รีวิว เรียนหลักสูตร Power Speaking
ระยะเวลา 12 สัปดาห์ (8 Feb – 2 May 2026)
กับสถาบัน CELLA PREMIUM CAMPUS โดยคุณไอซ์
แนะนำตัวหน่อย?
ชื่อไอซ์นะครับ ปัจจุบันอยู่ไต้หวัน ทำงานเป็นเป็นครูสอนภาษาไทยครับ
ทำไมถึงสนใจไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์?
จริงๆ มีเเพลนอยากไปเรียนนานแล้วครับ ตั้งแต่ตอนที่มาอยู่ มาเรียนที่ไต้หวันใหม่ๆ แต่ว่าตอนนั้นยังไม่ค่อยมีเงินครับ ก็เลยคิดว่าต้องทำงานเก็บเงินก่อน แล้วก็มีโควิด ก็เลยเลื่อนมาเรื่อยๆ พอมาถึงปีนี้ก็รู้สึกว่า เป็นเวลาที่ไปได้แล้วก็เลยตัดสินใจไปปีนี้ครับ
ทำไมถึงเลือกไปเรียนที่ CELLA PREMIUM CAMPUS?
ตอนนั้นดูไว้หลายโรงเรียนเหมือนกันครับ แต่หลักๆ อยากไปเรียนที่เมืองเซบูอันดับแรก และผมไม่ได้มีเป้าหมายที่จะไปสอบ IELTS ก็เลยคิดว่า น่าจะเลือกโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นสปาต้า โรงเรียนที่อยู่ในเมืองหน่อย เดินทางสะดวกหน่อย รวมๆ แล้วก็เลยคิดว่า CELLA PREMIUM CAMPUS น่าจะเหมาะที่สุดครับ
อีกเหตุผลนึงคือ ผมพูดภาษาจีนได้ เลยพยายามหาโรงเรียนที่ไม่ค่อยมีนักเรียนที่พูดภาษาจีน รวมถึงไม่ค่อยมีนักเรียนไทยด้วยครับ ผมมีเช็คหลายโรงเรียน เขาจะอัพเดททุกเดือนว่า เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนแต่ละชาติ มีชาติไหนกี่เปอร์เซ็นต์บ้าง ผมก็รู้สึกว่า CELLA เป็นสถาบันที่มีนักเรียนที่พูดภาษาจีนน้อย และไม่เคยมีนักเรียนไทยไปครับ
สิ่งที่คิดกับตอนไปเรียนจริง เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?
อันดับแรกเรื่องสภาพแวดล้อมก่อนแล้วกันนะครับ การไปเซบูครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะผมเคยไปเซบูเมื่อปีที่แล้วมาครับ ตอนนั้นคือมีน้องสาวไปเรียนที่ EV ก็เลยไปหาน้องด้วย และไปดูโรงเรียนเองด้วย ผมก็เลยเห็นภาพโรงเรียนก่อนที่จะไปเรียนจริงๆ แล้วก็ไปเดินสำรวจสภาพแวดล้อมบริเวณรอบๆ โรงเรียน ก็คิดว่าเป็นที่ที่เราอยู่ได้
แต่ว่าเรื่องการเรียนก็จะได้รู้ตอนที่เราเดินทางไปเรียนจริงๆ ก็รู้สึกว่า ส่วนใหญ่เป็นไปตามที่คิดครับ เพราะก่อนไปผมก็ดูวิดีโอรีวิวนักเรียนเยอะมาก เช่น มีเน็ตไอดอล หรืออินฟลูเอนเซอร์ไปลองเรียน ผมชอบดูวิดีโอพวกนี้ก่อนไป ก็เลยพอรู้บ้างว่าจะประมาณไหน ก็เป็นไปตามที่คิดครับ
ทำไมถึงต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษเพิ่ม?
ถ้าสำหรับการทำงานจริงๆ ไม่ได้ใช้เลยครับ (หัวเราะ) ไอเดียแรกเลยที่ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษเพิ่มคือตอนที่มาเรียนไต้หวันใหม่ๆ ครับ ตอนนั้นผมได้ภาษาจีนอยู่แล้ว และมาเรียน ป.โท ตอนแรกเข้าใจว่ามาเรียนไต้หวันก็ต้องใช้ภาษาจีนอย่างเดียว แต่พอมาถึงหนังสือที่ต้องอ่านจะเป็นภาษาอังกฤษ คือ อาจารย์พูดภาษาจีนเวลาสอนก็จริง แต่หนังสือที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษ ก็เลยรู้สึกว่า เราอ่านได้ช้า ไม่ค่อยทันเพื่อน ก็เลยอยากจะเรียนเพิ่ม แต่ว่าตอนนั้นผมเป็นนักเรียนทุนที่ไต้หวัน ก็เลยยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเองที่จะไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มได้ เลยพับโครงการเก็บไว้ก่อนครับ เลยเลื่อนๆ มาเรื่อยๆ จนได้มาเรียนจริงๆ ปีนี้ครับ
ตอนไป CELLA เพื่อนๆ ก็ถามผมว่าทำไมถึงมาเรียนเพราะว่างานที่ทำก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่สำหรับผมภาษาอังกฤษคือภาษานานาชาติ ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบเรียนภาษา แล้วก็เป็นครูสอนภาษา ก็เลยคิดว่า การเรียนภาษาเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาที่ทุกคนควรจะรู้ อันนี้เป็นความคิดผมนะครับ
อีกอย่างผมชอบไปเที่ยวต่างประเทศด้วยครับ ไปเที่ยวคนเดียว คิดว่ายังไงก็ใช้ได้ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อพูดคุยบ้าง และก็เหมือนเป็นสิ่งที่ค้างคาใจมานานว่า ถ้าเราเรียนตั้งแต่ตอนนั้นจะเป็นยังไงนะ
ผ่าน ต.ม. ยากไหม?
ราบรื่นมากเลย เขาไม่ถามอะไรเลยครับ ผมยื่นเอกสารตอบรับเข้าเรียนจาก CELLA ให้เจ้าหน้าที่ดูด้วย เขาก็เเสตมป์พาสปอร์ตให้ เเล้วก็เดินออกมาได้อย่างรวดเร็วครับ
หาเจ้าหน้าที่ CELLA ที่มารอรับที่สนามบินยากไหม?
ไม่ยากเลยครับ ผมพอจะรู้วิธีเดินทางในสนามบินเพราะเคยไปเซบูมาแล้วครั้งนึง รับกระเป๋าเสร็จแล้วก็เดินออกไป ก็มีเจ้าหน้าที่ CELLA ยืนถือป้ายโรงเรียนรออยู่ด้านนอกครับ
ถึงโรงเรียนวันแรกเจ้าหน้าที่มีแนะนำอะไรบ้าง?
วันที่ไปถึงเลย ผมรู้สึกว่า CELLA เป็นโรงเรียนที่ชิวมาก (หัวเราะ) รอบรถที่ไปรับผม ผมเป็นนักเรียนคนเดียวที่ไปถึง อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงเวลานั้นอาจจะไม่ได้มีนักเรียนอื่นที่มีไฟล้บินเดียวกัน เจ้าหน้าที่เขาก็พาเดินเข้าไปในตึก แล้วก็หยิบกระเป๋าสำหรับที่จะให้นักเรียนใหม่ ซึ่งเป็นกระเป๋าที่เราใช้ใส่เสื้อผ้าส่งซักได้ ในกระเป๋าก็มีของจำเป็นเเละเอกสารเกี่ยวกับคำแนะนำต่างๆ ของโรงเรียน รวมถึงกุญแจห้อง แล้วเจ้าหน้าที่เขาก็บอกผมและก็ชี้ว่า ให้ไปชั้น 6 ที่เป็นห้องพักของเราเองคนเดียวนะ (หัวเราะ)
แต่พอดีมีเจ้าหน้าที่โรงเรียนอีกคนนึงที่เขาอยู่แถวนั้นพอดี เขาก็เลยอาสาพาขึ้นไปส่งที่ห้องพักครับ และก็มีพาเดินดูโรงเรียนนิดนึง หลักๆ จะพาไปดูชั้น 2 เพราะชั้นสองจะมีห้องเรียน เขาก็แนะนำคร่าวๆ ว่าห้องเรียนเป็นยังไง เพื่อที่พอเราได้ตารางเรียนแล้วเราจะได้ดูเป็นว่าห้องเรียนเราอยู่ไหนยังไง และมีออฟฟิศที่หากนักเรียนต้องการติดต่อขอความช่วยเหลือเรื่องต่างๆ อยู่ จากนั้นก็พาไปชั้น 6 ที่เป็นห้องพักของผม แต่บังเอิญว่า ชั้น 6 จะมีห้องอาหาร และห้อง SELF STUDY พอดีครับ
ผมเลยเดาว่า ปกตินักเรียนใหม่มาพอได้กระเป๋า เอกสาร กุญแจห้องเขาก็ปล่อยให้นักเรียนเดินไปห้องพักด้วยตัวเองเลยครับ ซึ่งในเอกสารที่ได้มาก็มีทุกอย่างที่นักเรียนจำเป็นต้องรู้ครับ เช่น รหัส Wi-Fi เวลาอาหาร 3 มื้อ ก็ครบถ้วนดีครับ
วันจันทร์แรกทำอะไรบ้าง?
