รีวิว เรียนหลักสูตร ESL CLASSIC + Power Speaking 6 + TOEIC
ระยะเวลา 12 สัปดาห์ (5 Oct – 25 Dec 2025)
กับสถาบัน EV Academy โดยคุณอัง
แนะนำตัว + จุดเริ่มต้นในการไปเรียน?
สวัสดีนะคะ ชื่ออังค่ะ ตอนนี้อายุ 25 ปี เรียนที่ EV Academy ที่ Cebu ค่ะ ตอนแรกอยากเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งนานแล้ว วางแผนไว้ว่าถ้าเรียนจบมหาวิทยาลัยก็อยากจะเรียนภาษาอังกฤษต่อ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนที่ไหนดี จะเรียนคอร์สที่ไทยไหม หรือจะไปต่างประเทศ ตอนแรกก็ดูหลายประเทศ ก็เลยมาปรึกษาพี่ชาย ซึ่งเขาก็ส่งข้อมูลของฟิลิปปินส์มาให้ เพราะเขามีเพื่อนไต้หวันเยอะ เพื่อนไต้หวันก็แนะนำว่าที่เซบูมีสถาบันภาษาอังกฤษเยอะ พี่ชายก็เลยส่งข้อมูลมาให้ดู ซึ่งเขาก็ไม่ได้แนะนำสถาบันไหนเป็นพิเศษ หนูก็เลยไปดูข้อมูลแต่ละสถาบันและเลือก EV ค่ะ
ประเทศที่เลือกและหาข้อมูลไว้ในใจ นอกจากที่ฟิลิปปินส์แล้ว มีที่ไหนบ้าง?
จะมี แคนาดา นิวซีแลนด์ แล้วก็ออสเตรเลียค่ะ แต่ประเทศพวกนี้ค่อนข้างจะแพง ซึ่งฟิลิปปินส์ค่อนข้างจะประหยัดกว่าเยอะค่ะ
หาข้อมูลยังไง ถึงมาเจอ KPG และเลือกใช้บริการของ KPG?
พี่หนูเป็นคนส่ง KPG มาให้ดูเลยค่ะ ตอนแรกหนูยังไม่ได้ดูเอเจนซี่อื่นเลย พี่แนะนำเอเจนซี่นี้มาก็เลยรู้สึกโอเค แล้วก็เลือกใช้ KPG เลย ส่วนของหนูเองก็เลยไปโฟกัสแค่การหาสถาบันที่จะเรียนมากกว่าว่าจะเรียนที่ไหนดีค่ะ
อะไรที่ทำให้เลือกไปเรียนที่สถาบัน EV จากที่หาข้อมูลมา?
ตอนแรกไม่ได้เล็งที่ไหนเป็นพิเศษ แต่พอเห็น EV ที่เขาพรีเซนต์ตัวเองเหมือนเป็นรีสอร์ต ค่อนข้างหรู ดูดี มีกิจกรรมเยอะ แล้วก็เห็นว่ามีทั้งโรงหนัง ฟิตเนส ห้องเล่นเกม มีคาเฟ่ อะไรแบบนี้ค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าสะดวกสบายดี เลยเลือกที่นี่ค่ะ แล้วพอได้ไปเรียนจริงก็ตรงปกค่ะ ตรงปกทุกอย่างเลยค่ะ
เรียนคอร์สอะไรบ้าง?
ตอนแรกวางแผนลงเรียนไป 2 เดือน เดือนแรกลงเรียน ESL เดือนที่ 2 เรียน Power Speaking แต่พอเรียนไปได้ระยะนึงก็อยากเรียนเพิ่ม ก็เลยเพิ่มเดือนที่ 3 เป็น TOEIC เพราะอยากได้คะแนน TOEIC และอยากสอบ TOEIC อยู่แล้ว เลยคิดว่าไหนๆ ก็เรียนพื้นฐานและการพูดแล้ว ก็ต่อด้วยการเรียนเทคนิคสอบไปเลย จะได้เอาไปใช้สอบที่ไทยค่ะ
เดือนแรกที่เรียนจะเป็น ESL จะเรียนตัวต่อตัว 4 คาบ และคาบกลุ่ม 4 คาบ ตอนแรกที่เรียนก็รู้สึกว่า ESL ค่อนข้างพื้นฐานมากๆ ค่ะ เลยไม่ได้เห็นความพัฒนาของตัวเองมาก พอไปเรียน Power Speaking ซึ่งเขาจะเน้นไปที่การพูด ก็จะได้เรียนคาบตัวต่อตัว 6 คาบ คาบกลุ่ม 2 คาบ ซึ่งมันเหมือนบังคับให้เราต้องพูดทุกวัน ตลอดเวลา ตอนที่หนูไป 2 อาทิตย์แรกไม่มีนักเรียนไทยเลย หนูต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้นกับเพื่อน ซึ่งเพื่อนส่วนใหญก็จะเป็น ไต้หวัน ญี่ปุ่น เขาก็มีเพื่อนของเขา ก็อยากมีเวลาพูดภาษาของเขา แต่หนูต้องใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้นก็เหมือนได้ฝึกแบบอัตโนมัติ โดยที่เราเองไม่รู้ตัวว่าพัฒนาตัวเองว่าดีมากน้อยแค่ไหน แต่พอมาพูดให้พี่ชายตัวเองฟัง ให้คนที่บ้านฟัง แล้วก็คุณครูด้วยค่ะ คุณครูบอกว่าทักษะการพูดเราดีขึ้นเยอะประมาณนึงจากวันแรกค่ะ
