[รีวิว] เรียนหลักสูตร ESL และ IELTS 6.0 Guarantee ที่ SMEAG CAPITAL CAMPUS โดยคุณออม

รีวิว เรียนหลักสูตร ESL และ IELTS 6.0 Guarantee ที่ฟิลิปปินส์
ระยะเวลา 18 สัปดาห์ (13 April 2025 – 16 Aug 2025)
กับสถาบัน SMEAG CAPITAL CAMPUS โดยออม

ทำไมถึงสนใจไปเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์?

ตอนที่เลือกไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ เพราะว่าอย่างแรกก็คือค่าเรียนถูกค่ะ ก่อนที่จะเลือกก็พยายามขอข้อมูลจากหลาย ๆ เอเจนซี่เหมือนกัน แล้วก็จากหลายประเทศ ทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และฟิลิปปินส์ค่ะ จริง ๆ แล้วถ้ามองแค่ค่าเรียน มันไม่ได้ต่างกันเยอะค่ะ แต่ว่าพอมองถึงค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าเรียน อย่างเช่นค่ากิน ค่าอยู่ ค่าที่พัก พอคำนวณแล้ว ในประเทศอื่นมันไม่สามารถควบคุมได้ว่าค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ มันอาจจะเกินงบที่เราเตรียมไว้ ก็เลยเป็นส่วนหนึ่งที่เลือกฟิลิปปินส์ด้วยค่ะ

อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของตารางการเรียนค่ะ เท่าที่เช็กมาในประเทศอื่น จะเรียนแค่ครึ่งวัน ต่อให้เป็นคอร์ส IELTS หรือคอร์สเตรียมสอบ ก็จะเรียนแค่ครึ่งวัน หรือครึ่งวันเช้าแล้วก็บ่ายอีกนิดหน่อยประมาณนี้ค่ะ แต่ตารางเรียนของที่ฟิลิปปินส์จะเรียนทั้งวัน ตอนนั้นเรามองว่าภาษาอังกฤษเรายังไม่ได้ดีมาก เราก็เลยคิดว่าอยากได้ช่วงเวลาการฝึกเยอะ ๆ ค่ะ

เคยเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนมาก่อนไหม?

ก่อนมาครั้งนี้ เรามีสมัครคอร์สออนไลน์บ้าง ซึ่งก็สมัครกับของ KPG เหมือนกัน แต่ก็เรียน ๆ หยุด ๆ ไม่ได้โฟกัสมาก เราคิดว่ามันช่วยเราได้ส่วนหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่าเราได้ฝึกสำเนียง ได้ฝึกการพูด การออกเสียงมาก่อนที่จะมาเข้าคลาสสำหรับคอร์ส IELTS เรามองว่ามันยากมาก ถ้านักเรียนพูดไม่ได้ คำว่าพูดไม่ได้คืออย่างน้อยเขาควรจะสื่อสารได้ว่าเขามีปัญหาอะไรค่ะ

เป้าหมายของการไปเรียนภาษาในครั้งนี้?

เหมือนตอนแรกของเราไม่ได้อยากได้คะแนนอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเราก็อยากได้คะแนนระดับ B1 หรือ B2 ถึงจะบอกว่าไม่ได้อยากได้ ก่อนหน้านี้เราเรียน ESL แล้วเรารู้สึกว่า ESL มีแค่ 2 ชั่วโมงในการเรียนตัวต่อตัว แล้วต้องโฟกัส 4 ทักษะ ซึ่งน้อยเกินไป มันสนุกนะคะ คอร์สไม่เครียด มี Special Class นู่นนี่นั่น แต่ว่ามันน้อยเกินไปที่จะพัฒนาเราในระยะเวลาสั้น

พอเปลี่ยนมาเป็น IELTS เราสามารถโฟกัส 4 ทักษะได้ แล้วเราไม่อยากให้คิดว่ามันเป็นการเรียนเพื่อสอบอย่างเดียว เราได้เรียนรู้เทคนิคในการสอบก็จริง แต่อีกส่วนหนึ่ง ในระหว่างที่เราเรียนรู้เทคนิคพวกนั้น เราได้ฝึกการอ่านจริง ๆ ฝึกการฟัง แล้วก็ฝึกการพูดจริง ๆ จากตัวอย่างในข้อสอบ ซึ่งมันช่วยให้ทักษะภาษาอังกฤษพัฒนา

รวมไปถึงตัวคอร์ส IELTS คำศัพท์มันกว้างกว่า ESL ค่อนข้างเยอะ แทบจะเทียบกันไม่ได้เลย เหมือนเราเคยเรียน ESL แล้วพอเปลี่ยนมาเป็น IELTS บางคำศัพท์ที่เป็นคำศัพท์วิชาการ หรือคำศัพท์ใน IELTS จะใช้คนละแบบกันเลยกับ ESL แต่ ESL ยังไงเราว่าเราก็จะพูดได้ หลังจากปรับพื้นฐานจาก ESL แล้ว ก็ควรลองเปลี่ยนมาเป็นคอร์ส IELTS หรือคอร์สเตรียมสอบอื่นๆ เพื่อให้ได้ระดับคำศัพท์ที่มากขึ้นในการใช้งานค่ะ

ทำไมถึงเลือกสถาบัน SMEAG Capital Campus?

ตอนแรกเราก็ถามทุกที่ รวมไปถึงเรามีเพื่อนที่เคยไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ช่วงปิดเทอม เขาไปเรียนมาแค่เดือนสองเดือน แต่ไปเรียนคนละสถาบันกับเรา แล้วเราก็เอาข้อมูลตรงนั้นมาเปรียบเทียบ รวมไปถึงข้อมูลที่ได้จากทางเอเจนซี่ด้วยค่ะ อย่างแรกเราดูเรื่องงบประมาณก่อน แล้วอย่างที่สองเราก็เช็กเรื่องของตารางการเรียน แล้วอย่างที่สามเราดูเรื่องความน่าเชื่อถือ เราก็ได้ข้อมูลจากทาง KPG ระดับหนึ่ง แต่ว่าก็ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเองด้วยว่ารีวิวต่าง ๆ เป็นยังไง

