About KPG

ความเป็นมาของ KPG (KorPunGun)

ก้อปันกัน (KPG) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) ได้จดทะเบียนเป็น บริษัท ก้อปันกัน จำกัด ในปีพ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) โดยนายกันต์พงศ์ ทวีสุข ศิษย์เก่าและอดีตนักกิจกรรมในตำแหน่งที่ปรึกษานักศึกษานานาชาติและประธานสภานักศึกษา ณ Shoreline Community College รัฐ Washington ประเทศสหรัฐฯ ด้วยความตั้งใจที่จะบริการในการเรียนต่อต่างประเทศ และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อความตระหนักรู้เท่าทันในตนเอง ความเข้าใจในสังคมพหุวัฒนธรรม รวมถึงการพัฒนาทักษะและสมรรถนะทางวัฒนธรรม

ก้อปันกัน (KPG) คือ ศูนย์ให้คำปรึกษาและบริการเรียนต่อต่างประเทศ เราปันข้อมูลและบริการการเรียนต่ออเมริกา แคนาดา เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ ให้บริการแบบมืออาชีพ มีการจัดการที่เป็นระบบด้วย KPG Portal ซึ่งผู้เรียนสามารถสำหรับการดูขั้นตอน ติดตามสิ่งต่างๆที่ต้องดำเนินการ และการเข้าถึงข้อมูลและคำแนะนำสำคัญต่างๆที่จะช่วยให้คุณพร้อมที่จะออกเดินทางไปพิชิตความสำเร็จในการศึกษาต่อต่างประเทศ

บริการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ KPG LIVE

สืบเนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ก้อปันกันได้เปิดให้บริการและดูแลนักเรียนของเรามาอย่างต่อเนื่อง โดยเราได้ปรับเพิ่มบริการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ด้วยแบรนด์ KPG LIVE (เคพีจี ไลฟ์) ซึ่งเป็นโปรแกรมเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ตัวต่อตัว โดยครูผู้สอนมืออาชีพ ที่ผ่านการอบรมและการประเมินตามระบบของสถาบัน โปรแกรมการเรียนได้รับการรับรองจาก TESDA และกระทรวงการศึกษาของฟิลิปปินส์ ด้วยหลักสูตรที่หลากหลาย ปรับให้เข้ากับผู้เรียนได้อย่างเฉพาะตัว 

เปิดตัว KPG LEARN

ปีพ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) KPG ในฐานะของผู้บุกเบิกการแนะนำบริการด้านการเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ ได้เปิดแบรนด์ใหม่ KPG LEARN เป็นแบรนด์เฉพาะสำหรับการให้บริการคอร์สเรียนภาษาอังกฤษกับครูฟิลิปปินส์ รวมถึงการเรียนแบบเข้มข้น โดยการเดินทางไปเรียนที่เมืองเซบูหรือเมืองบาเกียว ประเทศฟิลิปปินส์ 

ทำไมต้อง KPG (ก้อปันกัน) ?

ประสบการณ์

10

ปี

จำนวนผู้ใช้บริการ

1200

คนที่ไว้วางใจ

จำนวนสถาบันที่เป็นตัวแทน

80+

สถาบัน

KPG OVERSEAS

KPG มีชื่อภาษาไทยเดิมที่นักเรียนของเราหลายๆคนคุ้นเคย คือ ก้อปันกัน (KorPunGun) ​เป็นชื่อของ กันต์ (ผู้ก่อตั้ง) รวมถึงน้องชายและลูกพี่ลูกน้องของกันต์ เราตั้งชื่อนี้ขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะแบ่งปันประสบการณ์ ข้อมูลและให้บริการด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญต่อการให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ตรงไปตรงมา และการสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการ เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมเดินทางในเส้นทางการศึกษาต่อต่างประเทศ

KPG ปันข้อมูลและบริการศึกษาต่อต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญต่อหลักการ 3 ข้อ 

Association & Partnership

การรับรององค์กรของ KPG

•  ในปีพ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017)

