุ๊ปนี้ค่อนข้างยากกว่าอีกห้องหนึ่งด้วย (หัวเราะ)
ช่วงแรก ๆ หนูก็เตรียมเนื้อหาไปก่อน พอถึงเวลาพรีเซนต์ก็อ่านตามที่เตรียมไว้ แต่พอช่วงหลัง ๆ หนูเริ่มสังเกตว่า เพื่อนที่ย้ายมาใหม่หรือเพื่อนที่เพิ่งเข้ามา อยู่ดี ๆ เขาก็เปิดมาแล้วพรีเซนต์ได้เลยโดยไม่ต้องใช้สคริปต์
หนูเองก็เรียนกับครูคนนี้มานานแล้ว แล้วเรียนกับเขาวันละ 2 คาบ เป็นทั้งคาบ Presentation และอีกคลาสนึง หนูก็เลยเริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ ถึงเวลาแล้วหรือเปล่า ถึงเวลาที่เราต้องไม่มีสคริปต์บ้างแล้วล่ะ (หัวเราะ) หลังจากนั้นกลายเป็นว่า ในคลาสช่วงเช้านั้น ทุกคนพรีเซนต์แบบไม่มีสคริปต์กันหมด หนูก็เลยคิดว่า โอเค งั้นเอาแบบนี้ก็ได้ ต่อไปนี้เราก็ไม่ต้องมีสคริปต์แล้วค่ะ (หัวเราะ)
เคยเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนมาก่อนไหม
ไม่ค่ะ เรียนมาตามระบบการศึกษาทั่วไปเลย จากโรงเรียนแล้วก็มหาลัยก็ไม่ค่อยได้เรียนภาษาอังกฤษ เพราะว่าคณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับภาษาค่ะ
มีวิชาที่ชอบแล้ว มีวิชาที่ไม่ชอบบ้างไหม
แกรมม่ารู้สึกเฉย ๆ เพราะว่าไม่ค่อยชอบเรียนแกรมม่าเท่าไหร่อยู่แล้ว ที่เหลือก็ไม่มีนะคะ เพราะว่าที่จริงก็ชอบหลาย ๆ คลาส อย่างคาบเรียนกับครู Native ตอนแรกหนูก็ไม่คิดว่า เข้าไปเรียนแล้วจะมีเพื่อน เพราะว่าคลาสมันใหญ่ คลาสที่แบบคนเต็มแน่นตั้งแต่หัวแถวยันเกือบจะออกนอกห้อง ก็ยังเคยเจอ ตอนนั้นคนเยอะมาก แต่ว่าสักพักอยู่ไปอยู่มา เพื่อน ๆ เพื่อนข้าง ๆ ที่นั่งข้าง ๆ บางทีเขาก็หันมาทักกัน เพราะเขาจะมีการจับกลุ่มให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกันทุกวันศุกร์ อาจจะไม่ใช่คาบเหมือนที่เล่นกันตลอดเวลา เพราะว่าเขาจะเปิดประเด็นมาด้วยหัวข้อหัวข้อหนึ่งตลอดทั้งสัปดาห์ แล้ววันศุกร์จะเป็นวันที่ทุกคนมาเล่นเกมกัน แล้วบางทีเขาก็แบ่งกลุ่มให้คนที่นั่งใกล้ ๆ กันอยู่กลุ่มเดียวกัน ซึ่งเราจะได้คุยกันเอง
แล้วเพื่อนเฟรนด์ลี่มาก ขนาดอยู่นอกห้องไม่รู้จักกันเลยนะคะ แล้วหนูอะเดินไปแล้วอยู่ ๆ เพื่อนมาทัก แล้วหนูก็แบบ เฮ้ย มันสามารถได้เพื่อนใหม่ได้นี่หว่า แม้กระทั่งกลุ่มใหญ่ขนาดนั้น หลังจากนั้นหนูก็เริ่มทักคนอื่นเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) เลยรู้สึกว่าทุกคนที่นั่นเป็นเพื่อนกันง่ายมากเลยค่ะ