ตอนเช้ามีสอบวัดระดับภาษาอังกฤษประมาณ 3 ชั่วโมงครับ สอบเสร็จประมาณ 11 โมง เขาก็ปล่อยให้พัก และรอกินอาหารตอนเที่ยง รอแบบเคว้งๆ เพราะยังไม่มีเพื่อนครับ (หัวเราะ) เราก็ไม่รู้จะไปไหนเพราะเขาก็ไม่ได้บอกให้ทำอะไร แค่บอกให้รอกินข้าวครับ ซึ่งมื้อเช้าก่อนสอบก็นั่งกินข้าวคนเดียว ตอนเที่ยงก็ยังนั่งกินคนเดียวอยู่เหมือนเดิมครับ
พอตอนบ่ายเขาก็นัดไปแลกเงินครับ ซึ่ง CELLA มีร้านแลกเงินอยู่ข้างๆ แต่ทุกวันจันทร์ทาง CELLA เขาจะเชิญร้านเเลกเงินให้เข้ามาในโรงเรียน นักเรียนทุกคนก็จะต่อแถวแลกเงินในโรงเรียนไม่ต้องไปข้างนอกครับ ตอนนั้นเป็นจังหวะที่ผมได้รู้จักเพื่อนคนแรก เขาเป็นคนจีน ผมชวนเขาคุยก่อน เขาต่อแถวอยู่ข้างหลังผม ข้างหน้าผมก็เป็นคนญี่ปุ่น ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนจีนคนเดียว เพราะคนอื่นเป็นคนญี่ปุ่นหมดเลย ผมเลยคิดว่าถ้าผมไม่คุยกับเขาก็จะไม่มีใครคุยกับเขาเเล้วก็จะไม่มีใครคุยกับผมเหมือนกัน (หัวเราะ) ก็เลยได้เพื่อนคนแรกที่พูดภาษาจีนครับ
พอแลกเงินเสร็จเขาก็พาไปเดินห้างครับ บังเอิญว่า CELLA PREMIUM CAMPUS เขาก็มีห้างใกล้ๆ ชื่อว่า Gaisano (GMall) เดินไปได้ประมาณ 5 นาทีถึง โรงเรียนก็พาเดินไปครับ พอไปถึงเขาก็ปล่อยเดินอิสระ เจ้าหน้าที่โรงเรียนก็คือพาไปส่งอย่างเดียว ไม่ได้พากลับครับ (หัวเราะ) จริงๆ ผมชอบนะ มันอิสระดี ทุกคนก็เดินกันได้อิสระ เพื่อนญี่ปุ่นก็มีเพื่อนหายบ้าง หาเพื่อนไม่เจอ มาถามผมบ้างว่าผมเห็นไหม ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้จักเพื่อนเขา (หัวเราะ) ทุกคนก็ซื้อของของตัวเอง เสร็จเมื่อไหร่ก็กลับ ต่างคนต่างกลับ เพราะโรงเรียนก็อยู่ใกล้ๆ (หัวเราะ)
รอบนั้นเขามีเมเนเจอร์คนญี่ปุ่นพาไป มีนักเรียนใหม่ประมาณ 20 คนสำหรับอาทิตย์นั้น เพื่อนคนจีนผมเขาจะเปิดซิม เขายังไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต เขาก็เลยขอน้องให้เมเนเจอร์ไต้หวันไปเป็นเพื่อนเพื่อช่วยคุย ซึ่งเขาก็ไปช่วยนะครับ ส่วนผมจริงๆ ก็ไม่ได้มีของจำเป็นต้องซื้อ เพราะผมซื้อตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ไปถึงแล้ว ผมไปถึงช่วงบ่ายๆ ผมมีเวลาเหลือเยอะ ก็เลยไปซื้อของก่อน แต่ที่วันจันทร์ผมไปเพราะผมรู้สึกว่า มันเป็นจังหวะเดียวที่เราจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ ก็เลยไปกับเขาครับ เพราะเท่าที่รู้ผมก็เป็นคนไทยคนเดียวในโรงเรียนครับ
จริงๆ หลังสอบเสร็จเขาจะมีให้แยกไปตามสัญชาติของตัวเองครับ ก็จะมีเมเนเจอร์มาคุยเรื่องกฎต่างๆ การเรียน การใช้ชีวิตในโรงเรียนครับ ซึ่งผมก็มีเมเนเจอร์ไต้หวันครับเพราะไม่มีเมเนเจอร์คนไทย แล้วผมพูดภาษาจีนได้ ซึ่งนักเรียนที่พูดภาษาจีนได้ตอนนั้นถือพาสปอร์ตคนละประเทศหมดเลย มีกันอยู่ 3 คน จีน ไต้หวัน ไทย ครับ
พอเดินห้างเสร็จก็กลับมาพักผ่อนครับ เพราะออฟฟิศนัดให้ไปจ่ายเงินค่า Local Fee รับหนังสือ รับตารางเรียน และรู้ผลภาษาอังกฤษของตัวเองครับ ประมาณช่วง 4 โมงเย็น
ผลสอบก่อนเรียน?
สอบวัดระดับภาษาอังกฤษครั้งแรกเลยผมได้ประมาณ A2 ครับ (หัวเราะ) ต่ำกว่าที่คิด แต่รู้สึกว่าเขาวัดระดับเข้มงวดดีนะครับ เพราะตอนแรกเข้าใจว่าตัวเองประมาณ B1 แต่ B1 น่าจะแค่การอ่าน แต่ทักษะอื่นก็ประมาณ A2 ตามผลที่ได้จากโรงเรียนครับ
พอไปเรียนจริงผมก็รู้สึกว่าระดับภาษาอังกฤษที่เขาจัดก็จัดได้ดีเหมาะสมแล้วครับ เพราะพอเจอหนังสือ ไปนั่งเรียนตัวต่อตัว หรือคลาสกลุ่ม ผมก็รู้สึกว่า มันก็คือระดับภาษาอังกฤษของผมเลย ไม่ได้ยากหรือง่ายเกินไปครับ
ผมไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นอย่างไร แต่ที่ CELLA นักเรียนสามารถเลือกหนังสือเรียนได้อิสระ ต่อให้วัดระดับแล้ว ถ้ารู้สึกว่าง่ายหรือยากก็ขอเปลี่ยนได้เลย คลาสกลุ่มเหมือนกันนะครับ ต่อให้เขาจัดให้เราแล้ว แต่ถ้าเราอยากได้ง่ายหรือยาก เราก็สามารถเลือกได้เลย เพราะผมก็เคยเปลี่ยนกลุ่มเหมือนกันครับ
8 สัปดาห์แรก ได้เรียนอะไรบ้าง?
Power Speaking 1 จะมีเรียนตัวต่อตัว 4 คลาส เป็น ฟัง พูด อ่าน เขียน และเรียนเป็นกลุ่ม 4 คลาสต่อวันครับ ถ้าเริ่มเเรกที่โรงเรียนจัดให้จะมีเรียน Vocab คำศัพท์, Conversation จะมีหัวข้อมาให้พูดคุย, Survival English ภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ เเละคลาสสุดท้าย ชื่อคลาสเป็น American Culture อะไรสักอย่าง แต่พอเรียนจริงๆ คลาสนี้จะเป็น American Pronuciation ครับที่จะได้เรียนกับครูชาวอเมริกันครับ
Power Speaking 2 เรียนอะไรบ้าง?