ส่วน TOEIC เดือนสุดท้าย ด้วยความที่เป็นการฝึกทำข้อสอบ ฟังและอ่าน ซึ่งปกติหนูไม่ค่อยชอบทำข้อสอบอยู่แล้ว ทักษะการฟังคิดว่าแย่ที่สุด และการอ่านที่จะต้องอ่านบทความยาวๆ เราก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่เราต้องการคะแนน TOEIC เลยต้องตั้งใจเรียน และรู้สึกว่าหลายๆ คนที่เขามาเรียนที่นี่ เขาได้ฝึก TOEIC หรือ IELTS มาก่อนที่จะมาเรียน เขาก็ได้คะแนนดี แต่ว่าสำหรับหนูไม่เคยฝึกทำข้อสอบมาก่อนเลยรู้สึกยากและกดดันนิดนึงถ้าเราเห็นคะแนนคนอื่น ด้วยความที่เราสอบ TOEIC ทุกสัปดาห์ เราก็จะเห็นคะเเนนพร้อมทุกคน ก็จะทำให้เห็นว่าใครคะแนนเพิ่มเท่าไหร่บ้าง เราคะแนนเพิ่มเท่าไหร่บ้าง ซึ่งก็มีขึ้นบ้างตกบ้างค่ะ
แต่หนูก็รู้สึกว่าคอร์ส TOEIC มีข้อดีกว่า ESL กับ Power Speaking ตรงที่เราเห็นพัฒนาการตัวเองเรื่อยๆ เราเห็นเป็นคะแนนเลยว่าได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้า Power Speaking กับ ESL เราก็เรียนไปเรื่อยๆ ทุกวันๆ มันเหมือนไม่ได้เห็นความแตกต่างของตัวเองมาก เเต่เพื่อนอาจจะเห็นว่าเราพูดเก่งขึ้น เราฟังเก่งขึ้น เราพูดเร็วขึ้น ไม่ต้องคิดหรือแปลก่อนพูด ก็รู้สึกตัวเองว่าเราสามารถพูดโดยที่ไม่ต้องแปลในหัว แต่ว่า TOEIC ต้องตั้งใจโฟกัสกับข้อสอบนิดนึง มันก็เลยจะยากนิดนึงค่ะ
สำเนียงครูฟิลิปปินส์?
ก็รู้ว่าครูที่ฟิลิปปินส์เขาไม่ใช่ native speaker ไม่ได้เป็นฝรั่งเลย ก็คิดว่ามันน่าจะแบบแตกต่างเล็กน้อย แต่พอไปฟังจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ฟังยากนะคะ ก็รู้สึกว่าฟังได้ไหลลื่นเราสามารถเข้าใจ และเราพูดทุกคำเขาเข้าใจเราทุกคำค่ะ
คุณครูที่ประทับใจ?
ถ้าคุณครูที่ประทับใจจริงๆ มีหลายคนเลยค่ะ บางคนเขาก็ชวนเราคุย เขาก็รู้ว่าเราชอบพูดเรื่องอะไร เขาก็จะให้เราเล่าให้ฟัง ทุกคนเขาก็จะถามว่า เมื่อวานเป็นยังไงบ้าง สัปดาห์นี้เป็นยังไง และมีคุณครูที่สอน TOEIC นักเรียนบางคนอาจจะไม่ชอบ ถ้าเราไม่อยากซีเรียสเรื่องเรียนมาก แล้วก็อยากจะพูดเยอะๆ แต่สำหรับหนู หนูว่าหนูชอบเขาเพราะครูเขาตั้งใจจะสอน และพยายามให้เทคนิคการฟังว่าจะต้องฟังอย่างนี้นะ ให้การบ้านไปแบบนี้ๆ ให้เทคนิคเยอะ ให้เราได้ประโยชน์เยอะมากๆ เลยประทับใจตรงนี้มากกว่าค่ะ
มีขอเปลี่ยนคุณครูไหม?
มีเปลี่ยนอยู่ค่ะ รู้สึกว่าคุณครูเขาไม่ได้ปลุกเอนเนอร์จีให้เราพูดได้เท่าที่ควร ก็เลยเปลี่ยนไปคนนึงค่ะ ตั้งเเต่ตอนเรียนคลาส ESL แล้วค่ะ จริงๆ ก็เกรงใจที่จะต้องเปลี่ยน แต่หนูก็รู้สึกว่าในเมื่อหนูจ่ายเงินไปเรียนแล้ว หนูก็อยากได้สิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองมากกว่า เพราะคุณครูหลายคนก็บอกว่า การเปลี่ยนคุณครูไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดหรือแปลกอะไร หลายๆ คนก็เปลี่ยน คุณครูเขาก็เข้าใจว่าการสอนเขาไม่ได้เข้ากับนักเรียนทุกคน
ชอบวิชาไหนที่สุดคะ?