มีการบ้านไหม
มีการบ้านทุกวัน เพราะว่าถ้าอยู่ในคอร์ส ESL จะมีการบ้าน บางทีก็เป็น Grammar บางทีก็เป็น Listening แต่ Listening จะมีทุกวัน ให้ฟังแบบฝึกหัด 1 บท แล้วก็ฟังอย่างอื่นอีก 2 Audio ซึ่งตอนแรก ๆ ต้องใช้เวลาช่วงหลังเลิกเรียนในการมาทำการบ้านให้เสร็จตลอดเลยค่ะ แต่ตอนช่วงท้าย ๆ ช่วงเดือนที่ 3 ส่วนตัวรู้สึกว่าตัวเองทำการบ้านเสร็จในคาบ Library ได้ทุกวันเลย ทำเสร็จไวขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก โดยที่ไม่ต้องมีการบ้านหลังจากนั้นอีก ซึ่งส่วนนี้มันก็คือเหมือนได้เห็นพัฒนาการของตัวเองเกี่ยวกับภาษาอังกฤษค่ะ
12 สัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกพัฒนาขึ้นอย่างไรบ้าง
พูดคล่องขึ้นค่ะ สามารถพูดยาว ๆ ได้ ถึงแม้ว่าจะยังตื่นเต้นอยู่บ้าง เพราะว่าอย่างการสอบหรือการพูดคุยในห้อง อย่างการสอบ เลเวลของหนูอะ E4 ก็ต้องพูดให้ได้ 4 นาทีขึ้นไปถึงจะเป็น E5 แล้วหนูสอบผ่าน E5 แล้ว เวลาจะสอบไปเป็น E6 ก็ต้องพูดได้ 5 หรือ 6 นาที ซึ่งการพูดในลักษณะที่มีหัวข้อเชิงวิชาการมา แล้วเราพูดได้อย่างนั้น ก็คือภาษาอังกฤษเราก็พัฒนาไปในระดับหนึ่งแล้ว แล้วพอการพูดคุยกับเพื่อนหรือการฟัง โดยเฉพาะการฟังที่มีปัญหาตั้งแต่เริ่มแรก ช่วงก่อนจะกลับ รู้สึกว่าเริ่มฟังรู้เรื่อง ถึงแม้ว่าเพื่อนเก่าจะไปแล้วเพื่อนใหม่จะมาตลอด แต่ก็รู้สึกว่าสามารถปรับจูนการฟังกับเพื่อนใหม่ได้เร็วขึ้นค่ะ
เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง
ตอนไปถึงเจอคนไทยค่ะ เป็นช่วงแจ็กพอตมากที่เจอคนไทยไปพร้อมกัน 4 คนรวมหนู เพราะว่าหลังจากนั้นไม่มีคนไทยมาพร้อมกัน 4 คนอีกเลย แล้วก็มีคนไต้หวัน ไต้หวันก็เยอะ ญี่ปุ่นเยอะที่สุด เกาหลี มีมองโกเลีย แต่ว่าเพื่อนมองโกเลียเจอแค่ 3 วัน เขาเป็นอินฟลู มาถ่ายอะไรให้โรงเรียน
แล้วก็เคยมีก่อนกลับหนูเรียนกับเพื่อน 7 คน 6 คนในนั้นเป็นคนญี่ปุ่น (หัวเราะ) เรียนกลุ่มเดียวกัน ส่วนหนูเป็นคนไทยคนเดียว แล้วก็ครูเป็นคนฟิลิปปินส์
แต่ว่าเพื่อน ๆ น่ารัก เพราะว่าในคาบอ่ะ ถึงเขาจะเป็นญี่ปุ่นด้วยกันใช่ไหม ก่อนคาบเขาอาจจะมีคุยกันบ้างเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่หลังจากที่ครูเข้าแล้วเขาไม่พูดภาษาเขาเลย พูดแต่ภาษาอังกฤษ เวลาเจอกันข้างนอกก็น่ารัก นอกจากนี้ก็มีเพื่อนซาอุ แล้วก็เพื่อนเวียดนามค่ะ