พอผมเรียนไปได้ประมาณ สัปดาห์ที่ 2-3 ผมรู้สึกว่า 2 เดือนที่ลงเรียนมาน่าจะไม่พอ และไม่รู้ว่าจะได้มาอีกไหมก็เลยขอเพิ่มระยะเวลาเรียน และที่ปรับเป็น Power Speaking 2 ใน 4 สัปดาห์สุดท้าย เพราะอยากเพิ่มการเรียนตัวต่อตัวให้มากขึ้นครับ จริงๆ ตามกฎของโรงเรียนถ้านักเรียนเพิ่ม 2 คลาสตัวต่อตัวจะเพิ่มได้แค่ การอ่าน กับการพูด ซึ่งผมก็อยากเพิ่ม 2 คลาสนี้พอดี ก็เท่ากับว่า ใน 1 วัน เราจะได้เรียน การอ่าน 2 คลาส การพูด 2 คลาส การฟัง 1 คลาส และการเขียน 1 คลาส รวมเป็น 6 คลาสเรียนตัวต่อตัว ซึ่งก็จะได้เรียนกับครู 6 คนครับ เพราะคาบเรียนตัวต่อตัวโรงเรียนจะไม่ให้เรียนกับครูคนเดียวกัน ซึ่งถึงเเม้การอ่านกับการพูดจะได้เรียน ทักษะละ 2 คลาส แต่จะใช้หนังสือเรียนคนละเล่ม และเนื้อหาในหนังสือก็จะต่างกันไปเลยครับ
เช่น การพูด ก่อนที่ผมเรียน Power Speaking 2 หนังสือเรียนเนื้อหาจะเป็น Story telling ไม่ยาวมาก เป็นการเล่าเรื่องให้ฟัง ในเรื่องนั้นจะมี idioms ในนั้นเยอะมาก ซึ่งเพื่อนผมบางคนก็ได้เรียนเล่มนี้ บางคนก็ไม่ได้เรียนเล่มนี้ พอผมได้เรียน Power Speaking 2 คลาสการพูดอีกคลาสที่เพิ่มมา จะมีแต่คำถามที่อาจารย์เขาจะถามคำถามเราแล้วให้เราตอบ จะเป็นการฝึกพูดคนละแบบเลยครับ
ส่วน การอ่าน ตอนที่เรียน 8 สัปดาห์แรกผมว่าไม่ได้ยากมาก จะเน้นอ่านหัวข้อที่แตกต่างกัน สะสมคำศัพท์ใหม่ๆ เน้นฝึกอ่านเร็ว พอ 4 สัปดาห์สุดท้ายที่มีคลาส การอ่าน เพิ่มเข้ามาอีก 1 คาบ ผมไปเลือกหนังสือที่อยากเรียนเองครับ หนังสือที่ผมเลือกมาถ้าจำไม่ผิดเนื้อหาจะสูงกว่าหนังสือเล่มเเรกที่ผมเรียนมา เพราะผมรู้สึกว่า เนื้อหาของเล่มแรกมันอ่านสบาย เพราะตรงกับระดับภาษาอังกฤษของผมพอดี แต่ด้วยความที่อ่านสบายเราก็จะไม่พัฒนาเท่าไหร่ ผมเลยเลือกเล่มที่เนื้อหายากขึ้นมาหน่อยครับ
ส่วนคลาสกลุ่มลดเหลือแค่ 2 คาบ ผมเลือกเองได้ ผมเลยตัดคลาสที่เรียนกับอาจารย์อเมริกันออกไป เพราะผมรู้สึกว่า 2 เดือนในการฝึกสำเนียง น่าจะพอแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่านี้ อีกคลาสที่ตัดออกก็เป็นคลาส Vocab เพราะผมรู้สึกว่ามันง่ายไปครับ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ผมรู้อยู่แล้ว แล้วคาบเรียนก็เช้าด้วยผมเลยตัดออกครับ ก็เลยเหลือแค่ 2 คลาสที่รู้สึกว่าสนุกที่สุดคือ Conversation และ Survial English ไว้ เพราะผมสนิทกับเพื่อนที่อยู่ในคลาส Conversation มากๆ ก็เลยต้องเก็บไว้ครับ
คลาส Conversation จริงๆ หนังสือที่ผมใช้มันบางมากๆ มีหัวข้อที่ใช้อยู่แค่ 3 เรื่อง เรื่องเเรกคือ Personality เรื่องที่สองเกี่ยวกับงาน เรื่องที่สามเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นครับ อาจารย์เขาจะไม่เน้นเรียนไปข้างหน้า บางทีอาทิตย์นึงเขาพูดถึงเรื่องเดียว แต่เขาจะมีเกมส์ มีกิจกรรมเพื่อที่จะให้เราจำคำศัพท์ในหมวดนั้นให้ได้ เน้นย้ำๆ ซ้ำๆ ให้เรากล้าพูด ให้เราจำคำศัพท์ให้ได้ครับ
ส่วน Survival English 1 หน้าจะมี 1 หัวข้อ เช่น การไปโรงเเรม มีตัวอย่างสถานการณ์ เช่น เจอคนเเปลกหน้าในฟิตเนสจะคุยยังไง ก็จะมีหัวข้อและสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปครับ
ชอบคลาสตัวต่อตัวคลาสไหนที่สุด?
ส่วนตัวผมชอบ Writing ที่สุดครับ ตอนแรกไม่คิดว่าจะชอบคลาสนี้เหมือนกัน แต่ผมรู้สึกว่าตอนเรียน Writing เราจะได้เรียนหลายๆ อย่างไปพร้อมกัน คือผมจะต้องอ่านบทความ 1 พารากราฟตัวอย่างก่อนที่จะเขียน หนังสือที่ผมใช้จะเป็นบทๆ บทนี้สอนเรื่องการเขียนเเสดงความคิดเห็น การเขียนอธิบายสิ่งของ การเขียนให้เหตุผล แต่ละบทจะไม่เหมือนกัน ซึ่งตอนเรียนก็จะได้ฝึกเขียนและฝึกพูดไปพร้อมๆ กัน เพราะตอนเราเขียนเราต้องคิดไปด้วย และได้จำคำศัพท์จากการเขียนเยอะกว่าวิชาอื่น อาจจะเป็นเพราะเราได้เขียนลงไปด้วย เช่น คำสันธาน หรือคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ต้องใช้ในการเขียน ผมรู้สึกว่าเราจำได้ดีกว่า เราอ่านแล้วผ่านไปครับ อีกอย่างนึงตอนสอบครั้งแรกพาร์ท การเขียน ผมได้คะเเนนน้อยสุด แล้วพอสอบครั้งที่สองพาร์ทการเขียนผมพัฒนาเยอะสุดเลยประมาณ 40% ครับ
คลาสเรียนกลุ่มครูฟิลิปปินส์กับครูชาวอเมริกัน ชอบแบบไหนมากกว่า?
ผมว่าข้อดีก็ต่างกันครับ เรียนกับอาจารย์ชาวอเมริกัน อาจจะเป็นเพราะคลาสนั้นหลักๆ เป็นคลาสสอนการออกเสียง เนื้อหาการเรียนโรงเรียนเขาจะแบ่งตามภาษาอังกฤษ เพราะเพื่อนของผมที่เขาเรียนเริ่มต้นเลย เขาจะสอนเรื่องการออกเสียง การสะกดเสียง แต่คลาสที่ผมได้เรียน เขาจะให้เป็นประโยคยาวๆ ให้นักเรียนแต่ละคนอ่านมาเลย แล้วเขาจะแก้เสียงให้ทีละคนครับ จริงๆ ในคลาสอาจารย์เขาจะพูดมากกว่านักเรียน แต่ผมคิดว่าเขาอาจจะอยากให้เราได้ยินเขาพูด เพื่อให้เราชินกับสำเนียงที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราอยากจะคุยกับเขาหรือถามคำถามเราก็สามารถทำได้นะครับ ผมก็มีถามมีคุยบ้าง เพียงเเต่หลักๆ อาจารย์เขาจะพูดเยอะกว่า
สำหรับคลาสที่เรียนกับครูฟิลิปปินส์ ผมจะมีโอกาสได้พูดเยอะ เพราะว่าการสอนจะเน้นกิจกรรมในห้องเรียน เช่น เล่มเกม โต้ตอบ มีกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อน จะได้คุยกันเยอะครับ
ซึ่งจำนวนนักเรียนในคลาสกลุ่มทั้งครูอเมริกันและครูฟิลิปปินส์ก็แล้วแต่คลาสครับ จำนวนนักเรียนสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ 1-8 คนเลยครับ ซึ่งเพื่อนในกลุ่มที่เรียนด้วยกัน หลักๆ จะเป็นคนญี่ปุ่นครับ สมมตินักเรียน 8 คนในคลาส ที่ผมเคยเจอก็จะมีนักเรียนญี่ปุ่น 6 คน เกาหลี 1 คน และผมคนไทย 1 คนครับ
ผลสอบหลังเรียน 12 สัปดาห์?