ซึ่งต้องบอกว่าข้อมูลนี้มันก็เป็นเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้อาจจะไม่ได้ต่างกันเยอะ เหมือนช่วงนั้น SMEAG ค่อนข้างเด่น เพราะเขาเป็นศูนย์สอบ IELTS ตอนแรกเราเลือกเรียน ESL แต่ก็มองเผื่อว่าอาจจะเปลี่ยนไปเรียนคอร์สเตรียมสอบในอนาคตด้วย แล้วตอนนั้นเขาก็เป็นหนึ่งในเจ้าแรก ๆ ที่มีคอร์สการันตีคะแนน เราก็มองว่าถ้าเขากล้าการันตี แล้วกล้าเสนอเรียนเพิ่มให้อีก 1 เดือนถ้าไม่ได้คะแนนตามเกณฑ์ที่โรงเรียนตั้งไว้ มันหมายความว่าเด็กที่เรียนส่วนใหญ่น่าจะต้องได้คะแนนจริง เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะกล้าการันตีถ้าไม่มีผลลัพธ์จริง อันนั้นก็เลยเป็นอีกหนึ่งเหตุผลด้านความน่าเชื่อถือที่ทำให้เราเลือกโรงเรียนนี้ค่ะ

แต่จริง ๆ ประเด็นหลักของเราก็คือเรื่องตารางเรียน กับรูปแบบคอร์สเรียนที่เรารู้สึกว่าถ้าเทียบกับที่อื่นแล้ว ที่นี่ดูคุ้มที่สุดกับค่าเรียนที่เราจ่ายไปค่ะ

หลักสูตร IELTS 6.0 Guarantee เป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับตัวหลักสูตรจริง ๆ เท่าที่เราไปเรียนมา เรามองว่ามันดีนะคะ แต่ว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับคนที่ไม่มีพื้นฐานและไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับ IELTS เลย หรืออาจจะแค่แบบเราเคยสอบ IELTS มาก่อน แต่ว่าแค่ไปสอบ เราก็จะรู้แค่ว่าข้อสอบประมาณไหน แต่ไม่เคยไปนั่งเรียนคอร์สมาก่อนว่า IELTS ต้องเรียนพื้นฐานแกรมม่ายังไงบ้าง ซึ่งก็จะมีความยากเวลาเข้าไปเรียนหลักสูตรของ SMEAG เพราะว่าถ้าเป็นคอร์สที่ไทย เขาจะปูพื้นฐานว่าโอเคเด็กไม่ได้อะไร 1 2 3 4 เขาจะให้สอนใหม่หมดเลย จะเป็นการป้อนข้อมูลไป แล้วหลังจากนั้นคุณก็เอาข้อมูลนี้ไปทำข้อสอบ 

แต่ของ SMEAG จะไม่ใช่แบบนั้น เขาจะเป็นประมาณว่าเขาสอนการทำ แล้วก็ให้เราทำข้อสอบเลย แล้วค่อย ๆ บอกเทคนิคการทำข้อสอบมาทีละนิด อย่างเช่นวิธีการทำข้อสอบอันนี้เราไม่ได้อะไร แล้วเขาก็จะบอกวิธีการวิเคราะห์ หลักการ วิธีคิด หรือแนวทางการเลือกคำตอบ ว่าเราควรทำแบบนี้ แบบนี้ ซึ่งมันเป็นการที่เราได้ฝึก แล้วครูก็มารีวิว แล้วเราก็ฝึกอีกครั้งหนึ่ง มันก็ดี แต่ว่ามันใช้เวลาค่อนข้างนานที่เราจะเก็บทุกอย่างหมด เก็บทุกเทคนิคที่ครูให้ทั้งหมด

ซึ่งครูแต่ละคนก็มีวิธีการสอนไม่เหมือนกัน มันเลยทำให้ระยะเวลาการเรียนกับการได้เทคนิคการทำข้อสอบของแต่ละคนไม่เท่ากัน อย่างของเรา ยกตัวอย่างคลาส Reading ครูสอนค่อนข้างเร็วมาก คือครูพูดเร็ว เราตามทัน และเราคิดว่าเด็กในห้องก็ฟังทันอยู่แล้ว ก็เป็นผลดีกับเราด้วยที่เขาพยายามให้เทคนิคการทำข้อสอบเราได้ทั้งหมด

แต่เราก็มองว่าถ้าเป็นคนที่พื้นฐานไม่ได้ดีมาก แล้วเข้ามาเรียนคลาสนี้ เขาอาจจะรู้สึกลำบากไปเลย เรียนไม่ได้เลย หรืออาจจะต้องเปลี่ยนคลาสไปเลย ซึ่งอันนี้เราไม่แน่ใจว่าโรงเรียนมีวิธีการคัดเลือกคลาสให้นักเรียนยังไง เพราะคลาสที่เราได้มันไม่ใช่คลาสแรกของเรา เราก็เปลี่ยนมาจากอีกคลาสหนึ่งเหมือนกัน แล้วค่อยมาเข้าอันนี้  เราก็พอรู้อยู่แล้วว่าโอเคครูพูดเร็วนะ แต่เราก็ฟังทัน เพราะฉะนั้นมันเลยไม่มีปัญหา

แล้วที่เราบอกว่าไม่เหมาะสำหรับคนที่มาเริ่มต้น เพราะจะเสียเวลา มันโอเคนะคะสำหรับคนที่มาเริ่มต้นและไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้คะแนนสูง ๆ เช่น 6.5 หรือ 7 หรือ 7.5 ถ้าเขาไม่มีพื้นฐาน มันก็เป็นไปได้อยู่แล้วที่เขาจะได้ 6 หรือ 6.5 ถ้าเขาตั้งใจเรียนมาก ๆ สำหรับคนที่มาเริ่มต้น แต่ก็อาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะว่าเราเข้าเรียนทุกคอร์ส ยกเว้น Special Class เพราะต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมง แล้วกว่าจะจบอีกทีก็ 2 ทุ่มครึ่ง คือเราเหนื่อยมากหลังจากนั้นเราไม่มีแรงแล้ว เรามีแรงพอจะทบทวนบทเรียนประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่หลังจากนั้นเราเหนื่อยแล้วก็เราก็นอน เพราะฉะนั้นมันเหนื่อยสำหรับนักเรียนที่อยากได้คะแนนสูง ๆ แต่มีระยะเวลาไม่เยอะ แล้วก็ไม่มีพื้นฐานค่ะ