Presentation ค่ะ ด้วยความที่มันเป็นคลาสกลุ่ม แล้วก็มีเพื่อนหลายเชื้อชาติ ซึ่งทุกคนในห้องตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปเรียน คือหนูเรียน Presentation ทั้งตอนอยู่ ESL และ Power Speaking เป็นกลุ่มเดิม ก็เลยค่อนข้างสนิทกันเร็วมาก ๆ แล้วก็จริง ๆ พรีเซนต์เนี่ยบางคนอาจจะไม่ชอบ เพราะมันต้องคิดเนื้อเรื่องแล้วก็ต้องออกไปพูดหน้าห้องคนเดียว แต่ทุกคนรู้สึกสบายใจในการ discuss กัน ตอบคำถามเพื่อน แล้วก็ถามคำถามกัน คุณครูก็เป็นกันเองด้วยค่ะ เราอาจจะไม่ชอบเนื้อหาที่เรียน แต่เราชอบทุกคนในคลาสเลยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ได้ไม่อยากไปเรียนคลาสนี้ค่ะ
มีการบ้านเยอะไหม?
ถ้าเป็น ESL กับ Power Speaking ที่เรียน ก็ไม่ค่อยมีการบ้านค่ะ ถ้ามีก็อาจจะเป็นแกรมม่าของ ESL แต่ก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น อาจจะแค่ 1 หน้า หรือเราจะไปฝึกเพิ่มเอง ไปฝึกอันไหนที่เราไม่รู้ก็ได้ ด้วยความที่หนูมีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ESL กับ Power Speaking ก็เลยไม่ได้มีการบ้านเยอะ ก็แค่ทำการบ้านตามที่เขาสั่ง แล้วเราอยากจะเรียนรู้อะไรเพิ่ม อยากฝึกฟังเพลงแล้วแปลไหม แล้วแต่เรา หรือดูหนังไหม
แต่ถ้าเป็น TOEIC การบ้านค่อนข้างเยอะนิดนึง เพราะฝึกทำข้อสอบ คุณครูก็ต้องคาดหวังคะแนนเรา เราเห็นคะแนนคนอื่น เราก็จะต้องเหมือนฮึบสู้นิดหนึ่ง เราก็ต้องฝึกตัวเอง ขยันทำข้อสอบ ขยันท่องคำศัพท์ ฝึกฟัง ฝึกอ่านค่ะ
วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เที่ยวบ่อยแค่ไหน?
ไปเกือบทุกสัปดาห์เลยค่ะ ปกติตอนอยู่ที่ไทยหนูเป็นคนค่อนข้างขี้เกียจ ไม่ค่อยอยากไปไหน อยากพักอยู่บ้าน ถ้าจะออกไปหาเพื่อนก็ประมาณเดือนละครั้งสองครั้ง เพราะเพื่อนก็ทำงานกัน หาเวลาตรงกันยาก แต่พอไปอยู่ที่นั่นคือเราไม่ต้องคิดอะไรเลย ไม่มีงานทำ เหมือนกลับไปเป็นเด็กนักเรียน เรียนเสร็จพอถึงวันหยุดก็แค่ออกไปเที่ยว แล้วเพื่อนในกลุ่มหนูด้วยความที่เป็นต่างชาติเยอะ อย่างกลุ่มอื่นอาจจะมีเฉพาะคนญี่ปุ่น เฉพาะคนเกาหลี หรือเฉพาะคนไต้หวัน แต่กลุ่มหนูจะจับกลุ่มมีเพื่อนหลายชาติตั้งแต่แรก เวลาไปไหนก็ไปด้วยกัน เพื่อนก็จะนัดกันประมาณบ่ายสอง เพราะส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นก็ตื่นสาย แล้วก็ออกไปข้างนอก ไปเที่ยว ไปดื่ม แล้วก็ค่อยกลับประมาณนี้ค่ะ ก็เลยกลายเป็นว่าออกไปข้างนอกแทบทุกสัปดาห์ แล้วก็มีบางสัปดาห์ที่ไปเกาะด้วย ไปเกาะแถว ๆ เซบูใกล้ๆ เพราะที่นั่นมีเกาะสวย ๆ เยอะ ก็เหมือนได้มาเที่ยวไปด้วยเลยค่ะ
รวมถึงมีออกไปดื่มบ้าง เวลาออกไปดื่มข้างนอกโรงเรียนก็แค่กึ่ม ๆ ค่ะ เมามากไม่ได้ เพราะถ้าเมาแล้วจะกลับโรงเรียนไม่ได้ค่ะ (หัวเราะ) แล้วก็โรงเรียนก็มีกฎค่อนข้างเข้มงวดอยู่เหมือนกันค่ะ
กฎของ EV เข้มงวดแค่ไหน?
โรงเรียนอื่นหนูไม่แน่ใจนะคะ แต่ถ้าเป็น EV ตอนหนูเห็นเอกสารเกี่ยวกับกฎทุกอย่าง หนูรู้สึกว่าโอเค กฎที่นี่ค่อนข้างเยอะพอสมควร ด้วยความที่เขาค่อนข้างซีเรียสเรื่องการเรียน แล้วก็มีนักเรียนที่เป็นวัยรุ่นอายุไม่ถึง 18 ปีอยู่ด้วย อย่างเช่นเรื่องเคอร์ฟิวค่ะ เคอร์ฟิวของน้องอายุไม่ถึง 18 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 3 ทุ่ม ซึ่งในกลุ่มหนูก็มีเด็กเหมือนกัน บางครั้งพอไปกินข้าวเสร็จ เราก็ต้องจอง Grab รีบพาน้องกลับมาส่งก่อน ถ้าใครอยากไปดื่มต่อก็สามารถไปต่อร้านใกล้ ๆ EV ได้ค่ะ
แล้วก็เรื่องการสูบบุหรี่ เค้าจะมี smoking area กำหนดไว้ชัดเจน คนที่สูบก็ต้องสูบในโซนนั้นเท่านั้น ห้ามไปสูบในพื้นที่อื่น ส่วนแอลกอฮอล์ห้ามนำเข้าโรงเรียนเด็ดขาดค่ะ แล้วก็ห้ามเมา คือเหมือนสามารถดื่มได้ แต่ถ้าเมาในระดับที่อาละวาด เดินไม่ได้ หรือคลานเข้าโรงเรียน อะไรแบบนี้ก็น่าจะโดนลงโทษ หรืออาจจะโดนให้ไปทำ self study เพิ่มค่ะ
อาหารที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?