คะแนนรวมผมยังไม่ถือว่าได้เลื่อนเลเวลครับ เพราะ A2 คะแนนสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 44 ซึ่งถ้าได้ 45 จะเป็น B1 ซึ่งคะแนนรวมของผมยังไม่ถึง 45 ครับก็เลยยังเป็น A2 แต่ก็พัฒนาขึ้นมาเยอะมากครับ เพราะสอบครั้งแรกมีแค่ Reading ที่ได้ 42 อย่างอื่นผมได้เเค่ประมาณ 20-30 ครับ แต่พอผ่านมาได้ 1 เดือน 2 เดือน เลเวลอื่นขึ้นมาเป็น 40 เท่ากันหมดเลยครับ
12 สัปดาห์ รู้สึกว่าพัฒนาขึ้นอย่างไรบ้าง?
ถ้าชัดสุดจะเป็นเรื่องของการพูดครับ เพราะว่าอย่างที่เข้าใจผมไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษทำงาน ไม่ได้ต้องพูดภาษาอังกฤษเลย คำศัพท์ในหัวก็น้อย พอไปถึงที่นั่นเหมือนเป็นการเปิดสวิตซ์โหมดภาษาอังกฤษให้กับสมองตัวเอง ให้ต้องคิดเป็นภาษาอังกฤษเพราะเราต้องพูดออกมาทันทีครับ ได้ลองพูดกับเพื่อน กับครูทั้งวันก็เลยรู้สึกว่าตัวเองได้พูดภาษาอังกฤษเยอะขึ้นครับ
ครูฟิลิปปินส์เป็นอย่างไรบ้าง?
สำเนียงครูค่อนข้างแตกต่างกันนะครับ ไม่ใช่แค่สำเนียงด้วย ผมรู้สึกว่า ทักษะ เทคนิคการสอนของครูในโรงเรียนแต่ละคนก็แตกต่างกันอย่างชัดเจนครับ (หัวเราะ) ไม่ใช่แค่ความรู้สึกผมคนเดียวนะครับนักเรียนคนอื่นเขาก็คิดเหมือนกัน
2 เดือนแรกผมเจอครูที่ค่อนข้างชิวครับ ก็คุยกันเยอะอยู่ครับแบบ FREE TALK แรกๆ ก็จะรู้สึกตื่นเต้นเพราะเราได้พูดภาษาอังกฤษเยอะขึ้น และเราก็พูดได้เยอะมากกว่าที่เราคิด แต่พอผ่านไปถ้าเรายัง FREE TALK อยู่เหมือนเดิม มันจะไม่ได้อะไร เพราะ FREE TALK ก็แค่คุยเรื่องประจำวัน คุยเรื่องเดิมๆ
ซึ่งอาจารย์บางคนเขาก็จะแก้การออกเสียง แก้สำเนียงให้เราทันที ถ้าเราพูดผิดปุ๊บ เขาก็จะให้เราลองพูดใหม่ โดยที่เขาจะพูดสิ่งที่ถูกให้เราฟังก่อน แต่ก็ไม่ใช่อาจารย์ทุกคนที่จะแก้ให้ครับ หรือเรื่องไวยากรณ์เหมือนกัน อาจารย์บางคนเขาก็เข้มงวด บางคนเขาก็ปล่อยผ่าน ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นเทคนิคที่ต่างกันครับ บางคนเขาอยากให้เราพูดอย่างมั่นใจ แต่บางคนเขาก็อยากให้เราพูดอย่างถูกต้องมากกว่า ก็เข้าใจได้ครับ รวมๆ เเล้วก็รู้สึกว่าอาจารย์แต่ละคนใน 8 คนที่เจอ เขาก็เเตกต่างกันครับ
ขอเปลี่ยนคลาส-เปลี่ยนครู?
ถ้าเป็นครูคาบเรียนตัวต่อตัวผมไม่เคยเปลี่ยนต่อให้ทักษะของอาจารย์เป็นยังไงก็ไม่เปลี่ยน เพราะผมให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ครับ (หัวเราะ) คือตอนที่ผมต้องเพิ่มอาจารย์ใหม่ตัวต่อตัวอีก 2 คน ผมก็ไปเช็คตารางสอนกับอาจารย์ 4 คนแรกก่อนเลย เพื่อไม่ให้ตารางชนกับอาจารย์ตัวต่อตัว 2 คนใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามา เพราะผมจะเก็บอาจารย์ 4 คนแรกไว้เหมือนเดิมครับ
แต่ถ้าเป็นคลาสกลุ่มผมมีเปลี่ยน เพราะผมอยากลองว่า วิชาอื่นจะเป็นยังไงบ้างนะ บางคลาสก็จะมีบางช่วงจังหวะที่นักเรียนในห้องคนอื่นเขาเงียบจังเลย เงียบจนเราไม่กล้าพูดไปด้วย ผมก็จะไปบอกอาจารย์ว่า อาทิตย์หน้าผมจะไปเรียนกลุ่มอื่นก่อนนะ 1 อาทิตย์ เดี๋ยวอาทิตย์ต่อไปผมจะกลับมา เหตุผลที่เปลี่ยนไม่ใช่เพราะอาจารย์แต่เป็นเพราะบรรยากาศในห้องเรียนก็จะบอกเขาตรงๆ ครับ หรือบางทีขอเปลี่ยนไปเรียนกับเพื่อนที่สนิทก็มีครับ ซึ่งโรงเรียนเขาก็สามารถให้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้อิสระแต่ต้องเป็นไปตามกฎของโรงเรียนนะครับว่าต้องเเจ้งเปลี่ยนวันไหน ก่อนกี่โมง แล้วคาบใหม่จะได้เปลี่ยนเมื่อไหร่ ซึ่งผมรู้สึกว่าโรงเรียนนี้เหมาะกับผมที่สุดแล้วครับ (หัวเราะ)
การบ้านเยอะไหม?
การบ้านจริงๆ ไม่มีครับ แต่ว่าผมขอเองสำหรับคลาสการเขียน เพราะว่าถ้านั่งเขียนในห้องผมว่าเสียเวลา ผมจะไปเขียนหลังเลิกเรียน แล้วเอามาให้ครูเขาดูวันต่อไปครับ
ห้องเรียนตัวต่อตัวไม่ได้เป็นเเบบประตูปิดมีปัญหาไหม?
จริงๆ เสียงดังมาก แต่ว่าผมชอบครับ (หัวเราะ) มันดูครึกครื้นดี ถ้านั่งเรียนกันกับครู 2 คนในห้องเงียบๆ มันเป็นส่วนตัวเกินไป มันดูเหงา บางทีเหมือนเราได้ยินเสียงเพื่อนเรา เขานั่งเรียนบล็อคถัดไปจากเรารึเปล่า มันรู้สึกเหมือนได้เรียนอยู่ด้วยกันถึงแม้ว่าจะเป็นคลาสเรียนตัวต่อตัว บางทีเราเรียนอยู่แล้วได้ยินเพื่อนร้องเพลงอยู่โต๊ะข้างๆ เราก็แบบ ร้องต่อสิอย่าหยุด (หัวเราะ) สนุกดีครับ
นักเรียนมีชาติไหนบ้าง?