เราเลยคิดว่าอยากแนะนำนักเรียนที่จะไปเรียนเหมือนกัน ก็คืออยากให้เขาอย่างน้อย ถ้าสมมุติจะไปเรียน IELTS แล้วคาดหวังคะแนน 6.5 ขึ้นไป ควรเรียนพื้นฐานจากที่ไทยมาก่อน พื้นฐานที่ว่าคือหนึ่ง รีวิวแกรมม่าทั้งหมด เพราะในคลาสเขาจะไม่ได้เน้นแกรมม่า เขาจะสอนแกรมม่าเป็นครั้ง ๆ ที่เขาจับได้ว่าเด็กคนนี้ไม่รู้อะไร แล้วถึงจะทบทวนให้ ซึ่งเหมือนที่เราบอกว่ากว่าเขาจะรู้ว่าเราไม่ได้อะไร จะใช้เวลานาน มันเสียเวลาสำหรับเด็กที่ไม่ได้รีวิวมาก่อน แล้วต้องมาค่อย ๆ รู้ทีละนิด

อีกอย่างก็คืออาจจะไปเรียนพื้นฐานเกี่ยวกับวิธีการทำข้อสอบ IELTS มาบ้างเบื้องต้น แล้วก็อาจจะเคยทำข้อสอบ IELTS มาก่อน ไม่ต้องไปสอบจริงก็ได้ แต่ว่าแค่เคยเห็นข้อสอบผ่านตามาก่อน แล้วค่อยไปเรียนที่นั่น เราคิดว่ามันน่าจะเห็นผลลัพธ์มากกว่า น่าจะมีประสิทธิภาพกับเด็กมากกว่า แล้วเด็กจะเรียนได้เร็วกว่า และน่าจะได้คะแนนสูงกว่าด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องคลาส เราไม่ได้เปลี่ยนคลาสเยอะ แต่เรามองว่ามันขึ้นอยู่กับสไตล์การสอนของครู ตอนแรกเราบอกว่าเรามีปัญหากับครู แต่จริง ๆ แล้วเราเพิ่งมารู้ทีหลังว่าครูเขาก็ไม่ได้แย่หรอก แล้วคำที่เขาพูดบ่อย ๆ มันก็ไม่ใช่คำไม่ดี หรือไม่ได้เอ่ยถึงเรา แต่มันดันมีคำศัพท์ในชื่อเรารวมอยู่ในนั้น เราเลยรู้สึกไม่ดีเวลาเขาสบถคำนั้นบ่อย ๆ

จริง ๆ แล้วครูแต่ละคนก็มีสไตล์การสอนของเขา เราเองก็เคยเรียนกับ Sub-teacher แล้วเรารู้สึกชอบสไตล์การสอนของเขา แต่เราก็ยัง Continue กับครู Writing คนเดิม เพราะเรารู้สึกว่าเรายังได้ข้อมูลจากครูเราไม่หมด ซึ่งเรามองว่าครูช่วยนักเรียนได้เยอะนะ แต่ว่าเหมือนที่เราบอก ถ้ามีพื้นฐานมาก่อน มันจะดีกว่ามาก เพราะเราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทั้งหมดค่ะ

สำเนียงครูฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร?

เราเคยเรียน ESL อยู่ 2 อาทิตย์ แต่พอเป็นคอร์ส IELTS เรามองว่าครูที่สอน IELTS ค่อนข้างพยายามฝึกให้ตัวเองมีสำเนียงมาตรฐาน แทบทุกคนเลยนะคะ จะมีบ้างที่เขาติดสำเนียงของเขา แต่ว่าเรามองว่ามันไม่ใช่ส่วนสำคัญที่มีผลกับเด็ก สำหรับเด็กในระดับที่เข้าไปเรียน แล้วเราก็เชื่อว่าไม่มีทางที่จะติดมาได้ หนึ่งคืออย่างที่เราบอกว่าเขาพยายามฝึกให้สำเนียงเขาเป็นสำเนียงมาตรฐาน เพราะฉะนั้นเราก็จะได้ยินสำเนียงที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว

แต่อีกส่วนหนึ่ง ถ้ากังวลเรื่องว่าจะไปติดสำเนียงฟิลิปปินส์ อันนี้เรามองว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยกับระยะเวลาที่เด็กไปเรียน แล้วอีกส่วนหนึ่งก็จะขึ้นอยู่กับสื่อที่เราเสพด้วย เราไม่ได้เสพสื่อของเขา เราเสพสื่อฝั่งอเมริกัน ฝั่งอังกฤษ เพราะฉะนั้นสำเนียงเราก็จะไปขึ้นอยู่กับส่วนนั้นซะส่วนใหญ่ค่ะ

คอร์ส IELTS ในคลาส Speaking เราไม่ได้รู้สึกว่าครูพยายามช่วยเทรน Pronunciation เรามาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเราได้อยู่แล้ว แต่เวลาเราบอกเขาว่าเราอยากฝึก Pronunciation เขาก็จะช่วยฝึกให้ ช่วยแก้ Pronunciation ให้เรา

โดยรวมคือเราค่อนข้างมั่นใจว่าครูแทบทุกคนมีสำเนียงมาตรฐาน แล้วเด็กจะไม่ติดสำเนียงนั้นแน่นอนค่ะ

เทคนิคการสอนของครูที่เราประทับใจ?

เราคิดว่าเป็นครู Listening ค่ะ เพราะว่าน่าจะเป็นคลาสที่เราประทับใจที่สุดแล้ว รองลงมาก็คงเป็น Writing ค่ะ

คลาส Listening จะเป็น Group Class ซึ่งพอเรียนในห้องเรียนแล้ว เราแทบจะไม่ได้ฝึกอะไรนอกห้องเรียนเลย เราแค่ฟังสื่อ ดูหนัง หรืออะไรแบบใช้ชีวิตปกติโดยที่ไม่ได้พยายามไปฝึก หรือโฟกัสกับ Listening มาก แต่ว่า Listening เราค่อนข้าง Improve แล้วครูไม่ได้แค่สอน พอตั้งแต่เราเริ่มเข้าไปในคลาส เขาจะค่อย ๆ ให้เทคนิคในทุก ๆ ครั้ง หรือค่อย ๆ บอกจุดที่เด็กมีปัญหาตลอด ต่อให้มันเป็น Group Class เขาก็จะพยายามสังเกตเด็กแต่ละคน อันนี้คือคลาสที่เราคิดว่าประทับใจที่สุดในบรรดา 4 ทักษะค่ะ

คลาส Writing ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสนิทกับครูด้วย แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเราไม่มีพื้นฐาน แล้วครูเขาให้ข้อมูล ช่วยเราค่อนข้างเยอะในการเรียนฝึกเขียน เรามองว่ามันก็เป็นการยากสำหรับครูเหมือนกันที่พอเด็กไม่มีพื้นฐานมาเลย เขาก็จะต้องเริ่มตั้งแต่ต้น ตอนแรกเราเรียน เรายอมรับว่า Writing เราไม่เข้าใจเลยในเดือนแรก เรายังงง ๆ เหมือนเข้าใจที่เขาพูด เข้าใจที่เขาอธิบาย แต่เขียนออกมาไม่ได้ แต่ว่าพอผ่านไป 1 เดือน เราเริ่มเข้าใจทั้งหมดแล้วที่ครูสอน เพราะว่าเราได้ข้อมูลครบหมดแล้วค่ะ

IELTS MOCK TEST ที่ SMEAG เป็นอย่างไร?

ตอนแรกเราเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องสอบทุกสัปดาห์ แต่ว่าพอเราไปสอบจริง อันนี้เปรียบเทียบระหว่างสอบจริงกับสอบ mock test ที่โรงเรียนนะคะ ซึ่งจะมีข้อมูลบางอย่างที่เห็นชัดเลย ยกตัวอย่าง Reading ตัว Passage ของข้อสอบที่โรงเรียนกับหนังสือที่เราเรียน จริง ๆ ไม่ได้ต่างกันเลย เนื้อหาและคำศัพท์ค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ว่าความยากของข้อสอบมันโดนจำกัดด้วยเวลา รวมไปถึงการออกแบบคำถามที่แตกต่างจากที่เราฝึก

สมมุติว่าเราเรียน Passage หนึ่ง แต่ว่ารูปแบบคำถามที่ฝึกอาจจะมีแค่ List of Headings หรือ Multiple Choice แต่พอเป็น Mock Test มันจะมีการเปลี่ยนรูปแบบคำถาม ในขณะที่เนื้อหาและคำศัพท์ยังใกล้เคียงกันอยู่ ซึ่งถามว่าพอไปสอบจริง ใกล้เคียงกับที่โรงเรียนไหม เรามองว่า Passage ใกล้เคียงกับที่โรงเรียนเลยนะคะ ก็จะมีบ้างบางหัวข้อที่ใหม่ หรือบางหัวข้อที่ง่ายกว่าที่โรงเรียน เพราะเรารู้สึกว่าข้อสอบที่โรงเรียนค่อนข้างยาก

นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เด็กหลาย ๆ คน รวมถึงตัวเราเอง รู้สึกทรมานกับการสอบ Mock Test ทุกอาทิตย์ เพราะคะแนนไม่ค่อยขึ้นเลย ไม่เคยเกิน 5 หรืออะไรแบบนี้ แต่พอไปสอบจริง กลับได้คะแนนตามที่คาดหวังหรือมากกว่า

หลัก ๆ คือข้อสอบของโรงเรียนมีการออกเเบบโจทย์ที่ค่อนข้างยากกว่าข้อสอบจริง โดยเฉพาะในส่วนของ Reading ส่วน Speaking เราเจอว่าคำถามค่อนข้างใกล้เคียงกับที่โรงเรียนเลย หรือบางคำถามก็เหมือนกับที่โรงเรียนเลย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมันมี 3 พาร์ต แล้วจะมีบางพาร์ตที่ใกล้เคียงกับที่ฝึกมา แต่สำหรับ Speaking เรารู้สึกว่าครูที่โรงเรียนให้คะแนนง่ายกว่า บางครั้งก็ช่วยเราบ้าง พอไปสอบจริง นักเรียนหลายคนคะแนนเลยลดลง แต่ของเราได้เท่าเดิม ส่วน Listening ของ Mock Test ที่โรงเรียนก็รู้สึกว่ายากกว่าเหมือนกัน แต่ก็มีบางพาร์ตที่ใกล้เคียงกับข้อสอบจริง แล้วก็ Writing ของโรงเรียนยากกว่าทั้งหมดเลย พอไปสอบจริงกลับรู้สึกว่าง่ายกว่าหมดค่ะ

เรียน IELTS Guarantee การบ้านเยอะไหม?

เรามองว่าขึ้นอยู่กับนักเรียนและครูค่ะ ถ้านักเรียนไม่อยากได้การบ้านครูเขาก็จะไม่ให้ แต่ของเรา เราอยากได้การบ้านในส่วนที่เป็น Writing เพราะว่าเราไม่มีพื้นฐาน ก็เลยค่อนข้างอยากได้การบ้าน เลยจะบอกว่าการบ้านของเราค่อนข้างเยอะ แต่ครูค่อนข้างใจดีค่ะ มีบางครั้งที่แบบวันนี้เหนื่อยแล้วไม่ทำการบ้านก็ได้ แต่ว่าถ้าถ้านักเรียนทำการบ้านมันเป็นผลดีกับเขานะคะ เพราะว่าเรารู้สึกว่าพอเราเข้าไปในห้อง เราจะไปได้เร็วมาก ซึ่งมันคุ้มกับที่เรามาเรียน เพราะเราจ่ายเงินมาเรียนใช่ไหม ถ้าเราทำการบ้านเราเข้าไปในห้องเรียน เราจะเก็บได้ข้อมูลเราจะเก็บเนื้อหาได้เยอะมากๆ เพราะครูจะให้ข้อมูลแบบให้คำศัพท์เราหรือให้เทคนิคการสอบเราได้ไวขึ้นค่ะ

คาบ Morning Sparta กับ Evening Sparta?

ที่โรงเรียน เขาจะมีคาบเช้า Morning Sparta หรือคาบเย็น Evening Sparta สมมุติเรียนแค่เดือนเดียว หรือเรียน 3 เดือน มันจะเป็นข้อบังคับนักเรียนเข้าเรียนแค่เดือนแรก หลังจากนั้นจะไม่เข้าก็ได้ แต่ของเรา เราแค่อยากรู้ว่าถ้าเราเข้าทุกคาบแล้วคะแนนจะขึ้นไหม ประมาณนี้ค่ะ ไม่อยากมีเหตุผลว่า “เพราะไม่เข้าอันนั้นไง คะแนนเลยไม่ขึ้น” อะไรแบบนี้ เราเลยอยากลองดูว่าถ้าเราเข้าให้ครบทั้งหมดจะเป็นยังไง

เราก็เลยไม่ได้มีเวลาทบทวนเนื้อหาก่อนเรียนขนาดนั้น แต่จริง ๆ มันก็ช่วยนะคะ เพราะอย่างน้อยทุกเช้ามันก็ได้ฝึก คำศัพท์หรืออะไรต่าง ๆ มันก็ผ่านตาอยู่ตลอดค่ะ พอสอบเเล้วคะเเนนได้ตามที่คาดหวัง พอเราสอบเสร็จปุ๊บเราก็ไม่รู้สึกเสียดายที่เราเรียนมาทั้งหมด 4 เดือน เพราะเรารู้สึกว่าเราเรียนคุ้มแล้วค่ะ

วันเสาร์-อาทิตย์ ทำอะไรบ้าง?