รูมเมทเป็นอย่างไรบ้าง
รูมเมทคนแรกเป็นคนญี่ปุ่นค่ะ คนที่ 2 เป็นคนเกาหลี คนที่ 3 เป็นคนญี่ปุ่นเหมือนคนแรก รูมเมทคนแรกคนญี่ปุ่น หนูรู้สึกว่าเขาขยันมาก แล้วเขามีเวลาเป็นของตัวเองเป๊ะมาก เขาตื่นเช้ามาก ๆ 05:00 กว่า 05:30 น. เสร็จแล้วเขาก็นอนเที่ยงคืน
ฉะนั้นสิ่งที่หนูจะต้องปรับตัวก็คือเรื่องการตื่นการนอน เพราะว่าเวลาส่วนตัวเป็นคนที่แบบว่าไวต่อเสียงหรือไวต่อแสงค่ะ พอเขาตื่นปุ๊บอ่ะ แป๊บนึงเราก็ตื่นตาม แล้วเหมือนเวลาของเราก็ต้องตามเขาหน่อยนึง แต่ตอนนอน บางทีเราไม่ไหว เราก็เตรียมผ้าปิดตาไปแล้วก็นอนก่อนค่ะ
แต่คนที่ 2 น่ารักมาก เขาเป็นคนเกาหลี เขาเตรียมโคมไฟอันเล็ก ๆ มา แล้วพอรู้ว่าหนูจะนอนแล้วเขาก็เปิดโคมไฟอ่านหนังสือแทน รูมเมทเขาเรียนเลิกดึก เวลาเลิกเรียนเราต่างกันด้วยค่ะ เพราะเขาเรียน IELTS ซึ่งจะเลิกประมาณ 22:00 น. แล้วหนูเรียนธรรมดา พอเวลาเขาเห็นหนูนอน เขาก็จะทำเสียงเบา ๆ ให้ เพื่อไม่ให้รบกวน พยายามอยู่แบบไม่รบกวนกัน ซึ่งเราก็ได้มีเวลาคุยกันบ้างถ้าวันนั้นหนูยังไม่หลับก่อน (หัวเราะ)
ส่วนคนญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งอะค่ะ เขามาแค่สัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่หนูเหลืออยู่ ก็เลยไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ค่ะ
เสาร์-อาทิตย์มีไปเที่ยวไหนบ้างไหม
ออกฉ่ำเลยค่ะ (หัวเราะ) ปกติก็จะไปห้าง อาจจะไม่ได้ออกแค่เสาร์อาทิตย์ ถ้าเกิดวันธรรมดามีเรื่องที่จะต้องไปก็หลังจากเลิกเรียนก็ไป เราก็กลับมาให้ทันเคอร์ฟิว แต่ที่ไปเที่ยวไกล ๆ มีไป Oslob อันนี้ไปกับโรงเรียน แล้วก็ไป City Tour เดือนสุดท้ายกับโรงเรียน แล้วก็ไป Kawasan ก็นัดกับแก๊งเพื่อนคนไต้หวันกับคนญี่ปุ่นค่ะ ซึ่งเเต่ละที่ก็ต่างกัน ซึ่งส่วนตัวหนูก็ชอบทั้งหมดค่ะ (หัวเราะ)
อาหารที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง
อาหารที่โรงเรียนเฉย ๆ ค่ะ ซึ่งหลายคนก็พูดประมาณนั้น แต่สำหรับหนูก็กินได้ แต่ก็ไม่ได้แบบว่าอร่อยหรือว่าไม่ได้ชอบขนาดนั้น ก็จะมีออกไปทานข้าวข้างนอกบ่อย ๆ กับเพื่อนทุกสัปดาห์หรือเกือบทุกสัปดาห์ บางทีวันธรรมดาก็ไปกับเพื่อนกลุ่มอื่น เพราะว่าหนูอะมีเพื่อนเป็นคนไทย 3 คนที่มาพร้อมกันใช่ไหมคะ แล้วมันมีข้อดีก็คือมีน้องคนหนึ่งเคยมาแล้ว แล้วเขาก็เป็นไกด์นำทางให้ได้ แล้วนอกจากที่เราจะไปด้วยกันกับคนไทยแล้ว บางทีหนูก็ไปกับเพื่อนกลุ่มต่างชาติ แล้วก็พาเพื่อนต่างชาติไปกินอาหารไทยมาด้วย 3-4 กลุ่ม (หัวเราะ) ที่ร้าน Colimited กับ Siam Kingdom ค่ะ