เท่าที่ใช้สายตาดูใน 3 เดือนที่เรียนนั้น ผมคิดว่ามีนักเรียนญี่ปุ่นประมาณ 80% ครับ อาจจะเป็นเพราะเป็นช่วงปิดเทอมของเขาด้วยครับ
ถ้ากุมภาที่ผมไปถึงจะมีคนเกาหลีเยอะ หลักๆ จะเป็น Family ที่พ่อแม่พาลูกเล็กวัยประถมมาเรียนครับ พอเริ่มปลายๆ กุมภา อาจจะเป็นเพราะทางเกาหลีเขาเปิดเทอมนักเรียนที่เป็น Family ก็กลับกันหมดเลย แล้วมีเป็นนักศึกษาญี่ปุ่นเข้ามาแทน อายุประมาณ 19-22 ครับ ก็เป็นแบบนี้ถึงประมาณมีนาครับ ที่เป็นนักศึกษาญี่ปุ่นเป็นหลัก
แต่พอเมษาก็จะเริ่มมีคนญี่ปุ่นวัยทำงาน และวัยเกษียณเพิ่มเข้ามานิดหน่อยในช่วงเดือนเมษาครับ และก็เริ่มมีนักเรียนเวียดนามเข้ามาประมาณ 7-8 คนครับแบบเขานั่งกินข้าวกันได้โต๊ะนึงพอดี เพราะช่วง กุมภา-มีนา ไม่มีนักเรียนเวียดนามเลย
ซึ่งตอนที่มีเด็กเล็กๆ เขาก็จะเรียนของเขา แต่เวลากินข้าว ก็จะกินที่เดียวกัน ห้องเรียนกลุ่มก็เเยกกับนักเรียนโต เขาก็เรียนกับกลุ่มเด็กๆ ของเขา แต่บริเวณโซนคลาสเรียนตัวต่อตัวก็จะแชร์กับเรา เราก็มีเดินสวนกับเด็กๆ เวลาเปลี่ยนคาบเรียนครับ ซึ่งเขาก็เป็นเกาหลีหมดเลย เขาก็อยู่ด้วยกัน ก็มีเสียงดังมาก แต่ก็ไม่ได้ดังจนเกินไป ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรครับ เพราะเขามีพ่อเเม่ไปด้วย เขาก็จะเรียบร้อยหน่อย
เนื่องจาก 80% ที่โรงเรียนเป็นญี่ปุ่นหมด ที่เหลืออีก 20% ที่เป็นนักเรียนชาติอื่นๆ เขาก็ต้องอยู่ด้วยกัน ก็เลยไม่ได้มีความหลากหลายในกลุ่มนักเรียนครับ ซึ่งแรกๆ คนที่มาใหม่ๆ เขาก็จะอยู่ด้วยกันไปว่าชาติไหน แต่พอผ่านไปสักพักนึง ไม่รู้ว่าเขาเหนื่อยกับการพูดภาษาอังกฤษไหมหรือยังไง เขาเริ่มนั่งกินข้าวกับเพื่อนชาติเดียวกัน ผมก็ชอบสังเกตดูโต๊ะนั้นโต๊ะนี้ เช่น มีเด็กเวียดนามคนนึงตอนเเรกเขาก็นั่งกินข้าวด้วยกันกับเด็กญี่ปุ่น แล้วพอมีคนเวียดนามคนอื่นเข้ามา แล้วเขาไม่ได้คุยกับคนญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษเวลานั่งกินข้าว กลายเป็นว่า สุดท้ายเขาก็ไปนั่งกินข้าวกับคนเวียดนามด้วยกันครับ
เพื่อนในกลุ่ม มีอายุช่วงไหนบ้าง?
อายุน้อยกว่าผมหมดเลยครับ ตอนที่ผมไปถึงผมอายุ 32 เพราะเพื่อนที่เจอส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา เพื่อนคนจีนที่สนิทก็อายุประมาณ 26-27 แต่ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่าผมเป็นพี่ใหญ่เพราะว่าผมทำตัวร่าเริง (หัวเราะ)
ซึ่ง 2 เดือนแรกผมจะอยู่กับเพื่อนญี่ปุ่นซึ่งก็มีเพื่อนคนจีนที่ผมสนิทด้วยเพราะว่าเขาเป็นรูมเมทกัน ก็กลายเป็นว่า 3 คนก็นั่งกินข้าวด้วยกัน แล้วก็มีเพื่อนญี่ปุ่นคนอื่นเข้ามาด้วย
และหลังๆ เพื่อนญี่ปุ่นที่ผมสนิทด้วยเขากลับประเทศ ก็เลยกลายเป็นว่าเพื่อนญี่ปุ่นกลุ่มอื่นที่ผมก็รู้จักบ้างแต่ก็ไม่ได้กินข้าวด้วยกันบ่อย แล้วก็เป็นจังหวะที่เริ่มมีคนจีนกับคนไต้หวันเข้ามาในโรงเรียนเยอะขึ้น หลังๆ กลายเป็นว่าผมเลยไปอยู่ในโต๊ะที่พูดภาษาจีน แต่ผมก็พยายามเลี่ยงครับ บางทีก็บอกเพื่อนญี่ปุ่นอีกคนนึงที่สนิทกันว่าเราไปกินอีกโต๊ะนึง นั่งด้วยกัน 2 คนพอ (หัวเราะ) เพราะเดี๋ยวผมก็ต้องไปอยู่ในกลุ่มภาษาจีน ผมก็จะได้พูดแต่ภาษาจีน แล้วเพื่อนญี่ปุ่นที่เขามานั่งด้วยเขาก็รู้สึกว่าทุกคนก็พูดแต่ภาษาจีน ผมเลยแก้ปัญหาด้วยการเราไปนั่งด้วยกัน 2 คน จะได้คุยภาษาอังกฤษกันครับ
อาหารที่โรงเรียน?
โรงเรียนจะมีอาหารให้ 3 มื้อในวันที่มีเรียน และ 2 มื้อ (Brunch & Dinner) ในวันที่เป็นวันหยุด เช่น ถ้าวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ เป็นวันหยุดพิเศษไม่มีเรียนอาหารก็จะมีแค่ 2 มื้อครับ
ถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่นผมคิดว่า เมนูน่าจะน้อยกว่า ด้วยความที่จำนวนนักเรียนน้อยกว่า กับข้าวมีประมาณ 5 อย่าง รวมซุปเป็น 6 อย่าง มีผลไม้ทุกวัน สมมติเราตักข้าวเสร็จปุ๊บ สถานีแรกหลังจากข้าวก็จะเป็นกิมจิเลยทุกวัน (หัวเราะ) เเล้วต่อมาก็เป็นกับข้าว ก็จะเป็นเมนูแต่ละอาทิตย์แล้วก็จะวนมาใหม่ มีไก่ทุกวัน เพื่อนเวียดนามก็บ่นว่า ชิคเก้นอีกแล้ว ชิคเก้นทุกวัน (หัวเราะ) แต่ก็มีเนื้ออย่างอื่นนะครับเช่น กุ้ง ปลาหมึก ซึ่งบางวันก็อร่อย พอเป็นเมนูกับข้าว ก็จะมีสลัดซึ่งจะมีให้เหมือนเดิมทุกวัน ถัดจากสลัดก็จะเป็นผลไม้ แล้วก็น้ำดื่ม บางวันก็เฉยๆ ก็สลับๆ กันไปครับ แต่บางทีถ้าผมเบื่อมาก ผมก็ออกไปกินอาหารข้างนอกโรงเรียนคนเดียว เพราะที่ CELLA PREMIUM CAMPUS ในตอนกลางวัน นักเรียนสามารถออกไปนอกโรงเรียนได้ตลอดครับ
โซนที่เป็นซุป กับโซนที่เป็นเมนูเนื้อสัตว์ต่างๆ จะมีเจ้าหน้าที่คอยตักให้ แต่เจ้าหน้าที่จะอยู่ในช่วงแรกๆ พอหลังจากผ่านไปสักประมาณ 20 นาที ก็จะไม่มีเจ้าหน้าที่คอยตักให้เเล้ว เราก็จะตักได้เองอิสระครับ ซึ่งอาหารก็จะหมดอย่างรวดเร็วครับ ถ้าใครที่มาช้าตัวเลือกเมนูอาหารอาจจะน้อยลงเพราะบางเมนูก็จะหมดไป หรือเราอาจจะเดินเข้าไปในห้องครัวเพราะเจ้าหน้าที่เขาอาจจะเก็บไปเพราะใกล้หมดเวลาอาหารแล้วครับ
Curfew ที่โรงเรียน?
โรงเรียนมี Curfew 00:00-06:00 น. เหมือนกันทุกวัน ส่วนตอนกลางวันก็สามารถออกได้ตลอดครับ ผมเดินออกไปซื้อกาแฟบ่อยมากเลย ระหว่างเรียน รีบวิ่งๆ ออกไปแล้วก็กลับมาเรียน
ปรับตัวยากไหม?
ผมคิดว่าผมไม่ได้ปรับตัวอะไรเลย (หัวเราะ) ไปถึงก็ราบรื่น สบายๆ ครับ ไม่มีปัญหาอะไร
แต่เพื่อนญี่ปุ่นบางคนพอ 2 อาทิตย์ผ่านไปเขาบอกว่าเขาเริ่ม Home sick เพราะว่าคิดถึงอาหารญี่ปุ่น แล้วก็เขามาจากประเทศสบาย ดีๆ พอเขามาอยู่นี่ก็อาจจะงง เวลาต้องเดินข้ามถนน หรือเดินไปจะตกท่อไหม เขาคงรู้สึกแปลกใจอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) แต่สำหรับผมก็ชิวๆ ครับ
บริการซักอบผ้าที่โรงเรียน?