เสาร์อาทิตย์ของเราเรามีออกไปเที่ยวบ้างค่ะ เช่น ไปบ้านครู หรือไม่ก็ไปทริปกับเพื่อน ซึ่งทริปกับเพื่อนจริงๆ ก็ไม่ได้หายาก แบบสุดท้ายพอนักเรียนอยู่ๆ ไป เพื่อนๆ ก็จะชวนกันไปเองอ่ะค่ะ เพราะว่าเหมือนบางครั้งพอไปหลายๆ คนมันก็จะแชร์ค่ารถ แชร์ทุกอย่างมันก็จะถูกกว่าค่ะ

เพื่อนๆ ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?

ช่วงที่เราไป อาจจะโชคไม่ดีที่เป็นช่วงที่เด็กนักเรียนญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ แล้วความเป็นเด็กญี่ปุ่นเขาจะค่อนข้างจับกลุ่มกัน เลยทำให้บางครั้งหาเพื่อนค่อนข้างยาก แต่ว่า ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น อาจจะหาเพื่อนออกไปข้างนอก ไปซื้อของอะไรด้วยค่อนข้างยาก ด้วยวัฒนธรรมหรือเขาก็กลัวที่จะพูดภาษาอังกฤษกับต่างชาติเหมือนกัน เราคิดว่าอย่างนั้นนะคะ

แต่โดยรวมแล้ว เรามองว่า หาเพื่อนไม่ได้ยากขนาดนั้นในโรงเรียน แล้วก็มีได้ไปแฮงเอาท์กับเพื่อนบ้าง จริงๆ เราต้องบอกว่า 5 ปีที่แล้วกับตอนนี้ค่อนข้างต่างกัน เราไม่รู้ว่าแต่ละปีมันอาจจะช่วงเวลามันก็ต่างกันด้วยเหมือนกัน ด้วยนักเรียนที่มา ช่วงเวลาที่เราไปอ่ะค่ะเด็กส่วนใหญ่จะเป็นเด็กแบบมัธยมที่เพิ่งเรียนจบจะเข้ามหาวิทยาลัย มีคนในวัยใกล้เคียงกับเราไม่ได้เยอะ ในช่วงแรกๆ มันเลยเหมือนเราก็ปรับตัวเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเหมือนเราก็แก่แล้ว เราก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับน้องเขา แต่ว่าโดยรวมพอเรียนๆ ไปเราก็จะได้ค่อยๆ ปรับตัวได้ รู้ว่าค่อยๆ มีเพื่อน

ซึ่งเพื่อนส่วนใหญ่จะเป็นญี่ปุ่นค่ะ มีเกาหลี มีไต้หวัน มีเวียดนาม ส่วนซาอุดีอาระเบียเราเพิ่งรู้จักกันประมาณ 2-3 อาทิตย์สุดท้าย แต่เป็นเพราะว่าส่วนหนึ่งเราไม่ค่อยได้เข้า Special class ด้วยค่ะ เลยทำให้ไม่ค่อยได้มีเพื่อน แล้วก็ มีคนจีนแต่ว่าจีนค่อนข้างน้อยในช่วงที่เราไปค่ะ

อาหารที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?

อาหารที่โรงเรียนคิดว่าไม่อร่อยเลยค่ะ เหมือนช่วง 2 อาทิตย์แรก เราคิดว่าเราอยู่ได้เพราะว่าทุกอย่างมันใหม่หมด แต่พออาทิตย์ที่ 3 เรารู้สึกว่าไม่ค่อยโอเค แล้วก็เริ่มแย่ขึ้นเรื่อย ๆ เรารู้สึกไม่ค่อยอยากกินข้าวที่โรงเรียน แต่พอประมาณเดือนสุดท้าย เรารู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ หรือเราอาจจะปรับตัวกับอาหารได้แล้วก็ไม่แน่ใจ คิดว่าอาจจะเป็นส่วนนั้นด้วย เพราะเหมือนช่วงแรกเรารู้สึกว่าอาหารบางอย่างมันหวานหมดเลย หรือบางอย่างก็ไม่ใช่เทสคนไทย

แล้วก็เหมือนเขาพยายามทำอาหารไทย แต่ว่าก็ยังไม่ใช่ค่ะ คือคิดว่าอาหารที่เขาทำอร่อยน่าจะเป็นอาหารเกาหลี แล้วก็ที่กินได้ก็จะเป็นพวกนั้นค่ะ

ห้องพักเป็นยังไงบ้าง?

ของเราห้องพักค่อนข้างดีมากเลยค่ะ เราเพิ่งรู้ว่าห้องพัก 3 คนกับ 4 คน ราคาไม่ได้ต่างกันเยอะ แต่ตอนแรกเราอยากลองอยู่หลายคน เพราะอยากมีเพื่อนด้วย แล้วห้องพัก 3 คน เราว่าค่อนข้างสบายกว่าห้องพัก 4 คน เพราะว่าห้องน้ำมีแค่ห้องเดียว

ส่วนเรื่องการปรับตัว อันนี้น่าจะขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะวัฒนธรรมแต่ละชาติไม่เหมือนกัน อย่างของเรา ช่วงที่ไปเด็กญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ แต่เราก็โชคดีที่ได้เพื่อน ได้รูมเมตที่ค่อนข้างหลากหลาย อย่างเราเป็นคนไทย แล้วก็มีทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวันค่ะ แล้วก็มีช่วงที่ย้ายไปอยู่ห้อง 4 คน ก็จะได้ครบเลย ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม แล้วก็ไต้หวันค่ะ