สิ่งอำนวยความสะดวกในสถาบัน
ได้ใช้ทุกอย่างที่มีเลยค่ะ ที่ไม่ได้ใช้อย่างเดียวน่าจะเป็นคลาสโยคะค่ะ ซุมบ้าก็มีไปเต้นตลอด แต่ก็มีบางช่วงที่ไม่สบายก็พักบ้างค่ะ ยิมช่วง 2 เดือนแรกเข้าบ่อยมาก มีว่ายน้ำเพราะหนูว่ายน้ำเป็น แต่ก็มีชวนเพื่อนคนไทยอีก 3 คนไปเล่นด้วย เขาก็เขิน ไม่กล้าเล่นประกอบกับเขาว่ายน้ำกันไม่ค่อยเเข็ง เขาก็เลยไม่สนใจจะเล่นน้ำกันค่ะ แล้วก็ไปเล่นในห้องเกมส์ด้วยค่ะ
สภาพแวดล้อมเมืองเซบูเป็นอย่างไร
ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ว่าก็จะเป็นเมืองที่จะไม่ใหญ่ เล็กก็ไม่เล็ก แต่ก็มีห้าง มีโซน Business Center มีซูเปอร์มาร์เก็ตอะไรให้ซื้อครบครัน แล้วก็ใกล้ ๆ EV จะมีมหาวิทยาลัย มีโรงเรียน คนค่อนข้างพลุกพล่านอยู่ตลอด มีร้านค้า มีอะไรอยู่ใกล้ ๆ ก็สะดวกค่ะ นั่งรถไปนู่นไปนี่ก็อาจจะเรียกแกร็บถ้าไปไกลค่ะ แต่หนูเจอของเด็ดก็คือเพื่อนเขาพาหนูขึ้นสองแถวจิ๊ปนีย์ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเพื่อไป Ayala เสร็จแล้วก็ไปกินจบด้วย KFC ในวันแรก ซึ่งไม่อร่อยเลย (หัวเราะ)
Jeepney ขึ้นยากไหม
ไม่ยากค่ะ เดินข้ามถนนไปหน้าโรงเรียน เดินข้ามถนนไปแล้วก็ดูสายรถให้ดี แต่ถ้าเกิดเอาชัวร์ไปแค่ IT Park ก็ขึ้นรถบัสง่ายสุดค่ะ
ความปลอดภัยที่เซบูเป็นอย่างไร
ในโรงเรียนปลอดภัยอยู่แล้วค่ะ ไม่ต้องห่วงอะไรมาก ส่วนข้างนอกโรงเรียนบางทีการเดินคนเดียวมืด ๆ ก็อาจจะเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ว่าปกติหนูก็เคยเดินออกไปคนเดียวตอนเย็น แต่ว่าฟ้ายังไม่มืดก็จะมีคนเดินอยู่ 2 ข้างทาง เพราะว่าตรงนั้นเป็นแหล่งชุมชน แล้วก็มีมหาลัย หนูก็เดินออกไปซื้อของแล้วก็เดินกลับมาก็สบาย แต่ว่าทางที่เดินบนถนนมันจะแคบนิดนึง เพราะว่ารถมันมีแค่เลนแคบ ๆ สวนกัน แล้วรถที่นี่เขาก็ขับกันอย่างแบบสุดเหวี่ยงค่ะ (หัวเราะ) เราก็ต้องระวังตัวเองนิดนึง เเค่นั้นเองค่ะ เพราะเรื่องอื่นก็ไม่ได้มีอะไรเยอะ
ช่วงที่อยู่มีพบปัญหาอะไรในการใช้ชีวิตไหม