ก็ดีนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าช้าเพราะต้องรอ 2 วัน เพราะถ้าไปส่งซักข้างนอกโรงเรียนก็จะได้ผ้ากลับเร็วกว่า เช่น ส่งตอนเช้า ก็ได้ตอนบ่าย ส่งตอนบ่ายก็ได้ตอนเย็น ผมก็เลยมีไปส่งซักข้างนอกบ้างครับ
ส่วนราคาถ้าคิดตามกิโลจริงๆ ผมคิดว่าในโรงเรียนแพงกว่าเพราะกิโลละประมาณ 50 เปโซ แต่ข้างนอกจะกินโลละ 33 เปโซครับ นักเรียนหลายคนก็นิยมส่งซักข้างนอกเพราะได้ผ้าเร็วกว่าครับ
ซึ่งแถวโรงเรียนจะมี 2 ร้านให้เลือก แต่นักเรียนส่วนใหญ่ก็เลือกใช้แค่ร้านเดียวซึ่งถ้าเดินจากโรงเรียนไปร้านก็ประมาณ 2 นาที เพราะอีกร้านบางทีส่งซักแล้วของหายครับ
Optional class ที่โรงเรียน?
ไม่มีครับ วันหยุดก็ไม่มีสอนชดเชย หรือสอนเสริมอะไรเลยครับ
กิจกรรมทริปวันหยุดที่โรงเรียนจัดช่วงเสาร์อาทิตย์?
มีครับ อย่างเช่น City Tour จะมีเดือนละครั้ง ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าร่วม หลักๆ ผมรู้สึกว่านักเรียนจะชอบไปเที่ยวกันเอง มีทั้งซื้อทัวร์ที่ทางโรงเรียนมีเอกสารวางไว้ให้ดู และทุกเดือนก็จะเชิญบริษัททัวร์เข้ามาแนะนำทริปต่างๆ แต่บางคนเขาก็หาบริษัททัวร์ของเขาเองแล้วก็จัดทริปกันเองครับ
ผมไม่เคยไปกับโรงเรียนเลยครับ จะเป็นแบบจัดไปกันเองครับ
กิจกรรมอื่นๆ ในโรงเรียนมีอะไรบ้าง?
โรงเรียนไม่มียิม มีสระว่ายน้ำ มีห้องโยคะ มีเต้นซุมบ้า ซึ่งผมเข้าแค่ซุมบ้า 2 เดือนแรกสนุกมาก โดยเฉพาะอาทิตย์แรกๆ ก็คือได้เพื่อนจากการเต้นซุมบ้าครับ แต่หลังๆ โดยเฉพาะเดือนสุดท้ายผมไม่ค่อยได้ไปเต้น อาจจะเพราะไม่มีเพื่อนด้วย ก็เลยไม่อยากไปครับ
เขาจะเต้นกันประมาณ 17:15 น. ชั้นใต้ดิน B1 ก่อนเวลาทานข้าว เต้นกันเสร็จก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดีครับ
เที่ยวที่ไหนมาบ้าง?
ทริปแรกไปออสลอบ (Oslob) ที่ไปดูฉลามวาฬเป็นทริปเดียวกันกับที่ไปน้ำตกคาวาซาน (Kawasan Falls) ไปโดดน้ำตกมาครับ ออกจากโรงเรียนตั้งเเต่ตี 2 กลับถึงโรงเรียนตอน 3 ทุ่ม ก็เหนื่อยครับ
ทริปที่สองไปโบฮอล (Bohol) เป็นทริป 1 วันครับ ไปดู Chocolate Hills ตอนนั้นภูเขาจะสีเขียวแต่เริ่มเป็นสีน้ำตาลแล้ว เพราะช่วงนั้นเดือนกุมภาฝนไม่ตก ขี่รถ ATV ดูลิงทาร์เซียร์ (Tarsier) ไปกินข้าวบนเรือที่ล่องเเม่น้ำโลบ็อค (Loboc River) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ผมรู้จักและอยากไปมานานแล้วครับก็ได้ไปสมใจก็เป็นอย่างที่คิดไว้เลยครับ
ทริปที่สามไปโบราไกย์ (Boracay) ตอนนั้นเป็นวันหยุดยาว 4 วันของฟิลิปปินส์ ก็นั่งเครื่องบินกันไปครับ ตั๋วแพงมาก (หัวเราะ) โรงแรมคิดว่าถูกกว่าบ้านเรานะครับ ก็สวยมากครับเหมือนภูเก็ตบ้านเรา ไปนอนที่นั่น 3 วัน 2 คืน ซึ่งพอไปถึงสนามบินผมก็ไปซื้อเเพ็คเกจแบบรวมรถรับส่งไปท่าเรือ รวมค่าเรือ รถจากเกาะพาไปส่งโรงเเรม แบบไปกลับกับบริษัททัวร์ที่สนามบินตอนไปถึงครับ
หลักๆ จะมีแค่ 3 ทริปครับ ที่เหลือจะอยู่ในเมือง ก็จะไป Ayala mall ไป IT PARK ก็จะไปบ่อยครับ เพราะว่าออกไปได้ตลอด ส่วนโซนเมืองเก่า 3 เดือนที่ไปเรียนผมไม่ได้ไป เพราะปีที่เเล้วผมมาเที่ยวเองไปแล้ว
แต่มีไปเดินถนน Colon กันช่วงเย็นๆ ที่มีของมือสองขายเยอะๆ ไปกับเพื่อนญี่ปุ่น เพราะเพื่อนญี่ปุ่นหลายคนเขาชอบไปซื้อเสื้อผ้ามือสอง ซึ่งเราก็งงว่าจริงเหรอ เพื่อนเขาก็ไปเดินเลือกกันอย่างตั้งใจมากเลย ซึ่งไม่ใช่ของเเบรนด์ เป็นของมือสองธรรมด๊า ธรรมดา ซึ่งในร้านกลิ่นก็เหม็น เพื่อนเขาก็ไปยืนเลือกกัน ซึ่งจริงๆ ถนนนั้นมันไม่ใช่โซนที่ปลอดภัย ทุกคนก็บอก คนฟิลิปปินส์ก็บอกว่าไม่ปลอดภัย แต่ผมคิดว่าหน้าผมเหมือนคนท้องถิ่นนะ ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัย เพราะก็มีคนเดินไปเดินมากันเต็มไปหมดเลยครับ ผมรู้สึกแค่ว่ามันไม่สะอาดครับ
ร้านค้า ร้านอาหารบริเวณรอบๆ โรงเรียน?
มีเยอะมากครับ เดินออกจากประตูโรงเรียน เลี้ยวขวาปุ๊บเจอเป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนก่อนเลย ถัดจากร้านอาหารอิตาเลี่ยนเป็นร้านอาหารเกาหลีที่เปิดตลอด 24 ชม. พอเดินออกมาจากโรงเรียนนิดหน่อยก็จะเจอร้านขายของชำญี่ปุ่น ร้านขายของชำเกาหลี ร้านเหล้า มีทุกอย่างเต็มไปหมดเลยครับ
เซบู ปลอดภัยไหม?
ถ้าเป็นโซนที่ CELLA PREMIUM CAMPUS ตั้งอยู่ก็ปลอดภัยนะครับ เพราะคนต่างชาติกับคนท้องถิ่นที่ค่อนข้างมีฐานะเขาจะอยู่แถวนั้นกันเยอะครับ และจะมีทหารถือปืนทุกสี่แยก หน้าโรงเรียนเป็นสี่แยกก็จะเห็นทหารถือปืนสองคนยืนอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงครับ
ถ้าเรื่องความไม่ปลอดภัย มีเพื่อนญี่ปุ่นเขาออกจากร้านเหล้าท้องถิ่นแห่งนึงที่มีชื่อเสียง ที่นักเรียน CELLA ชอบไป (หัวเราะ) ก็มีคนท้องถิ่นเข้ามากอดคอทักทาย หลังจากนั้นเพื่อนผมเขาก็พบว่า Iphone ของเขาหายไป ก็จะเป็นเคสเดียวที่ได้ยินมาครับ
แต่ก็มีอีกเคสนึงเป็นเพื่อนญี่ปุ่นเหมือนกันเขาลืม Iphone หรือกระเป๋าเงินไว้บน Taxi (คิดว่าน่าจะเป็น Grab) คนขับก็เอามาคืนให้อยู่นะครับ แต่ตอนนั้นผมกลับมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ ที่ของหายได้คืนในเซบู
ข้อเสียของ CELLA PREMIUM CAMPUS?