ก็จะมีปัญหาเรื่องระยะเวลาการใช้งานห้องน้ำ เพราะเด็กหลายๆคนที่เรียนตามตาราง ทุกคนก็จะมีเวลาเรียนเดียวกัน ทุกคนก็จะต้องการอาบน้ำ ก็จะต้องตกลงกันเรื่องของเวลาการใช้ห้องน้ำค่ะ จริงๆ ห้องน้ำเขาพัฒนาแล้วนะคะ เพราะ 5 ปีที่แล้วเขาไม่มีสายฉีดชำระ แต่ตอนนี้ก็มีแล้วเหมือนที่ไทย รวมไปถึงผ้าห่มก็ไม่ได้บางแล้ว ผ้าห่มค่อนข้างหนาค่ะ โดยรวมในห้องจะมีปัญหาแค่กลิ่นของท่อน้ำซึ่งน่าจะมีปัญหาแทบทุกห้อง แต่ตอนที่เราอยู่ห้อง 3 คน ก็ไม่ได้มีปัญหาเยอะมาก แต่พอมาห้อง 4 คน อาจจะเป็นเพราะห้องอยู่มุมตึกด้วยมั้งคะ ก็เลยมีกลิ่นขึ้นมาค่อนข้างเยอะค่ะ

ห้อง 4 คนจะใหญ่กว่าห้อง 3 คน แต่เรามองว่าห้อง 3 คน อยู่สบายกว่าห้อง 4 คนค่ะ

เซบู ปลอดภัยไหม?

เราว่าในเมืองเซบูค่อนข้างปลอดภัยนะคะ ต้องบอกว่าโลเคชันของโรงเรียนค่อนข้างปลอดภัย อาจจะเพราะว่าเขาอยู่ในโซนศูนย์ราชการ แล้วก็มีห้าง มีอะไรใกล้ ๆ นักเรียนไม่ได้ต้องไปไหนไกล อย่างเราก็สามารถเดินไปซื้อของ หรือเดินไปพวกร้านฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ ได้ค่ะ ก็จะมีบางโซนที่ค่อนข้างอันตรายอยู่บ้าง แต่สำหรับเรา เราว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่จะมีบางเรื่องที่เราไม่แน่ใจว่าเหตุผลเป็นเพราะอะไร อย่างบางครั้งเราใช้ Jeepney ซึ่งเราได้ข้อมูลจากโรงเรียนว่าไม่ควรใช้ แต่ก็มีเพื่อนญี่ปุ่นหรือเพื่อนเกาหลีที่ใช้เหมือนกัน พอเราใช้จริง ๆ มันค่อนข้างถูกถ้าเทียบกับ Grab ในเมืองค่ะ  

นักเรียนอาจจะต้องรู้วิธีเอาตัวรอดหรือป้องกันตัวเองหน่อย อย่างเช่นไม่ควรพกของมีค่าหรืออะไรที่ดูล่อตาล่อใจเกินไป แล้วก็อาจจะต้องระวังตัวนิดนึง เพราะเวลานั่งบนรถ ไม่มีใครมาคอยเช็กให้ว่าเราทำของตกหรือเปล่า  เรารู้สึกว่าคนขับเขาก็พูดกับเราได้เป็นคำ ๆ เราไม่แน่ใจว่าทำไมเขาไม่พูดภาษาอังกฤษกับเรา เราเลยไม่แน่ใจว่าเขาพูดได้หรือไม่ได้ค่ะ แต่โดยรวมเมืองค่อนข้างปลอดภัยค่ะ

เวลามีปัญหาติดต่อเจ้าหน้าที่ SMEAG ลำบากไหม?

เราคิดว่า Student Manager ค่อนข้างช่วยเหลือเยอะอยู่นะคะ ติดต่อไม่ยาก แล้วก็ค่อนข้างเร็วด้วยค่ะ อย่างเช่นเราเรียน IELTS Computer-based ก็จะมีบางครั้งที่คอมพิวเตอร์มีปัญหา แต่เราก็เข้าใจได้ว่าเขาไม่ได้เตรียมมาเพื่อรองรับเด็กสอบคอมพิวเตอร์เยอะขนาดนั้น พอช่วงหลัง ๆ เหมือนอาทิตย์นี้มีปัญหา อาทิตย์หน้าเขาก็พยายามแก้ให้นะคะ

รวมไปถึงเรื่องในห้องเรียน เราคิดว่าเขาค่อนข้าง Take Action ไว คือเราไม่ค่อยได้คุยกับเจ้าหน้าที่โดยตรง ส่วนใหญ่เวลาแจ้งครู ครูก็จะจัดการให้เลย หรือถ้าเป็น Team Leader ที่เป็นครู เขาก็แก้ให้เลย อย่างเราเคยมีปัญหาเรื่อง Sub-teacher แล้วเราไปแจ้ง Team Leader วันถัดไปเขาก็แก้ปัญหาให้เราเลยค่ะ โดยส่วนใหญ่เราไม่ค่อยได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ในออฟฟิศ จะเป็นการคุยกับครูมากกว่า แล้วครูก็ช่วยจัดการให้เลยค่ะ

การพัฒนาภาษาอังกฤษตลอดช่วงที่เรียนมาให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่?

เหมือนเราให้ตัวเองน่าจะ 7 เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราก็ค่อนข้าง Improve เยอะอยู่เหมือนกันค่ะ อย่างเช่นเมื่อก่อนเราไม่สามารถอ่าน Passage ยาว ๆ ได้ แล้วพออ่านก็ไม่เข้าใจ หรือบางครั้งถ้าเราอ่านโดยพูดไปด้วย หรือฟังไปด้วย เราจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าอ่านด้วยตา หรือแค่สแกน เราจะเข้าใจมากกว่า แต่ว่าตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เหมือนเราสามารถใช้ได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะมีคนพูดมา หรือเราอ่านเนื้อเรื่องเดียวกัน เราก็เข้าใจทั้งหมดค่ะ ซึ่งเราคิดว่ามันค่อนข้าง Improve เยอะอยู่ แล้วก็ในส่วนของคอร์สก็ช่วยเหมือนกัน ตอนแรกเรารู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร พัฒนาค่อนข้างน้อยมาก แต่ว่าพอเรียนจบแล้ว เรารู้สึกว่าก็มีส่วนช่วยในการพัฒนาเราเหมือนกัน ค่อนข้างเยอะอยู่ค่ะ

ฟิลิปปินส์ก่อน และหลังไป?