อาหารส่วนใหญ่เขาจะอิงตามจำนวนนักเรียนในโรงเรียนเลยค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ก็จะสลับ ๆ กันไปในแต่ละสัปดาห์ แล้วก็มีอาหารฟิลิปปินส์บ้าง แน่นอนว่าไม่มีอาหารไทยอยู่แล้วค่ะ เพราะเป็นชนกลุ่มน้อยค่ะ รวมถึงจะมีอาหารอาหรับ (ฮาลาล) ที่จะมีจัดแยกไว้สำหรับนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลามค่ะ
ถ้าเป็นของนานาชาติ ที่เป็นญี่ปุ่น เกาหลี จีน ก็กินได้ค่ะ บางมื้อก็โอเค รสชาติดี แต่รวมรวมส่วนใหญ่ ด้วยความที่หนูเป็นคนชอบกินเผ็ด และก็กินอาหารรสจัด แต่ประเทศอื่นเขาไม่ค่อยกินเผ็ดเนาะ มันก็จะเบสด้วยความจืด ก็ไม่ถูกปากเราแหละ แต่ถ้าเราอยากประหยัดเงินเราก็ต้องกินค่ะ หรือบางมื้อบางวันหนูอยากกินอาหารไทยหนูก็สั่งออเดอร์ Grab มา ราคาข้าวกะเพราที่นั่นประมาณ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 150 -160 บาทอะค่ะ ซึ่งค่อนข้างแพงเหมือนกัน
สภาพแวดล้อมเมืองเซบูเป็นยังไงบ้าง?
ร้อนค่ะ ค่อนข้างเหมือนประเทศไทยเลย แต่ด้วยความที่หนูอยู่เชียงใหม่ ก็จะได้สัมผัสอากาศหนาวบ่อย พอไปอยู่ที่เซบูเลยรู้สึกว่ามันคล้าย ๆ ภูเก็ตบ้านเรา เพราะเป็นอากาศร้อนชื้น จะมีแค่ร้อนกับฝน แล้วช่วงที่หนูไปก็เป็นหน้าฝนด้วย ฝนตกบ่อยมาก แล้วช่วงประมาณธันวา ที่ไทยอากาศเริ่มหนาวแล้ว อย่างที่บ้านหนูที่เชียงใหม่ แม่ก็บอกว่าหนาวมาก แต่ที่เซบูก็คือยังร้อนทุกวันเหมือนเดิม จนรู้สึกอยากสัมผัสอากาศเย็นบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหานะคะ เพราะส่วนใหญ่เวลาอยู่ในโรงเรียนอากาศก็ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ออกไปข้างนอก เพราะข้างนอกแดดแรงค่ะ
ประสบการณ์ช่วงที่เจอไต้ฝุ่นระหว่างเรียน?
ถ้าวันที่มีไต้ฝุ่น เขาจะประกาศให้หยุดเรียนทั้งวันเลยค่ะ อย่างตอนที่กำลังเรียนอยู่ คุณครูก็จะบอกล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้จะมีไต้ฝุ่นเข้า แล้วก็จะมีประกาศติดบอร์ดแถวล็อบบี้ว่าเราจะหยุดทั้งวัน ซึ่งถ้ามีแพลนจะออกไปไหน เขาก็จะแนะนำว่าไม่ควรออกไป เพราะคนข้างนอกเองก็ไม่ค่อยอยากขับ Grab หรือออกมาทำงาน เขาก็อยากอยู่บ้านเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว วันนั้นทุกคนก็จะอยู่แต่ในโรงเรียน ทำ self study กัน บางคนก็ไปห้องสมุด บางคนก็อ่านหนังสืออยู่ในห้อง ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นอะไรน่าเบื่อนะคะ เพราะไม่มีอะไรทำเลย ออกไปข้างนอกก็ไม่ได้ แล้วบางครั้งอินเทอร์เน็ตก็ไม่ค่อยดี ขัดข้อง เพราะพายุด้วยค่ะ แต่ทางโรงเรียนก็มีเรียนชดเชยให้ โดยถ้าใครอยากเรียนสามารถไปชดเชยในวันเสาร์-อาทิตย์ได้ เป็นคลาสแบบ optional ค่ะ
ช่วงที่ไต้ฝุ่นเข้าก็ไฟดับตั้งแต่กลางคืน จนถึงครึ่งวันเช้า ตอนกลางคืนลมแรงมาก แล้วก็ตีหน้าต่างทั้งคืน ทำให้หนูนอนไม่ค่อยหลับ เพราะไม่เคยเจอไต้ฝุ่นมาก่อน ก็เลยกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นไหม แต่โครงสร้างโรงเรียนค่อนข้างแข็งแรงค่ะ แค่เสียงลมกับแรงกระแทกที่หน้าต่างทำให้ตื่นบ่อย พอตื่นมาก็ได้ยินเสียงลมก็เลยยิ่งกลัว ตื่นเช้ามาไฟก็ดับ ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้ ก็เลยยิ่งรู้สึกเบื่อนิดนึง สุดท้ายก็ได้นอน แล้วพอตอนบ่ายอินเทอร์เน็ตกลับมา ก็ใช้ได้ตามปกติค่ะ
เล่าประสบการณ์แผ่นดินไหวระหว่างเรียน?