คือเพื่อนผมตอนคุยกันเขาก็มีเเชร์ว่าโรงเรียนนี้มีข้อเสียบางอย่างนะ ซึ่งข้อเสียที่เขาคุยกันมันไม่เป็นปัญหาสำหรับผม แล้วผมรู้สึกว่าถ้าให้ต้องเลือกอีกทีผมก็จะเลือกเรียนที่นี่เหมือนเดิมครับ (หัวเราะ)
เช่น เขารู้สึกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงเรียนไม่ได้พร้อม อาจจะเป็นเพราะว่าโรงเรียนเล็ก รับนักเรียนได้ร้อยกว่าคน ซึ่งโรงเรียนอื่นเขารับได้ 200 300 500 คน แน่นอนว่าเงินของโรงเรียนพวกนั้นเขาก็จะเยอะกว่า การแชร์ทรัพยากรในโรงเรียนจะสมบูรณ์พร้อม แต่ที่นี่จะไม่ใช่ อย่างเช่น ฟิตเนสก็ไม่มี ห้องพักของเพื่อนผมบางคนที่เขาอยู่ชั้น 3 เขาบอกว่า บางทีเขาก็ได้กลิ่นจากท่อระบายน้ำ หรืออินเตอร์เน็ตไม่ดี ใช้ไม่ได้ ซึ่งห้องผมอยู่ชั้น 6 ห้องผมดีนะครับ ผมอยู่คนเดียวด้วย ไม่มีปัญหาอะไรเลย ไม่มีกลิ่นท่อระบายน้ำ ก็ใช้อินเตอร์เน็ตได้ปกติ
หรือบางโซนของโรงเรียน เช่น ชั้น 1 บอกว่ามี Wi-Fi แต่ต่อสัญญาณไม่ได้ เขาก็จะบ่นๆ เรื่องนี้กันครับ ซึ่งตามความเป็นจริงเเล้วสัญญาณ Wi-Fi ที่โรงเรียนจะมีทุกชั้น เพราะเอกสารที่เราได้วันเเรก เขาก็จะบอกรหัส Wi-Fi ของแต่ละชั้นไว้เลย แต่ตามความเป็นจริงก็อาจจะต่อได้หรือไม่ได้ ก็ได้ครับ แล้วแต่ช่วงเวลาครับ
เพราะพอเขาไปเห็นโรงเรียนอื่นเเล้วมาเปรียบเทียบกับที่นี่เขาก็เลยบ่นกันครับ ผมก็เลยบอกเพื่อนว่า ดีแล้วที่มาเรียนที่นี่ ถ้าไม่มาเราก็ไม่ได้เจอกันนะ (หัวเราะ)
เจ้าหน้าที่โรงเรียนให้ความช่วยเหลือดีไหม?
เจ้าหน้าที่ชิวดีครับ ผมรู้สึกว่าด้วยความที่เป็นโรงเรียนเล็ก มันเลยดูอบอุ่น คุยกันได้ง่าย อยากได้อะไร อยากเปลี่ยนอะไร อยากทำอะไร ก็สามารถติดต่อได้ตลอด ดีครับ เขาก็ดูแลดีนะครับ อย่างการเปลี่ยนคาบเรียน มีอยู่ครั้งนึงผมขอเปลี่ยนคลาสกลุ่ม แล้วกลุ่มที่ผมต้องการเปลี่ยนไปเรียนใช้หนังสือเล่มเดียวกันกับกลุ่มปัจจุบันที่ผมเรียนอยู่แล้ว แต่ความตั้งใจของผมอยากเปลี่ยนแค่ 2 สัปดาห์เพื่อไปเรียนกับเพื่อน เจ้าหน้าที่เขาก็เดินมาสอบถามเลยว่า เเน่ใจเหรอว่าจะเปลี่ยนเป็นคลาสนี้ เพราะว่าเนื้อหาที่จะได้เรียนก็ซ้ำกันนะ ผมก็ยืนยันไปว่า ไม่เป็นไรเพราะผมจะเปลี่ยนแค่แปบเดียว แล้วผมก็จะเปลี่ยนไปคลาสอื่นแทนครับ เขาก็ให้ผมเปลี่ยนได้ครับ
คะแนนเต็ม 10 ให้ CELLA PREMIUM CAMPUS กี่คะเเนน?
ยากจัง (หัวเราะ) ให้ 8 แล้วกันครับ โดยรวมก็พอใจเป็นไปอย่างที่คิด เพราะเราก็เลือกที่นี่ด้วยตัวเอง ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นยังไง ส่วน 2 คะแนนที่หายไป ถึงแม้ว่ารู้ทั้งรู้ว่าเดือนที่ผมจะไป จะมีนักเรียนญี่ปุ่นมากกว่า 50% จริงๆ ผมเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไต้หวันมานิดหน่อย ผมเลยมีความสนใจญี่ปุ่นเป็นพิเศษ แต่จำนวนนักเรียนที่ได้เจอจริงๆ เยอะเกินกว่าที่ผมคาดไว้ เลยทำให้รู้สึกว่าจริงๆ เราน่าจะได้คุยภาษาอังกฤษกับเพื่อนได้มากกว่านี้ ซึ่งโรงเรียนมีป้ายประกาศกฎ English Only Policy (EOP) แต่เขาไม่ได้ใช้ เพราะผมได้ยินว่าบางโรงเรียนที่เขามีจะเคร่งครัดมาก ถ้าไม่ทำตามก็จะถูกทำโทษ แต่ที่ CELLA เขามีกฎนั้นแต่ไม่มีใครทำตาม ซึ่งถ้าโรงเรียนสามารถใช้กฎบังคับนี้กับนักเรียนได้ผมอาจจะให้ 9 หรือ 10 คะแนนครับ
CELLA PREMIUM CAMPUS เหมาะ-ไม่เหมาะกับนักเรียนแบบไหน?
จริงๆ CELLA จะมีสองเเคมปัสและสองเเคมปัสนี้จะต่างกันมาก ผมมีเพื่อนคนจีนเขาเรียนอยู่ PREMIUM CAMPUS กับผม 12 สัปดาห์ แล้วอาทิตย์ที่ผมออก เขาก็ย้ายไปอีกแคมปัสนึงที่ชื่อ UNI CAMPUS เพื่อไปเรียน IELTS เพราะเขาตั้งใจจะสอบเอาคะแนน IELTS เพื่อไปเรียนต่อที่อังกฤษครับ แต่เขาอยู่ PREMIUM CAMPUS ถึง 3 เดือน เพราะว่าอยู่เป็นเพื่อนผม (หัวเราะ)
หลักๆ ก็คือ CELLA PREMIUM CAMPUS เหมาะกับคนที่ต้องการอยู่แบบอิสระ ไม่ได้ชอบกฎเกณฑ์การใช้ชีวิตมาก โดยเฉพาะคนทำงาน เพราะถ้าเป็นนักเรียนอาจจะรับได้เพราะว่ายังชินกับชีวิตแบบนักเรียนอยู่ แต่ผมคิดว่า ความอิสระนี้ เราจะได้ไม่ต้องอยู่แต่ในห้องเรียน คุณครูและเจ้าหน้าที่ที่โรงเรียนก็สามารถเป็นเพื่อนกับนักเรียนได้หมดเลย เราสามารถออกไปใช้เวลา ไปกินข้าวกับคุณครูได้ ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าเพื่อนเรา (หัวเราะ) ถ้าเราสามารถสนิทกับคุณครูได้ ซึ่งก็สนิทไม่ยาก หรืออาจจะออกไปข้างนอกไปเจอลองคุยกับคนฟิลิปปินส์ท้องถิ่นก็สามารถทำได้ แต่ถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่นที่เราต้องอยู่แต่ในโรงเรียน เราก็จะเจอแต่เพื่อน ซึ่งเพื่อนอาจจะไม่ได้เก่งกว่าเรามาก ภาษาก็อาจจะอยู่ระดับเดียวกับเราครับ
แต่ถ้าคนที่อยากเรียนติวสอบ อยากท่องศัพท์ อยากทำแบบฝึกหัด เนื้อหาเข้มข้นก็ควรไปเรียน CELLA UNI SPARTA CAMPUS หรือโรงเรียนอื่นๆ ที่มี Curfew จริงจังก็จะดีกว่า แล้วแต่ว่าเราอยากฝึกอะไรครับ
ซึ่งเพื่อนผมที่ย้ายไปอยู่ที่ UNI SPARTA CAMPUS เขาก็แฮปปี้นะครับ เขาบอกว่าวันนึงเขาได้เรียน 10 คลาส เพราะว่าจะมีอีก 2 คลาส หลังทานข้าวเย็นตอนกลางคืน แล้วทุกคนในโรงเรียนตั้งใจเรียนมาก ทุกคนอ่านหนังสือทุกครั้งที่มีเวลาว่างครับ และทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนส่วนใหญ่ที่ UNI SPARTA CAMPUS จะพูดคล่องแคล่วกว่า นักเรียนที่ PREMIUM CAMPUS การพัฒนาก็เลยเร็วขึ้นครับ
นักเรียนที่ไปเรียนคนอื่นเขามีเป้าหมายอะไรในการไปเรียน?