เพราะเราเคยไปฟิลิปปินส์มาแล้วเมื่อปี 2020 ตอนนั้นอยูได้ 10 สัปดาห์แล้วก็เจอโควิดเลยต้องหยุดเรียนและกลับไทยก่อน พอกลับมาเรียนใหม่เรารู้สึกว่าปีนี้มันพัฒนาขึ้นมากเลย อย่างเช่นเรื่องการซื้อของ เรื่องรถต่างๆ แท็กซี่ การเดินทาง แล้วก็ในตัวเมือง ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้ว แล้วก็ผู้คนจริง ๆ ใจดีมากนะคะ แต่มันจะมีบ้างที่เวลาเราเข้าร้านอาหารหรือเจอกันครั้งแรก เขาอาจจะดูไม่ค่อยเวลคัม หรือไม่ค่อยยิ้ม แต่พอเราเข้าไปถามหรือขอความช่วยเหลือ เขาก็ยินดีช่วย แล้วก็คิดว่าคนที่เราเจอแทบทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือใครก็ตาม ดูพูดภาษาอังกฤษได้หมดเลย ก็เลยไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิต หลัก ๆ น่าจะเป็นเรื่องผู้คนที่ประทับใจค่ะ

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ยังอยากที่จะเลือกไปที่ฟิลิปปินส์เหมือนเดิมไหม?

สำหรับเราก็ยังเลือกไปฟิลิปปินส์เหมือนเดิมค่ะ ถึงแม้ว่าเรามีเเพลนที่จะไปเรียนต่อในประเทศเจ้าของภาษาอยู่แล้ว เราก็ยังเลือกไปฟิลิปปินส์เหมือนเดิม แล้วก็ยังจะแนะนำน้อง ๆ ให้ไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ก่อนเหมือนที่เราบอกว่า ไปเรียนที่นี่ไม่ได้จำเป็นต้องอยู่นานค่ะ เรามองว่าควรจะไปสัก 4–5 เดือน มันเป็นการปรับหู ปรับการใช้ชีวิต ซึ่งพอกลับมาไทย เราไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเยอะขนาดนั้นในชีวิตประจำวัน มันก็จะมีบางช่วงที่เปลี่ยนกลับจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย แต่ตอนอยู่ที่นั่น หลังจากผ่านเดือนแรกไป เราไม่ได้คิดเป็นภาษาไทยอีกแล้ว เราคิดเป็นภาษาอังกฤษ 100% แล้ว หรือบางครั้งเวลาพูดภาษาไทย เรากลับคิดคำเป็นภาษาอังกฤษไปก่อนแล้ว

แล้วเราก็เคยได้ยินจากเพื่อนที่ไปเรียนประเทศอื่นเหมือนกัน เรามองว่าฟิลิปปินส์เรียนหนักกว่าประเทศเจ้าของภาษา แล้วเป็นการปรับพื้นฐานที่ดีที่สุดทั้งในเรื่องเวลาและงบประมาณที่มี เพราะภาษาเป็นเรื่องของการใช้ มันต้องใช้เวลาในการฝึก ต้องมีชั่วโมงบินเยอะ ๆ อยู่แล้ว กว่าจะพัฒนาไปถึงระดับที่สูงขึ้นได้อาจจะต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ฟิลิปปินส์เหมือนเป็นทางลัด ที่ช่วยให้เราได้ฝึกเยอะมากในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วหลังจากนั้นเราถึงค่อยไปประเทศเจ้าของภาษา

พอเราไปประเทศเจ้าของภาษา จะเป็นการไปเอา Pronunciation ไปปรับสำเนียง ปรับ Accent ให้เป็นเจ้าของภาษา ซึ่งเรามองว่าวิธีนี้คุ้มกว่า แล้วก็ดูมีประโยชน์กับเด็กที่ไปเรียนมากกว่า ดีกว่าการที่ไปเริ่มปรับภาษาที่ประเทศเจ้าของภาษาเลย แล้วอยู่ 6 เดือน แต่ว่าพัฒนาค่อนข้างช้า เพราะด้วยรูปแบบคลาสเรียนที่มี ส่วนใหญ่เท่าที่เราได้ยินจะเรียนแค่ครึ่งวัน แล้วอีกครึ่งวันเราอาจจะไม่ได้ใช้ภาษา หรือไม่ได้อยู่กับเจ้าของภาษาขนาดนั้นค่ะ

มีอะไรอยากแนะนำเพื่อนๆ ที่สนใจไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ไหม?

อย่างแรกดูว่าคอร์สที่ต้องการคืออะไร แล้วก็เตรียมพื้นฐานไปก่อนบางส่วน อย่างที่สองคือไม่ต้องอยู่นานเกินไป แต่สำหรับคอร์ส IELTS การันตีมันคือ 3 เดือนก็จริง แต่เราอยากให้อยู่ 4 เดือนหรือมากกว่านั้นหน่อย เพราะว่า 1 เดือนแรกของเรา คือการปรับตัวทุกอย่างเลย ทั้งการใช้ชีวิต การเรียน แล้วก็เรียนรู้พื้นฐานทั้งหมด พอเดือนที่ 2 มันเพิ่งจะเริ่มเข้าใจ เริ่มโอเค เริ่มสนุก มีเพื่อน แล้วก็มีเรื่องอื่น ๆ เข้ามา พอเดือนที่ 3 มันเพิ่งจะเริ่มพัฒนา แล้วเดือนที่ 4 เป็นเดือนที่เรารู้สึกว่าโอเค เราสามารถสรุปทุกอย่างที่เรียนมาได้ แล้วก็โฟกัสกับการเรียนได้จริง ๆ ค่ะ

แต่ถ้าไปแค่ 3 เดือน เรารู้สึกว่ามันยังเป็นช่วงที่กำลังเข้าใจ แล้วจู่ ๆ ก็ต้องกลับแล้ว มันอาจจะน้อยไปหน่อย แต่ถ้ามากกว่า 6 เดือนก็รู้สึกว่ามากเกินไปค่ะ

ทำไมถึงเลือกไปกับ KPG?