ตอนที่เหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นคือช่วงก่อนที่หนูจะเดินทางมาเซบู พอเห็นข่าวก็รู้สึกกังวลเหมือนกัน เพราะเหมือนเซบูเป็นศูนย์กลางแล้วก็ไหวค่อนข้างแรงด้วย ไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัยไหม เลยทักไปถาม KPG ว่าโรงเรียนโอเคไหม ปลอดภัยดีไหม แต่พอไปถึงแล้วก็ไม่คิดว่าจะเจอแผ่นดินไหวติดกันในสัปดาห์นั้น ซึ่งมันเกิดห่างกันไม่นาน ตอนนั้นกำลังเรียนอยู่แล้วรู้สึกได้ว่ามันสั่น ก็เลยถามคุณครูว่ามันสั่นหรือเปล่า ตอนแรกเขาก็ยังไม่รู้ แต่พอออกไปดูข้างนอกก็เห็นว่าทุกคนออกมายืนข้างนอกกันหมดแล้ว โรงเรียนก็เลยประกาศให้ทุกคนลงไปอยู่ที่โถงด้านล่างเพื่อความปลอดภัย พอโรงเรียนตรวจเช็กแล้วว่าไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีการสั่นต่อ ก็กลับขึ้นไปเรียนได้ตามปกติค่ะ
ประทับใจกับการจัดการและการดูแลของทางโรงเรียนไหม?
ก็ประทับใจนะคะ เพราะโรงเรียนก็มีการประกาศชัดเจน คุณครูก็ไม่ได้เหมือนจะทิ้งเรา เขาคอยดูแลความปลอดภัยให้เรา ตอนแรกหนูก็ถามคุณครูว่าปกติที่นี่แผ่นดินไหวบ่อยไหม เพราะเราไม่เคยมาฟิลิปปินส์ เราไม่รู้ว่าเขาไหวบ่อยแค่ไหน เขาก็บอกว่านานมากแล้วที่ไม่ได้เจอแผ่นดินไหว แล้วก็บังเอิญมาเกิดช่วงที่หนูไปพอดี หนูก็งงเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นช่วงนั้น เพราะเขาบอกว่าปกติมันไม่เคยไหวแรงขนาดนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นแค่อาฟเตอร์ช็อกเล็ก ๆ แล้วก็ไม่ได้เหมือนญี่ปุ่นหรือไต้หวันที่ไหวบ่อยมาก ของฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะสั่นเบา ๆ แต่ตอนที่หนูไปคือสั่นแรง แล้วก็มีอยู่วันหนึ่งที่เกิดตอนประมาณเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง ตอนนั้นตกใจมาก เพราะหนูนอนอยู่แล้ว นอนกับรูมเมทสองคน พอรู้สึกว่าเตียงสั่นก็รีบปลุกเพื่อนว่าแผ่นดินไหว แล้วก็พากันวิ่งลงไปข้างล่าง ก็เห็นทุกคนใส่ชุดนอนวิ่งลงมากันหมดแล้ว แล้วก็รอจนกว่ามันจะสงบ แต่พอถามเพื่อนญี่ปุ่นกับไต้หวัน เค้าค่อนข้างชิลล์มาก บางคนยังอยากกลับไปนอนต่อเลย แต่หนูเป็นคนไทย ไม่เคยเจออะไรแบบนี้บ่อย ก็เลยตกใจและกลัวนิดหนึ่งว่าตึกจะถล่มหรือเปล่า เพราะเราก็ไม่ได้มั่นใจเรื่องโครงสร้างตึกที่นี่มากเท่าไหร่ค่ะ
เจ้าหน้าที่โรงเรียนดูแลดีไหม?
EV มีเมเนเจอร์คนไทยที่นั่นเป็นพี่ส้มค่ะ เวลามีเรื่องอะไรหนูก็เข้าไปหาพี่ส้มตลอด ไม่ได้ไปคุยกับคนอื่น พอมีเมเนเจอร์ไทยมันก็เลยสะดวกทุกอย่างค่ะ พี่ส้มดูแลดีมากกก พอหนูไม่สบาย ปกติอยู่ที่ไทยไม่ได้ป่วยง่ายนะคะ แต่ฟิลิปปินส์พอไปอยู่กับคนเยอะๆ มันก็ค่อนข้างจะติดเชื้อหรือติดไข้กันง่าย พี่ส้มก็แบบช่วยไปคุยกับคุณหมอให้ แนะนำเรื่องการซื้อยา ก็ดูแลดีมากค่ะ ซึ่งมีช่วงหนึ่งที่พี่ส้มกลับมาที่ไทย เขาก็บอกว่า เดี๋ยวเขาจะไม่อยู่ที่ฟิลิปปินส์ ระยะเวลาเท่าไหร่ แล้วสามารถติดต่อที่ Windows ได้ หรือติดต่อเมเนเจอร์ชื่อนี้ ชื่อนี้ได้ เขาจะช่วยดูแลเราให้ ก็รู้สึกมันไม่ได้เป็นปัญหาเลย เพราะว่า พอเราเริ่มสื่อสารได้ เราก็คุยกับเมเนเจอร์เป็นภาษาอังกฤษได้ มันก็เหมือนฝึกให้เราเอาตัวรอด ในเมื่อเราไม่มีคนไทยคุยด้วย เราก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ ก็เหมือนอยู่ในกลุ่มเพื่อนอะค่ะ คือเพื่อนเค้าก็คุย บางครั้งเค้าก็คุยภาษาเดียวกัน เราก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ในสถานการณ์แบบนั้น มันก็เหมือนทำให้เราแบบโตขึ้นด้วยค่ะ
เล่าเรื่องเพื่อนหน่อย?