จดทะเบียนเป็น บริษัท ก้อปันกัน จำกัด ภายใต้กรมพัฒนาธุรกิจและการค้า – ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 0105560112061

• ในปีพ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019)

เป็นองค์กรได้ที่รับคัดเลือกและรับรองให้เข้าร่วมประชุมการศึกษานานาชาติ ICEF  ที่เมือง Vancouver ประเทศแคนาดา

• ในปีพ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)

ได้เข้าร่วมสมาคมไทยแนะนำการศึกษาต่อต่างประเทศ (TIECA)

• ในปีพ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024)

ได้รับการรับรองสถานะ IAS (International Agency Status) รหัส 4639 ด้านคุณภาพและความเป็นมืออาชีพโดย ICEF และได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว (สำหรับการจัด Summer Camp ไปต่างประเทศ)

พันธมิตรองค์กรของ KPG

Casita: Student Home

กรณีที่ต้องการให้ช่วยหาที่พักนอกสถานศึกษาสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ KPG พาร์ทเนอร์กับ Casita แพลตฟอร์มและทีมให้บริการจัดหาที่พัก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สำหรับนักเรียนของ KPG โดยเฉพาะ

MSIG Insurance

KPG เป็นพันธมิตรกับประกันภัย MSIG สำหรับการบริการประกันภัยคุ้มครองการเดินทาง ประกันภัยสำหรับนักเรียนเรียนต่อต่างประเทศ 

Duolingo English Test (DET)

 KPG เป็นพันธมิตรกับ DET ซึ่งให้บริการข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษออนไลน์ ที่สามารถใช้ผลคะแนนยื่นเข้าเรียนในหลายสถาบันชั้นนำทั่วโลกเลยทีเดียว โดยสามารถใช้แทนการสอบ TOEFL iBT และ IELTS ได้  จุดเด่นของการสอบ duolingo คือการสอบออนไลน์ ทำให้ผู้สอบสามารถเลือกความพร้อมในการสอบได้เต็มที่ เวลาไหนก็ได้ตามแต่ที่ผู้สอบสะดวก ซึ่งผู้ใช้บริการเรียนต่อต่างประเทศกับ KPG สามารถขอรับความช่วยเหลือในการสอบ DET จาก KPG ได้