มีช่วงแรกที่ไม่สบายค่ะเป็นไข้เยอะเลย แล้วพอไปขอยาไปหาหมอที่คลินิกในโรงเรียน เขาก็เหมือนแบบ ถ้าเธอป่วยเดี๋ยวฉันจะเช็กขาดให้นะ เขาไม่ได้จะรักษาให้จริง ๆ ขนาดนั้นค่ะ แล้วเขาก็ให้ยามาได้มาแค่พาราเม็ดเดียว แล้วพอทีนี้พี่ส้มบอกว่ามันติดหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่ที่จริงอะไปขอได้เลยนะ เพราะว่าจะมีเมเนเจอร์อยู่ ไปบอกเขาได้เลย เดี๋ยวเขาจะหยิบยามาให้ แต่ว่าวันที่หนูไปเจออะ เมเนเจอร์อะ เขาเป็นเมเนเจอร์คนใหม่ แล้วเหมือนเขาไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เขาก็เหมือนแบบว่าโอเค ยูป่วยแล้วไงอะ ห้องคลินิกปิดแล้ว เขาก็ไม่ได้แบบสนใจช่วยอะไรค่ะ หนูก็ได้ไปขอยาเพื่อนคนไทยที่มาพร้อมกัน เพราะว่ายาที่หนูเอามาหนูกินไปจนหนูหมด ยังไม่หาย แต่ที่แบบป่วยแล้ว ป่วยแบบลากยาว ป่วยนานมาก ป่วยแบบไม่รู้ป่วยอะไร อีกอย่างเพื่อนต่างชาติเวลาเขาป่วย เขาจะเป็นไม่ได้สนใจนะคะว่าจะแบบฉันจะสั่งน้ำมูกตอนนี้ท่ามกลางผู้คน เขาก็ทำของเขาไปเลยเหมือนเป็นเรื่องปกติของเขาค่ะ
มีสิ่งที่กังวลก่อนการไปเรียน หรือปรับตัวยากไหม
ตอนแรกก็ไม่เท่าไหร่ เหมือนมันมีความลังเลใจอยู่นิดนึงว่า สรุปแล้วเราไปทำไมกันนะอย่างนี้ มันมีความรู้สึกขึ้นมา แต่พอจะไปจริง ๆ ก็ไม่ได้กังวลอะไรขนาดนั้นค่ะ เพราะว่าขึ้นเครื่องไป ไปถึงก็เจอคนมารับเลย เขาก็จะมีป้ายมารอรับเรา แล้วทุกอย่างเราทำใจไปแล้วนิดนึงแหละว่ามันจะเป็นประมาณไหน แล้วเราก็ดูแล้วก็ศึกษาไปว่ามันคงจะเป็นแบบที่เขาถ่ายวิดีโอมาให้เราดู ก็เลยไม่ได้แบบมีความเครียดหรือกังวลอะไร มากค่ะ
เรื่องปรับตัวถ้าเกิดรวม ๆ แล้วในคลาสด้วยแล้วก็ชีวิตข้างนอกด้วย คิดว่าที่จริง 2-3 สัปดาห์ก็น่าจะพอ ถ้าเกิดไม่ได้ย้ายคลาสกลุ่ม หรือว่าไม่ได้ย้ายอะไรก่อน เพราะว่าอย่างของหนู หนูย้ายมันก็เลยใช้เวลาประมาณเดือนนึงในการปรับตัวค่ะ
การเดินทางจากสนามบินเซบูไปโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง
เขามีรถตู้มารับค่ะ ซึ่งเราก็แค่ลงเครื่องเสร็จปุ๊บเดินไปรับกระเป๋าไปตามทาง แล้วก็เดินออกไปตรงประตู ซึ่งจะมีทางเดียวก็มีป้ายของแต่ละสถาบันมารับ แล้วก็เดินไปหาคนที่ถือป้ายสถาบันที่เราจะไป แล้วก็บอกเขาว่าเราชื่ออะไร เสร็จแล้วเขาก็จะบอกให้เรารอจนกว่าคนที่เขามารอรับจะครบแล้วก็ขึ้นรถไป แต่ตอนขึ้นรถไปครั้งแรก รู้สึกว่าว้าว การขับรถของที่นี่ช่างแปลกใหม่ หนูรู้สึกว่าเขาขับรถกันแบบเหมือนจะไม่มีวันพรุ่งนี้อยู่ตลอดเลยค่ะ (หัวเราะ)