ขอเล่าเรื่องรูมเมทก่อน หนูนอนห้องสองคน แต่ว่าหนูมีรูมเมททั้งหมด 5 คน เพราะไปช่วงแรก ไปอยู่แค่ 1 สัปดาห์ แล้วก็ต้องย้ายห้อง แล้วก็เจอรูมเมทคนใหม่ เขาก็เหมือนอยู่แค่อีก 2 สัปดาห์ เขาก็จะกลับแล้ว แล้วก็เหมือนเจอคนที่แบบอยู่ระยะเวลาสั้นๆ บางคนก็มาแค่แบบ 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนค่ะ ก็เลยต้องเจอรูมเมทใหม่เรื่อยๆ ตอนแรกก็คิดอยู่ว่า มันจะเป็นปัญหาหรือเปล่า เพราะเราต้องปรับตัวกับคนใหม่เรื่อยๆ แต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาค่ะ เพราะทุกคนก็ค่อนข้างเป็นกันเอง แล้วก็ใจดีมากๆ ในการที่อยู่ร่วมกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เพราะฟังจากเพื่อนบางคนเขาก็มีปัญหากับรูมเมทบ้าง เรื่องแอร์ เรื่องเวลานอน
ไม่แน่ใจว่าคนไทยคนอื่นเป็นไหม แต่ว่าเพื่อนหนูที่นี่ส่วนใหญ่ เขาบอกว่าพอเขาเจอหนูแล้ว เขารู้สึกเหมือนคนไทยใจดีมากเลย พอเขาเห็นเรายิ้มหรือแบบพูดกับเขาแบบเฟรนด์ลี่มากๆ เขาก็ยิ้มกลับให้เรา แล้วเขาก็บอกว่า คนไทยดูใจดีมากเลย และก็ยิ้มตลอดเวลา พอไปอยู่กับเพื่อน เพื่อนญี่ปุ่นก็บอกว่าภูมิใจในตัวเธอมากที่สามารถอยู่ได้ในท่ามกลางคนที่พูดภาษาไทยไม่ได้เลย คือบังคับตัวเองให้ต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น แล้วก็ขอบคุณเพื่อนในกลุ่มมากที่เขาไม่ได้แยกออกไปเป็นเฉพาะแบบญี่ปุ่น หรือไต้หวัน แต่เขารู้ว่ากลุ่มเราเป็นแบบกลุ่มนานาชาติ เขาก็จะชวนเรา ชวนชาติอื่นไปด้วยตลอด มันก็เหมือนทำให้เราแบบฝึกกับเพื่อนได้เรื่อยๆ ไม่ได้แยกกลุ่มกับเขานะคะ เพื่อนค่อนข้างเป็นตัวกระตุ้นที่ดี เพราะวันแรกที่ลงสนามบินปุ๊บ เราก็จะเจอเพื่อนในรถเลย ซึ่งที่เจอจะเป็นไต้หวัน 3 คน แล้วก็เป็นหนู แล้วก็มีญี่ปุ่นมาอีก 2 คน ซึ่งในรถคันนั้นก็คือเพื่อนที่เฟรนด์ลี่กับคนอื่นมากๆ พอเกาะกลุ่มกันได้ปุ๊บ มันเหมือนไปด้วยกันตลอดจนจบ ก็คือวันแรกที่เจอ และวันสุดท้ายที่จบ ก็จบพร้อมกันด้วยค่ะ
แล้วก็ไม่ได้นับด้วยค่ะว่ามีเพื่อนกี่คน เพราะค่อนข้างเยอะอยู่เหมือนกัน ถ้าดูเฉพาะในอินสตาแกรมที่เพิ่มเป็นเพื่อน เพิ่มมาประมาณจากเดิมประมาณ 70 กว่าคนได้ค่ะ ถ้าเพื่อนมาที่ไทยก็คือ ต้องติดต่อหนูได้แค่คนเดียว เพราะเป็นคนไทยคนเดียว ส่วนใหญ่เค้าก็บอกว่าเราเป็นเพื่อนคนไทยคนแรก เพราะคนอื่นแบบสัญชาติอื่นเยอะ
เพื่อนๆใจดีนะคะ ส่วนใหญ่ผู้ชายค่อนข้างสุภาพบุรุษมาก ทั้งไต้หวันทั้งญี่ปุ่น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ก็คือญี่ปุ่นจะเป็นแนวแบบ สุภาพ สุขุมมาก ด้วยความที่เค้าเป็นญี่ปุ่น เขาก็จะมีความเป็นเจนเทิลแมน (gentleman) นิดนึง ไม่ค่อยอยากอะไรทำไม่ดี หรือแบบพูดไม่ดีกับผู้หญิง แต่ไต้หวันค่อนข้างนิสัยคล้ายคนไทยพอสมควรค่ะ
ฟิลิปปินส์ก่อนไป เเละหลังไป?