ทีมงานของเรา

Kanpong Thaweesuk
Founder and Director

Santiparp Pensomboon
Office and Media Manager

Kanhathai Treesatjayan
Sales and Services Manager

Tisa Somsap
Marketer and Consultant

Sarocha Ritsangtong
Marketer and Service Support

Nitcha Khitchantasakun
Consultant

Sitta Thaikong
Graphic / Editor

Pacharawan Donprom
Creative Content

Our Feedbacks

รีวิวจริงโดยนักเรียนของเรา

ดูรีวิวทั้งหมด

ติดตามทาง social media

🤔 Category 1 คืออะไร? ทำไมคนอยากเรียนภาษาอังกฤษที่นิวซีแลนด์ ต้องรู้❗️
.
Category 1 คือสิ่งที่นักเรียนควรทำความเข้าใจให้ชัดตั้งแต่แรก 👀 เพราะมันส่งผลถึงการขอวีซ่า การทำงานนอกเวลาเรียน และคุณภาพการเรียนการสอนที่นักเรียนจะได้รับ ✨
.
Category 1 คือระดับการรับรองคุณภาพสูงสุดของสถาบันการศึกษาในนิวซีแลนด์ โดย New Zealand Qualifications Authority หรือ NZQA ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ดูแลมาตรฐานการศึกษา 🎓 โรงเรียนที่ได้ Category 1 หมายถึงมีคุณภาพการสอนสูง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี และดูแลนักเรียนต่างชาติได้อย่างมีมาตรฐาน ✅
.
👉 แล้ว Category 1 สำคัญกับนักเรียนยังไง? 
.
1️⃣ เหตุผลแรก คือเรื่องของวีซ่า เพราะ Immigration New Zealand จะใช้ข้อมูลจาก NZQA ในการพิจารณาความน่าเชื่อถือของสถาบัน ถ้านักเรียนสมัครเรียนกับโรงเรียน Category 1 จะมีโอกาสที่วีซ่าผ่านจะสูงกว่า และเอกสารจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
.
2️⃣ เหตุผลที่สอง คือสิทธิ์การทำงานระหว่างเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเรียนหลายคนโฟกัส โดยทั่วไป ถ้านักเรียนสมัครเรียนภาษาอังกฤษอย่างน้อย 14 สัปดาห์ขึ้นไป กับสถาบัน Category 1 นักเรียนจะสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้สูงสุด 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และยังได้ประสบการณ์เพิ่มอีกด้วย
.
3️⃣ เหตุผลที่สาม คือคุณภาพการเรียนการสอน สถาบันระดับ Category 1 มักมีหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน ครูผู้สอนมีคุณภาพ ทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาภาษาในห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
4️⃣ และเหตุผลข้อสุดท้าย คือโอกาสในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เช่น Diploma หรือ Degree รวมถึงบางสถาบันยังมีโปรแกรม pathway (ในบางสถาบัน) ที่สามารถยื่นสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัยได้โดยตรง 
.
หากนักเรียนยังไม่แน่ใจว่าโรงเรียนไหนเป็น Category 1 สามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ของ NZQA โดยตรง หรือปรึกษากับ KPG Overseas (ไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษา) เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนจะได้เรียนในสถาบันที่คุ้มค่าและมีโอกาสต่อยอดในระยะยาว
.
📍 เริ่มต้นศึกษาข้อมูลเรียนภาษาอังกฤษนิวซีแลนด์ ได้ที่ ลิงก์หน้าโปรไฟล์
.
สนใจปรึกษา และวางแผนการเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ ได้ที่
👉 LINE OA: @korpungun 
.
#เรียนต่อต่างประเทศ #เรียนภาษาอังกฤษ #นักเรียนไทยในต่างแดน #เรียนต่อนิวซีแลนด์ #StudyInNewZealand
🤔 Category 1 คืออะไร? ทำไมคนอยากเรียนภาษาอังกฤษที่นิวซีแลนด์ ต้องรู้❗️ . Category 1 คือสิ่งที่นักเรียนควรทำความเข้าใจให้ชัดตั้งแต่แรก 👀 เพราะมันส่งผลถึงการขอวีซ่า การทำงานนอกเวลาเรียน และคุณภาพการเรียนการสอนที่นักเรียนจะได้รับ ✨ . Category 1 คือระดับการรับรองคุณภาพสูงสุดของสถาบันการศึกษาในนิวซีแลนด์ โดย New Zealand Qualifications Authority หรือ NZQA ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ดูแลมาตรฐานการศึกษา 🎓 โรงเรียนที่ได้ Category 1 หมายถึงมีคุณภาพการสอนสูง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี และดูแลนักเรียนต่างชาติได้อย่างมีมาตรฐาน ✅ . 👉 แล้ว Category 1 สำคัญกับนักเรียนยังไง? . 1️⃣ เหตุผลแรก คือเรื่องของวีซ่า เพราะ Immigration New Zealand จะใช้ข้อมูลจาก NZQA ในการพิจารณาความน่าเชื่อถือของสถาบัน ถ้านักเรียนสมัครเรียนกับโรงเรียน Category 1 จะมีโอกาสที่วีซ่าผ่านจะสูงกว่า และเอกสารจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น . 2️⃣ เหตุผลที่สอง คือสิทธิ์การทำงานระหว่างเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเรียนหลายคนโฟกัส โดยทั่วไป ถ้านักเรียนสมัครเรียนภาษาอังกฤษอย่างน้อย 14 สัปดาห์ขึ้นไป กับสถาบัน Category 1 นักเรียนจะสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้สูงสุด 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และยังได้ประสบการณ์เพิ่มอีกด้วย . 3️⃣ เหตุผลที่สาม คือคุณภาพการเรียนการสอน สถาบันระดับ Category 1 มักมีหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน ครูผู้สอนมีคุณภาพ ทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาภาษาในห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ . 4️⃣ และเหตุผลข้อสุดท้าย คือโอกาสในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เช่น Diploma หรือ Degree รวมถึงบางสถาบันยังมีโปรแกรม pathway (ในบางสถาบัน) ที่สามารถยื่นสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัยได้โดยตรง . หากนักเรียนยังไม่แน่ใจว่าโรงเรียนไหนเป็น Category 1 สามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ของ NZQA โดยตรง หรือปรึกษากับ KPG Overseas (ไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษา) เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนจะได้เรียนในสถาบันที่คุ้มค่าและมีโอกาสต่อยอดในระยะยาว . 📍 เริ่มต้นศึกษาข้อมูลเรียนภาษาอังกฤษนิวซีแลนด์ ได้ที่ ลิงก์หน้าโปรไฟล์ . สนใจปรึกษา และวางแผนการเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ ได้ที่ 👉 LINE OA: @korpungun . #เรียนต่อต่างประเทศ #เรียนภาษาอังกฤษ #นักเรียนไทยในต่างแดน #เรียนต่อนิวซีแลนด์ #StudyInNewZealand
🇺🇸 อยากเรียน Community College ที่อเมริกา เทอม Fall 2026 ต้องสมัครเมื่อไหร่? ✈️ 