ตอนแรกก็ใช้ Google แล้วก็หาว่ามีเจ้าไหนบ้าง แล้วก็หนึ่งในนั้นก็จะมี KPG ขึ้นมาค่ะ อย่างที่สองก็คือ ตอนปีแรก ๆ รู้สึกว่า KPG ไม่ได้เป็นออฟฟิศใหญ่ ถ้าเปรียบเทียบกับเอเจนซี่เจ้าอื่น แต่ประเด็นก็คือเรื่องราคาด้วยค่ะ เท่าที่เช็กมา อย่างแรกข้อมูลที่ KPG ให้มา ราคา KPG ค่อนข้างดีกว่าเจ้าอื่น แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้ต่างกันเยอะค่ะในเรื่องราคา

แต่อย่างที่สองคือ ข้อมูลที่ให้ รู้สึกว่าดูจริงใจมากกว่า ไม่ได้พยายามบังคับให้นักเรียนไปเรียนนานๆ เพราะตอนแรกเราอยากไปเรียน 9 เดือนเลย ซึ่งเราก็ไม่เคยมีประสบการณ์กับประเทศนี้มาก่อน แล้วพี่เจ้าหน้าที่ KPG ก็แนะนำว่า 9 เดือนมันน่าเบื่อเกินไป ลองไปเรียนสัก 6 เดือนดูก่อน ซึ่งตอนแรกเราก็รู้สึกว่า อ้าว..ทำไมพอไปคุยกับเจ้าอื่น เขาดูสนับสนุนให้เราอยู่นานขึ้น คือเราก็อยากอยู่นานขึ้นด้วยส่วนหนึ่ง เพราะตอนนั้นเราก็มองว่าเราอยากใช้เวลาฝึกเพิ่มขึ้นค่ะ

แต่สุดท้ายเราก็เลือกไปแค่ 6 เดือนตามที่พี่เจ้าหน้าที่ KPG เขาแนะนำ ซึ่งพอเราไปอยู่จริง ๆ มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่าถ้าออกไปเที่ยวข้างนอกก็ไปเที่ยวได้ แต่มันก็ไปเที่ยวได้แค่เสาร์อาทิตย์ แล้วตัวเมืองมันไม่ได้มีอะไรเยอะ เวลา 6 เดือนเรายังรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าเบื่อเกินไปสำหรับนักเรียนด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น 9 เดือนมันมากเกินไปจริง ๆ ตามที่พี่เขาแนะนำค่ะ ซึ่งตอนแรกเราก็รู้สึกมีความแย้ง ๆ กับพี่เขานิดนึงว่า ทำไมไม่เสนอเราอย่างที่เราอยากได้ แต่ข้อมูลที่เราได้ เรารู้สึกว่าเขาให้ข้อมูลที่ดูตรงไปตรงมาดี แล้วก็ไม่ได้ดูพยายามจะขายคอร์สมากจนเกินไป ถึงแม้นักเรียนพยายามจะซื้อก็ตามค่ะ

เราก็เห็นด้วยกับพี่เขาค่ะว่า สำหรับการเรียนที่ฟิลิปปินส์ คอร์สมันค่อนข้างหนักจริง แต่ 6 เดือนเราว่ามันก็เยอะพอแล้วสำหรับนักเรียน การใช้ภาษามันดีขึ้นแล้วค่ะ ถ้าเกิดว่าอยากพัฒนาไปมากกว่านี้ก็ต้องไปมองอย่างอื่นอย่างเช่นแบบ การออกเสียงซึ่งมันก็ควรไปเอากับเจ้าของภาษามากกว่า อันนี้ในมุมคนที่ไปเรียนมาแล้วนะคะ

การบริการของ KPG เป็นอย่างไร?

จริง ๆ เราชอบระบบที่แจ้งนะคะ ที่แจ้งว่ามันมีอะไรบ้าง เราอยู่ขั้นตอนไหนแล้วอะไรแบบนี้ค่ะ แล้วก็ข้อมูลที่ให้ก็ค่อนข้างตรง แล้วก็ค่อนข้างอัปเดต ช่วยได้เยอะ อย่างเรื่องตั๋วเครื่องบินที่เจ้าหน้าที่ KPG เตรียมให้ ตอนแรกเราคิดว่าอาจจะไม่ต้องโชว์ตอนผ่าน ต.ม. แต่พอสถานการณ์จริงมันก็ยังต้องโชว์อยู่ แล้วก็เรื่องข้อมูลต่าง ๆ เราคิดว่าเจ้าหน้าที่ตอบค่อนข้างเร็วค่ะ

สำหรับ SMEAG 10 คะแนนเต็มให้เท่าไหร่?

10 คะแนน เราให้ 8 ค่ะ เพราะจะมีบางข้อมูลที่เราเข้าใจได้ว่าเอเจนซี่ไม่ได้ไปเป็นนักเรียนเอง อย่างที่เราเคยบอกไปว่า ตอนแรกเราเจอนักเรียนหลาย ๆ คนที่มีปัญหาคล้าย ๆ กันกับเรา ก็คือเรื่องเกี่ยวกับคลาสเรียนเวลาไปเรียนจริงๆ ที่ SMEAG ข้อมูลที่ทางโรงเรียนให้ ทุกคนก็รับรู้เหมือนกันหมด ว่าคอร์สเป็นลักษณะยังไง เรียนแบบไหน สามารถเริ่มเรียนได้ทุกวันจันทร์ แล้วก็มีสไตล์การเรียนประมาณนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่นักเรียนไม่เคยรู้มาก่อนก็คือ ควรมีพื้นฐานไปก่อนที่จะเข้าคลาส เพื่อประหยัดเวลาของเด็ก แล้วก็ทำให้ได้ประสิทธิภาพในการเรียนที่คุ้มค่ามากขึ้น อันนั้นคือสิ่งที่เราหักคะแนน เพราะว่า SMEAG ไม่ได้บอกข้อมูลตรงนี้กับเรามาก่อน รวมไปถึงพอเราถามคนอื่น เขาก็ไม่มีข้อมูลตรงนี้เหมือนกัน

เป็นเพราะเราเคยมีประสบการณ์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราเลยพอจะรู้ว่าเขาสอนยังไง แต่อันนี้เป็นสิ่งที่เอเจนซี่ ไม่ว่าเจ้าไหนก็ไม่ได้ให้ข้อมูลตรงนี้ แต่เราก็เข้าใจได้ว่าเอเจนซี่ไม่ได้รู้ทั้งหมด เพราะการที่จะรู้จริง ๆ มันไม่ใช่แค่ไปทดลองเรียน 1–2 เดือน แต่มันต้องใช้ชีวิตแบบนักเรียนจริง ๆ สัก 3 เดือนขึ้นไป ถึงจะเข้าใจรายละเอียดพวกนี้ค่ะ

อ่านเกี่ยวกับ SMEAG – คลิก

Photo Credits :  คุณออม

ติดต่อขอรับคำปรึกษา

 

เรียนต่อแคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์

Line : @korpungun

เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

Line : @kpglearn

คอร์สออนไลน์ KPG LIVE

Line : @kpglive

TEL: 094-883-8778