ก่อนจะไปก็ไม่ได้กังวลเรื่องภาษาค่ะ ว่าจะพูดกับใครไม่ได้ แต่พอไปถึงแล้ว เราก็เห็นแล้วว่า โอเค เราเป็นคนไทยคนเดียว แล้วคนอื่นเขามีเพื่อนกันหมดเพราะเขาพูดภาษาเดียวกัน เราจะเป็นเพื่อนกับคนอื่นได้ไหม เพราะเขาก็จะพูดกับเราไม่ค่อยได้ ถ้าพูดก็ต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่เพื่อนในกลุ่มคือ เขาดีมาก เขาอยากจะฝึกภาษาอังกฤษ เขาก็รวมกลุ่มนานาชาติ มันก็ไม่เป็นปัญหาเลย สำหรับเพื่อน
หลังกลับมาก็บอกเพื่อนแล้วว่า วันสุดท้ายต้องร้องไห้แน่ๆ ก็คือร้องไห้จริงๆ เพราะ 3 เดือนมันค่อนข้างนานมากในการที่อยู่ด้วยกัน มันอยู่ด้วยกันตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ทั้งวัน เราก็ไม่ได้เจอใคร เราก็เจอแต่เพื่อน ไปเที่ยวก็ไปเที่ยวกับเพื่อน เรียนก็เจอกัน เดินสวนกันในห้อง ก็เลยเหมือนผูกพันมากกว่า
ความปลอดภัยในฟิลิปปินส์?
ก็ค่อนข้างได้ยินว่าฟิลิปปินส์จะมีโจรเยอะพอสมควร คุณครูหรือเพื่อนอะไรเขาก็แนะนำว่า ให้ดูแลตัวเองดีๆ ไม่ไปไหนคนเดียว ดูแลกระเป๋าดีๆ เวลาหนูเดินที่ฟิลิปปินส์ข้างทาง ค่อนข้างกังวล หนูจะกุมกระเป๋าตลอดเวลา แล้วก็ดูซ้ายดูขวา เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเราจะโดนชิงกระเป๋าเมื่อไหร่ คุณครูก็บอกว่าถ้าไปดื่ม ไปคลับ จะโดนขโมยกระเป๋าหรือโทรศัพท์ง่ายมาก ด้วยความที่พอเราเมาเราไม่รู้ตัว เขาก็จะมาใกล้เราแล้วก็จะฉกไปเลย แต่หนูก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์นั้นนะคะ เพราะหนูค่อนข้างเซฟตัวเองค่อนข้างดี และก็เพื่อนก็แบบคอยเป็นหูเป็นตาให้ตลอดค่ะ
ไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ปรับตัวยากไหม?
ไม่ยากเลยค่ะ คือถ้าเราแบบกะมาแบบเอ็นจอยกับเพื่อนอยู่แล้ว หรือบางคนอาจจะไม่ได้อยากไปเที่ยวบ่อย อาจจะอยากตั้งใจเรียนก็ได้ อยากใช้ชีวิตแบบ alone ก็ได้ มีเพื่อนเฉพาะในคาบเรียนก็ได้ค่ะ แล้วแต่ว่าเราอยากจะไปเวย์ (way) ไหน แต่รู้สึกว่าปรับตัวไม่ยากเลย เพราะคนส่วนใหญ่เป็นเอเชียด้วย วัฒนธรรมค่อนข้างคล้ายกัน อะไรต่างๆ เหมือนจูนกันง่ายค่ะ มันก็ทำให้เหมือนเข้าใจกันง่าย ความคิดคล้ายๆ กัน มันก็เลยไม่ต้องปรับอะไรมากค่ะ
การดูแลของ KPG Learn เป็นยังไง?
รู้สึกว่าดีมากเลยค่ะ เพราะว่าค่อนข้างให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา แล้วก็ให้ข้อมูลเยอะพอสมควร เห็นภาพที่นั่นว่าเป็นยังไงบ้าง คอร์สเรียนเป็นยังไงบ้าง เวลาตอบคำถามอะไรกันก็ค่อนข้างกระชับและเร็วด้วย ทำให้เราไม่กังวลเรื่องข้อมูลที่จะไปเรียนที่นั่นค่ะ
สำหรับ EV Academy อะค่ะ คะแนนเต็ม 10 ให้เท่าไหร่ดี?