ใครที่กำลังวางแผนเรียนต่อ Community College ที่สหรัฐอเมริกา เทอม Fall (เปิดเทอมสิงหาคม–กันยายน) การเริ่มต้นวางแผนเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแม้ว่าหลายสถาบันจะเปิดรับสมัครไปจนถึงเดือนมิถุนายน แต่ในทางปฏิบัติ การสมัครภายในเดือนเมษายนจะช่วยให้นักเรียนมีเวลาเพียงพอในการจัดการขั้นตอนสำคัญ เช่น การขอวีซ่า การเตรียมเอกสาร และการหาที่พักให้ทัน

🎓 Community College เหมาะกับใคร?
Community College คือสถาบันการศึกษาระดับอนุปริญญา (Associate Degree) ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี สามารถ โอนหน่วยกิต (Transfer) ไปยังมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อเรียนต่อจนจบปริญญาตรีได้ ซึ่งการเรียน Community College เหมาะกับคนที่อยากประหยัดค่าเรียน (ค่าเรียนถูกกว่า University 50-70%) มีบริการช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติครบครัน และบางสถาบันมี Transfer Agreement ไปยัง TopU เช่น University of California หรือ University of Washington

📅 Timeline การสมัครเรียน (Fall Intake)
🗓️ เมษายน: ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสมัคร
🗓️ พฤษภาคม – มิถุนายน: รับ I-20 และเตรียมขอวีซ่า
🗓️ มิถุนายน – กรกฎาคม: สัมภาษณ์วีซ่า + หาที่พัก
🗓️ สิงหาคม – กันยายน: เดินทางไปเรียน

🤔 ทำไม “เมษายน” ถึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด

✅ 1. ยังมีเวลาวางแผนการเรียน
แม้ว่า Community College จะไม่ได้มีแข่งขันสูงเท่า University แต่บางสาขายอดนิยม เช่น Business, Computer Science มีที่นั่งในคลาสจำนวนจำกัด การสมัครในเดือนเมษายนจะช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าปรึกษาวางแผนการเรียนกับ academic advisor ได้เร็วกว่า และเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้ที่นั่งในคลาสที่ต้องการ

✅ 2. มีเวลาออกเอกสาร I-20
หลังจากได้รับการตอบรับ สถาบันจะออกเอกสารสำคัญคือ I-20 ซึ่งใช้สำหรับการขอวีซ่านักเรียน (F-1 Visa) กระบวนการนี้อาจใช้เวลา 2–4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้นในช่วง High Season

✅ 3. ลดความเสี่ยงเรื่องวีซ่า (F-1 Visa)
การนัดสัมภาษณ์วีซ่าที่ U.S. Embassy ในบางช่วงอาจมีคิวรอสัมภาษณ์นานกว่าปกติ ยิ่งสมัครเร็ว จะช่วยให้นักเรียนมีเวลาเตรียมเอกสาร และสามารถจองคิวสัมภาษณ์ได้ทัน ช่วยลดความเสี่ยงในการไปไม่ทันเปิดเทอม