ผ่านตม.ยากไหม
ตม.ไม่ยากค่ะ ตอนแรกเหมือนเขาตั้งใจจะถาม แต่พอบอกว่ามาเรียนภาษาอังกฤษเขาให้ผ่านเลย
ฟิลิปปินส์ 12 สัปดาห์เป็นอย่างไร
ก็เป็นเมืองเกาะที่ผู้คนน่ารัก แต่ที่ Teacher บอกว่าคนเซบูน่ารัก ซึ่งหนูว่าคนที่นี่น่ารัก เขาก็แบบทักทายยิ้มแย้ม คล้าย ๆ บ้านเราเลย ไม่ได้รู้สึกว่าต่างกันมาก ก็แค่เป็นคนใช้ภาษาอังกฤษแค่นั้นเอง แต่ว่าถ้าเกิดไปขึ้นรถโดยสาร จริง ๆ เราก็พูดบอกเขาไปได้ว่าเราจะไปที่ไหน บอกสถานที่เขาไปเลย เพราะว่าเขาก็พูดภาษาอังกฤษกับเราอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรที่แบบดูต่างจากบ้านเราเยอะขนาดนั้น แต่พวกถนนหรือการขับรถหรืออะไรอย่างนี้ บางทีวัฒนธรรมก็จะมีต่างกันนิดหน่อย แต่ไม่ได้ต่างกันขนาดเหมือนที่ถ้าเกิดเราอยู่ในโซน SEA แล้วเราไปที่อื่นไกล ๆ ไปยุโรปหรืออะไรอย่างนี้ มันไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น
มีอะไรอยากแนะนำเพื่อนๆที่กำลังหาข้อมูลหรือสนใจไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ไหม
ก็ถ้าตัดสินใจแล้ว ถ้าพอมีเวลาก็มาที่ฟิลิปปินส์ รับรองไม่ผิดหวังค่ะ เพราะว่าเพื่อนน่ารัก แล้วคุณครูก็เอาใจใส่เป็นกันเอง ที่จริงเราสามารถถามได้ทุกอย่างเลยหากไม่เข้าใจตรงไหน ไม่ว่าจะเรื่องในคลาสที่เราไม่เข้าใจ หรือว่าเราอาจจะมีไปอ่านภาษาอังกฤษจากข้างนอก หรือไปฟังอะไรมา แล้วเราแบบอยากรู้ว่ามันหมายความว่าอะไร จริง ๆ เราไม่เข้าใจบริบทของภาษาเราก็สามารถถามเขาได้
แล้วที่จริงเพื่อนเราสามารถจะทักใคร เราก็แบบ Say Hi เป็นเพื่อนกันได้เลย หนูว่าทุกอย่างมันง่าย แล้วผู้คนที่นี่ค่อนข้างหลากหลายนอกจากสัญชาติ แล้วยังเป็นในเรื่องของอายุก็มีหลากหลาย เพราะว่าคนที่อายุ 50 กว่า 60 ก็ยังมีให้เห็น กับเด็กที่แบบว่า 10 14 12 ก็ยังมาเรียนคลาสเดียวกันได้ โดยที่ทุกคนก็ไม่ได้แบบว่าเหมือนแบบฉันไม่คบเธอนะ เพราะว่าเธอเด็กหรืออะไรอย่างนี้ หรือว่าเธอแก่เกินไป มันอยู่ที่การกระทำของคนมากกว่า