ถ้าเต็ม 10 ให้ 9 ละกันค่ะ ถ้าหัก 1 คะแนน ทุกคนน่าจะคิดเหมือนกันก็คือ อาหาร (หัวเราะ) เพราะว่าอาหารไม่ถูกปาก ด้วยความที่มันไม่มีรสจัดจ้าน หรือความคนไทย มันก็หายไปหมด หนูก็ถามเพื่อนญี่ปุ่นกับเกาหลี และไต้หวันนะคะว่า อร่อยไหม เขาก็ไม่อร่อยเหมือนกัน (หัวเราะ) ด้วยความที่เป็นฟิลิปปินโนด้วย มันก็เลยอาจจะไม่ได้ถูกปากทุกอย่าง ส่วนใหญ่เพื่อนก็จะชวนไปกินข้างนอกถ้ามีโอกาสค่ะ
ถ้าปรับปรุงก็เรื่องอาหารนี่แหละค่ะ คือมีเพื่อนไต้หวันหนูคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาค่อนข้างจะป่วยง่าย แล้วเขาก็ค่อนข้างอยากจะเซฟตัวเองเวลากินอะไร แล้วเขาบอกว่าเข้าโรงพยาบาลที่นั่น 4 รอบ ภายใน 3 เดือน ทั้งมีไข้ด้วย เป็นไข้หวัดด้วย และก็อาหารเป็นพิษด้วย ซึ่งเขาบอกว่าน่าจะมาจากอาหาร EV ซึ่งหนูก็ตอนแรกหนูก็ไม่แน่ใจว่าจะเปน EV หรือข้างนอกหรือเปล่า แต่หนูได้ยินจากหลายๆ คน เขาก็เหมือนอาหารเป็นพิษในช่วงเดียวกัน ในช่วงที่เพื่อนหนูเป็นด้วยหลายๆ คน ก็เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นที่ EV ด้วย ก็เลยอยากจะแบบให้เขาพิถีพิถันในเรื่องความสะอาด และปรับปรุงรสชาตินิดนึง ก็ดีค่ะ แต่ด้วยความที่กระเพาะคนไทยเราแข็งแรง ก็เลยไม่ได้เป็นอะไรค่ะ (หัวเราะ)
ในฐานะคนที่เรียนมาแล้ว 3 เดือน อยากฝากอะไรถึงถึงคนที่ยังลังเลไหม?
ก็รู้สึกว่าตัดสินใจถูกที่มาที่นี่ เพราะตอนแรกค่อนข้างลังเลอยู่ค่ะ ว่าเราก็ไม่รู้ว่าเราจะไปเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี แต่พอพี่ชายเขาเหมือนหาข้อมูลมาให้หมดแล้วว่า โอเค เอเจนซี่ที่นี่ แล้วก็เมืองนี้ แล้วก็ไปเลือกสถาบันเอาเองเลย มันก็เหมือนเรามาเจอโลกใหม่ที่เหมือนกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง ที่เราอาจจะไม่ได้ทำแบบนั้นได้อีกแล้ว เพราะว่าพอเรากลับมาเป็นนักเรียน EV ด้วยความที่เขาเรียนเข้ม เค้าเรียนทั้งวัน 10 คาบค่ะ เราก็ต้องโฟกัสเฉพาะการเรียนเท่านั้น เราจะเรียนไปเล่นไปเหมือนเด็กไม่ได้ ค่อนข้างจริงจังนิดนึงแล้วเราก็มาเจอเพื่อนใหม่ๆ ที่เป็นต่างชาติ
ซึ่งตั้งแต่เกิดมาคือมีเพื่อนต่างชาติน้อยมาก เพราะไม่ค่อยได้เรียนอะไรที่มันแบบเป็นการรวมต่างชาติเท่าไหร่ แต่พอมาที่นี่เราเจอเพื่อนต่างชาติเยอะมาก อายุเท่ากันบ้าง น้อยกว่าบ้าง มากกว่าบ้าง มันเหมือนเป็นประสบการณ์ให้เราเหมือนเรียนรู้วัฒนธรรมเขา พอมีเพื่อนต่างชาติเยอะ เขาก็สอนภาษาเรา เราก็สอนภาษาให้เขา บางคำเราก็พูดได้เพราะเพื่อนสอนมาค่ะ
แล้วเพื่อนก็บอกว่า โอเค เดี๋ยวถ้ามาที่ญี่ปุ่นหรือไปที่ไต้หวัน ส่งข้อความบอกเขาด้วยนะ เขาจะพาไปกินอาหารอร่อยๆ แล้วหนูก็เลย โอเค มีไกด์แล้ว ก็คือไปประเทศไหนก็ไปหาเพื่อนได้ ถ้าเพื่อนมาที่นี่ เราก็ต้องเป็นไกด์ให้เขาได้ ก็รู้สึกเหมือน 3 เดือนมันเป็นระยะเวลาแค่สั้นๆ ที่อาจจะแค่แบบเป็นช่วงสั้นๆ ไม่ได้มีอะไรมาก แต่ว่ามันได้ทั้งไปเรียนภาษาอังกฤษ เพิ่มสกิลให้ตัวเองด้วย ทำให้รู้จักคนมากขึ้น
และบางครั้งจากที่เราคิดอยู่ในโลกแคบๆ ว่าอนาคตทำงานเราจะทำอะไรดี ณ ตอนนั้น แต่พอเรามาเจอเพื่อน เรามาเจอโลกใหม่ๆ มันเหมือนเปลี่ยนความคิดเราเหมือนกันว่าเราควรไปในทางไหนดี เพราะบางครั้งทางที่เราคิดตอนแรกมันอาจจะแบบเป็นแค่ข้อมูลเล็กๆ แคบๆ ที่จริงๆ แล้วเราสามารถไปได้ไกลกว่านี้ไหม พอเราเห็นเพื่อนที่เขามีความฝันเหมือนกัน หรือคนที่เขาพยายามบอกว่า เดี๋ยวเขาจะไปเรียนที่นี่นะในอนาคต หรือเขาจะไปอยู่ที่นี่ มันก็เหมือนฉุดความคิดเราว่าบางทีเราอาจจะสามารถไปได้ไกลกว่านี้เหมือนกัน ที่ไม่ใช่แค่จุดที่เราคิดเล็กๆ มาก่อน มันก็เหมือนทำให้เราโตขึ้นด้วยค่ะ ประสบการณ์ต่างๆ มันก็เหมือนสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมองโลกให้กว้างขึ้นค่ะ