ด้วยความที่ว่าส่วนใหญ่เจอแต่นักเรียนที่เป็นนักศึกษาด้วย หลักๆ จะมีสองอย่าง กลุ่มที่หนึ่งคือเตรียมจะไป Working and Holiday เขาจะมาเรียนที่นี่ก่อนเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นก่อนไปครับ บางคนก็มา 1 เดือน 3 เดือน หรือ ครึ่งปี แล้วค่อยไปต่อที่ออสเตรเลีย หรือแคนาดา หรือนิวซีแลนด์
ซึ่งบางคนก็ไม่ได้ไป Working Holiday เรียนที่เซบูเสร็จแล้วก็กลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยตัวเอง ก็มาลงเรียนประมาณ 1 เดือน 2 เดือน แต่ส่วนใหญ่ที่ผมรู้จักเขาเรียนเกี่ยวกับ IT ที่ญี่ปุ่นเขาบอกว่าถึงเวลาทำงาน เขาจะต้องใช้ภาษาอังกฤษด้วย เขาก็เลยมาเรียนครับ
สิ่งที่ประทับใจที่สุดในการไปเรียน?
น่าจะเป็นการได้รู้จักเพื่อนๆ ในโรงเรียนครับ ผมมีวันเกิดในช่วงเมษาพอดี ก็เลยได้ฉลองวันเกิดในโรงเรียนครับ เพื่อนๆ ก็เตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้ ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่ก็น่าประทับใจครับ (หัวเราะ)
สิ่งที่เขาทำคือ เขาให้เพื่อนๆ ทุกคนที่ผมน่าจะรู้จัก กับครูทุกคนที่สอนผม เขียนข้อความลงในกระดาษโพสต์-อิท รวบรวมใส่กล่องให้ผมก่อนกลับไต้หวันเป็นเซอร์ไพรส์ครับ ซึ่งตอนแรกก็คิดว่า ก็น่าจะได้เจอเพื่อนๆ รู้จักกันแค่นั้น แต่บางคนก็สนิทกันมากกว่าที่คิด เขาก็ชวนเราไปเที่ยวประเทศเขา และเขาก็อยากไปเที่ยวเมืองไทยครับหลังจากที่ได้รู้จักกันครับ
สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมที่สุดในการไปเรียนที่ฟิลิปปินส์?
จริงๆ ผมคิดว่าก็ไม่ได้ต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ อย่างก่อนไปผมก็ไปซื้อพวกน้ำพริก ซอสจากเมืองไทย ที่คิดว่าจะได้ใช้ แต่พอไปถึงผมไม่ได้เอาออกมาใช้เลยสักครั้ง ผมก็กินอาหารโรงเรียนได้ ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง แต่ก็ทานได้ทุกวันครับ
ส่วนเรื่องการเรียนก็ไม่ต้องคิดมากเพราะว่าเรามาถึงเราก็ต้องได้เรียนอยู่แล้ว
หลักๆ อาจจะต้องเตรียมเรื่องทัศนคติของตัวเอง เพราะว่าเราต้องมารู้จักเพื่อนใหม่ ต้องรู้จักคุณครู เป้าหมายเพื่อมาเรียนภาษาอังกฤษ เราก็ต้องกล้าพูด กล้าแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ เพราะว่าถ้าเราเงียบๆ อยู่คนเดียว เราก็ไม่ต้องมาก็ได้นะ (หัวเราะ) แนะนำให้เปิดใจกับทุกคนครับ
ควรเตรียม POCKET MONEY เท่าไหร่ดี?
ถ้าเอาจริงๆ ถ้าเราอยู่ในโรงเรียนที่ต้องอยู่แต่ในโรงเรียนมีข้าวให้กิน 3 มื้อ เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เราก็อยู่ได้ เพราะก็มีข้าวของโรงเรียนให้กินทุกวัน แต่ถ้าสำหรับคนที่อยากจะออกไปเปิดประสบการณ์ ออกไปท่องเที่ยวด้วย สมมติว่าเป็นทริปวันนึงก็อาจจะประมาณ 4,000 Peso ก็แล้วแต่ทริปว่าจะต้องใช้เท่าไหร่ จริงๆ ก็บอกยากนะครับว่าต้องใช้เท่าไหร่
แต่ด้วยความที่ผมอยู่ CELLA Premium ผมออกข้างนอกบ่อย ไปซื้อของ ไปกินข้าวบ้าง นั่งรถไปเที่ยวในเมือง ก็เเนะนำประมาณ 10,000-15,000 บาทต่อเดือน เผื่อฉุกเฉินอยากไปเที่ยวอื่นๆ ด้วยครับ ซึ่งผมก็รู้สึกว่าระยะเวลาไปเรียนก็สั้น ไม่ได้ไปเป็นปี ถ้าเราไม่ได้เดือดร้อนอะไร ก็ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไป อยากไปเที่ยวไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำเลยครับ
สิ่งที่อยากบอกกับคนที่ยังลังเลในการไปเรียนที่ฟิลิปปินส์?
ถ้าอยากจะพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเอง ก็ลองออกจากสภาพแวดล้อมเดิมของตัวเองดู เพราะอย่างเราเป็นคนไทย อยู่เมืองไทย จริงๆ เมืองไทยก็มีโรงเรียนดีๆ เยอะมากนะครับ แต่เพียงจะแตกต่างในเรื่องสภาพแวดล้อม เลยแนะนำว่า ลองเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษดู เราจะได้เห็นข้อดี ข้อด้อยของตัวเอง จะได้รู้ว่าจะต้องพัฒนาตรงไหน
ส่วนฟิลิปปินส์ก็เป็นตัวเลือกที่ดีตัวเลือกนึง เพราะใกล้และถูกกว่าประเทศอื่น และจุดเด่นของที่นี่คือมีคลาสเรียนตัวต่อตัวเยอะ ทำให้เราสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเทียบกับการเรียนแบบกลุ่ม เพราะประเทศอื่นเขาจะมีเรียนแค่คลาสกลุ่ม
ส่วนข้อเสียก็อาจจะมีนิดหน่อย แน่นอนว่าที่นี่ยังไม่ใช่ประเทศที่เป็นประเทศของ Native Speaker จริงๆ ก็จะมีข้อแตกต่างอยู่บ้างครับ
ทำไมถึงเลือกไปกับ KPG?
เท่าที่รู้เมืองไทยก็มีเอเจนซี่อื่นที่ส่งไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ได้เหมือนกัน แต่ผมรู้จัก KPG ก่อนและรู้จักมาหลายปีมาก ประมาณ 7-8 ปีได้แล้วครับ ตอนนั้นผมหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ไม่แน่ใจว่าเจอเพจก่อนหรือเจอ youtube ก่อน ที่มีคนมาแชร์เรื่องราวการไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ครับ
ผมชอบเข้าไปดูในเว็บ https://korpungun.com/category/testimonial/philippines/ เวลามีนักเรียนมาเเชร์ว่าไปเรียนที่นั่น ที่นี่แล้วเป็นยังไง ผมเลยรู้สึกว่าน่าจะมีประสบการณ์เป็นอย่างดี เลยเลือกติดต่อไปเรียนกับ KPG ครับ
KPG บริการดีครับโดยเฉพาะการวิดีโอ ZOOM คุยก่อนที่ผมเดินทาง ก็ให้ข้อมูลค่อนข้างละเอียดครับ
ผมเคยเล่าให้เพื่อนใน CELLA ฟังเหมือนกันว่า เอเจนซี่ที่ผมมาด้วยให้ข้อมูลค่อนข้างละเอียดมากเลยนะ (หัวเราะ) แล้วก็เป็นข้อมูลที่เป็นความจริง แบบเห็นภาพเลยว่าไปแล้วจะเป็นยังไงครับ