ซึ่งมาที่นี่รับรองว่าได้เพื่อนค่ะ แล้วก็ได้ทำกิจกรรมร่วมกันกับคนอื่น ได้ใช้ภาษาในแบบที่เราอาจจะไม่ได้ใช้ที่เมืองไทย เพราะว่าที่นี่เราไปไหนเราก็ต้องพูดภาษาอังกฤษ เราไปติดต่ออะไรเราก็ต้องพูดภาษาอังกฤษ แต่ว่าถ้าเกิดใครยังภาษาไม่ค่อยได้ หรือว่ากลัวที่จะใช้ภาษา ก็มีพี่เมเนเจอร์คนไทยที่จะคอยช่วย คอยติดตาม ติดต่อเรื่องให้ เพราะฉะนั้นส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่สนุกค่ะ แล้วก็คุ้มค่าค่ะ
12 สัปดาห์ควรเตรียม Pocket Money ไปเท่าไหร่ดี
ส่วนตัวคิดว่ามันขึ้นอยู่แล้วแต่การใช้จ่ายของแต่ละคนด้วย เพราะว่าถ้าเราไม่ได้ช้อปปิ้งเยอะ เราไม่ได้ซื้อของแพงมาก เราเตรียมไปสักไม่เกินประมาณ 30,000 บาท ก็น่าจะโอเค ก็ 30,000 บาท นี่ก็คือใช้จ่ายได้แบบมีความสุข แต่ว่าถ้าเกิดเรามีไลฟ์สไตล์ที่แบบเราชอบของแพง เราต้องอะไรอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา เราก็อาจจะต้องเตรียมไปเยอะกว่านั้นค่ะ
มีช้อปปิ้งอะไรบ้างไหม
ปกติส่วนใหญ่ก็จะทานนะคะข้างนอกค่ะ แล้วก็ช้อปปิ้งก็ซื้อของฝากอยู่เยอะจำนวนนึง แต่ก็ไม่ได้แบบขนาดนั้น แล้วก็ซื้อเสื้อผ้าบ้างอะไรบ้าง ซื้อพวกแชมพูของใช้ ซึ่งก็มีครบค่ะ
ให้คะแนนสถาบัน EV Academy เท่าไหร่ดี
ให้ 7.5 ค่ะ (หัวเราะ) เพราะตอนแรกเลยรู้สึกว่าช่วงเวลาของออฟฟิศของเขา มันคาบเกี่ยวกับช่วงคาบเรียนเกินไป เพราะว่าตอนเช้าสมมุติเราจะไปติดต่อหรือสอบถามเรื่องอะไร เขาก็ยังไม่เปิด เพราะว่าเปิดเวลาเดียวกันตอน 08:00 น. ตรงกับที่เราเรียน แล้วตอนพักกลางวันเราก็ต้องทานข้าว ถ้าเกิดเราจะมาถามเขาเราก็ต้องรีบกินข้าว แล้วก็มาให้ทันก่อนที่ช่วงคาบเรียน 15 นาทีหลัง รู้สึกว่าช่วงเวลาของออฟฟิศกับช่วงคาบเรียนมันทับซ้อนกันเยอะเกินไปค่ะ เพราะว่าหลังจากเราเลิกเรียนมาปุ๊บเราก็มาออฟฟิศไม่ทันแล้ว เพราะว่าออฟฟิศปิด แต่ยังดีที่ถ้าเกิดมีเรื่องอะไรก็สามารถบอกพี่ Manager เอาไว้ได้ค่ะ
ทำไมถึงเลือกใช้บริการ KPG การให้บริการเป็นยังไงบ้าง
ก็ตอนแรกมีดูหลาย ๆ ที่ค่ะ แต่ว่าพอถึงเวลาจริง ๆ อาจจะเพราะว่าดูมาหลาย ๆ ที่แล้วพอถึงเวลาจริง ๆ พอจะเลือกจริง ๆ ก็เลยเอาที่ที่ตัวเองรู้สึกว่า น่าจะมั่นใจได้ ก็เลยเลือกที่ KPG ค่ะ พี่ ๆ ทำงานกันรวดเร็ว เพราะว่าหลังจากส่งเรื่องไปพี่ ๆ ก็ตามเรื่อง อีกทั้งยังทำงานตามระบบ ก็เลยรันงานไปทีละสเต็ป ทีละขั้นตอน แล้วเราก็รู้ด้วยว่าตอนนี้เรากำลังอยู่จุดไหน เรากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าดีมากค่ะ