✅ 4. มีเวลาเตรียมตัวด้านภาษาและเอกสาร
แม้หลายสถาบันจะรับผลสอบภาษาอังกฤษ Duolingo, IELTS หรือ TOEFL แต่การสมัครเร็วช่วยให้นักเรียนมีเวลาสอบ และจัดเตรียมเอกสารการเงิน (Financial Statement)
🇺🇸 อยากเรียน Community College ที่อเมริกา เทอม Fall 2026 ต้องสมัครเมื่อไหร่? ✈️ ใครที่กำลังวางแผนเรียนต่อ Community College ที่สหรัฐอเมริกา เทอม Fall (เปิดเทอมสิงหาคม–กันยายน) การเริ่มต้นวางแผนเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแม้ว่าหลายสถาบันจะเปิดรับสมัครไปจนถึงเดือนมิถุนายน แต่ในทางปฏิบัติ การสมัครภายในเดือนเมษายนจะช่วยให้นักเรียนมีเวลาเพียงพอในการจัดการขั้นตอนสำคัญ เช่น การขอวีซ่า การเตรียมเอกสาร และการหาที่พักให้ทัน 🎓 Community College เหมาะกับใคร? Community College คือสถาบันการศึกษาระดับอนุปริญญา (Associate Degree) ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี สามารถ โอนหน่วยกิต (Transfer) ไปยังมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อเรียนต่อจนจบปริญญาตรีได้ ซึ่งการเรียน Community College เหมาะกับคนที่อยากประหยัดค่าเรียน (ค่าเรียนถูกกว่า University 50-70%) มีบริการช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติครบครัน และบางสถาบันมี Transfer Agreement ไปยัง TopU เช่น University of California หรือ University of Washington 📅 Timeline การสมัครเรียน (Fall Intake) 🗓️ เมษายน: ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสมัคร 🗓️ พฤษภาคม – มิถุนายน: รับ I-20 และเตรียมขอวีซ่า 🗓️ มิถุนายน – กรกฎาคม: สัมภาษณ์วีซ่า + หาที่พัก 🗓️ สิงหาคม – กันยายน: เดินทางไปเรียน 🤔 ทำไม “เมษายน” ถึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ✅ 1. ยังมีเวลาวางแผนการเรียน แม้ว่า Community College จะไม่ได้มีแข่งขันสูงเท่า University แต่บางสาขายอดนิยม เช่น Business, Computer Science มีที่นั่งในคลาสจำนวนจำกัด การสมัครในเดือนเมษายนจะช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าปรึกษาวางแผนการเรียนกับ academic advisor ได้เร็วกว่า และเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้ที่นั่งในคลาสที่ต้องการ ✅ 2. มีเวลาออกเอกสาร I-20 หลังจากได้รับการตอบรับ สถาบันจะออกเอกสารสำคัญคือ I-20 ซึ่งใช้สำหรับการขอวีซ่านักเรียน (F-1 Visa) กระบวนการนี้อาจใช้เวลา 2–4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้นในช่วง High Season ✅ 3. ลดความเสี่ยงเรื่องวีซ่า (F-1 Visa) การนัดสัมภาษณ์วีซ่าที่ U.S. Embassy ในบางช่วงอาจมีคิวรอสัมภาษณ์นานกว่าปกติ ยิ่งสมัครเร็ว จะช่วยให้นักเรียนมีเวลาเตรียมเอกสาร และสามารถจองคิวสัมภาษณ์ได้ทัน ช่วยลดความเสี่ยงในการไปไม่ทันเปิดเทอม ✅ 4. มีเวลาเตรียมตัวด้านภาษาและเอกสาร แม้หลายสถาบันจะรับผลสอบภาษาอังกฤษ Duolingo, IELTS หรือ TOEFL แต่การสมัครเร็วช่วยให้นักเรียนมีเวลาสอบ และจัดเตรียมเอกสารการเงิน (Financial Statement)