[รีวิว] เรียนหลักสูตร Business English ที่ฟิลิปปินส์ กับสถาบัน CampusTop QQ English โดยคุณนุ่น

รีวิว เรียนหลักสูตร Business English ตัวต่อตัว 6 คาบต่อวัน
ระยะเวลา 6 สัปดาห์ (8 Sep – 17 Oct 2025)
กับสถาบัน CampusTop QQ English (BFC) โดยคุณนุ่น

ทำไมถึงไปเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ ?

มีความตั้งใจว่าหลังออกจากงานอยากจะไปเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ ค่ะ เลยหาหลายๆ ประเทศ ทั้งในเอเชียเเละยุโรป เป้าหมายหลักๆ เลยคืออยากพัฒนาภาษาอังกฤษโดยโฟกัสตัวเองเป็นหลัก ซึ่งก็ลองหาหลายๆ ที่ ก็ไม่เจอคอร์สแบบตัวต่อตัว แต่มาเจอที่ฟิลิปปินส์ที่เขามีคอร์สเรียนแบบตัวต่อตัว ก็สนใจ ก็เลยสมัครที่นี่ค่ะ แล้วที่โรงเรียนก็มีคอร์ส Business English ด้วยก็เลยสนใจค่ะ

ทำไมถึงเลือกเรียนที่ CampusTop QQ English Beachfront Campus ?

ชอบสถานที่ที่บรรยากาศ ก็ไม่ได้ดูอึดอัดเหมือนที่ IT PARK ค่ะ ด้วยความที่เป็นตึกใหม่ ไม่ได้อยู่ในเมืองเกินไป แล้วก็อยู่ใกล้ทะเลแบบเดินไปได้ ส่วนตัวเป็นคนชอบทะเลก็เลยเลือกที่นี่ค่ะ

Level Test ของ QQ ก่อนเดินทางเป็นยังไง?

ตอนเทสต์คุณครูก็จะถามเราว่าเป้าหมายในการไปเรียนภาษาอังกฤษของเราคืออะไร พอเขารู้ว่าเราอยากจะพัฒนาด้านการพูดในด้าน Business ครูเขาก็จะมีบทสนทนาให้เราเเล้วก็มีคำถามมาถามเราว่ามันเกี่ยวกับอะไร ซึ่งก็เน้นการพูด แล้วก็มีคำศัพท์บ้างค่ะ

ผลสอบเป็นยังไงบ้าง?

ถ้าจำไม่ผิดมี 10 ระดับ เเต่นุ่นได้เลเวล 5 ซึ่งเราไม่แน่ใจว่ามันมากไปหรือน้อยไป ซึ่งพอถามน้องเจ้าหน้าที่ที่โรงเรียน เขาก็บอกว่าไม่ค่อยมีเลเวลเท่านุ่นมาเรียน แต่นุ่นก็รู้ว่า อาจจะเพราะระยะเวลาในเทสต์มันค่อนข้างสั้นมากๆ ก็แอบคิดว่า เราน่าจะได้เลเวลสูงกว่านี้นิดนึงรึเปล่า แต่พอไปเรียนจริงๆ มันก็มีบางพาร์ทที่ง่ายไปเลย กับบางพาร์ทที่ยากไปเลยค่ะ แค่มันไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันมันก็เลยรู้สึกยากค่ะ

ต.ม. เป็นยังไงบ้าง?

ก็แอบฟังยากอยู่นะ แต่ก็พอฟังได้ เขาก็ถามปกติเลยว่า มาทำอะไร เขาก็ขอดูเอกสารตอบรับเข้าเรียน แล้วก็ดูตั๋วขากลับ เเค่นั้นค่ะ

เดินทางต่อเครื่องเป็นยังไงบ้าง?

พอไฟล้บินตรงโดนยกเลิกไป ก็เลยต้องไปเปลี่ยนเครื่องเอง ซึ่งก็ไม่เคยมีรีวิวมาก่อนของการเปลี่ยนเครื่องกับสายการบิน Cebu Pacific แต่ก็หาทางเองได้ค่ะ หมายถึงว่าก็งงๆ นิดหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้ค่ะ

จริงๆ พอไม่มีเที่ยวบินตรง ก็เลยต้องมาคิดหนักว่าต้องไปสายการบินไหนดี คืออ่านเจอมาว่า Terminal มันอยู่ไกลกัน ถ้าต้องเปลี่ยนก็ต้องนั่ง Grab หรือ Shuttle bus แต่สายการบิน Cebu Pacific เขาไม่ต้องเปลี่ยน Terminal ก็เลยเลือกบินกับสายการบินนี้เลยค่ะ แต่พอเราถึงสนามบินมะนิลา เราต้องไปรับกระเป๋าที่สายพาน แล้วก็ไปเดินหา office desk ของเขาใกล้ๆ เพื่อที่เขาจะเอากระเป๋าเราไปติด Tag ว่ากระเป๋าของเราจะต้องไปที่เซบูต่อ พอเสร็จเรื่องกระเป๋า หลังจากนั้นเราก็ขึ้นไปชั้น Domestic ที่อยู่ตึกเดียวกัน เเล้วก็ Security Check เพื่อไปเกทของเราเพื่อขึ้นเครื่องต่อค่ะ ซึ่งก็รอไม่นานเพราะว่า เครื่องดีเลย์จากไทยจากห้าทุ่มไปเป็นตี 1 เราก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกว่าเครื่องมันมีปัญหา ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่เลยก็ต้องเอาผู้โดยสารออกก่อน ได้ขึ้นเครื่องประมาณตี 1 กว่า ก็เลยทำให้ระยะเวลารอเครื่องจากประมาณ 4-5 ชั่วโมงจำไม่ได้เเล้วค่ะ ก็เลยเหลือรอแค่ไม่นาน แปบเดียวก็ได้ขึ้นแล้วค่ะ

หาเจ้าหน้าที่ QQ ที่มารับที่สนามบินยากไหม?

ไม่ยากเลยค่ะ ก่อนเดินทางก็ดูวิดีโอที่ทางโรงเรียนเตรียมไว้ให้ไป ( ลิ้งค์วิดีโอ ) เพราะในวิดีโอก็มีบอกว่า เราต้องเดินทางไหน ผ่านตรงไหนบ้าง ซึ่งก็ง่ายอยู่ไม่ได้ซับซ้อนเลย ก็เลยหาเจอเร็วค่ะ

พอไปถึงโรงเรียนวันเเรกเป็นยังไงบ้าง?

เขาก็พาไปทัวร์โรงเรียนค่ะ เริ่มที่ชั้นเเรกที่เป็นโรงอาหาร เเล้วก็ไล่ชั้นไปดู ยิม ที่ส่งเสื้อผ้าซัก เเล้วก็หอพัก แล้วก็ได้เจอน้องคนไทยเจ้าหน้าที่โรงเรียน พอดีเป็นวันหยุดน้อง ก็ได้คุยแปบนึงค่ะ วันนั้นเน้นเป็น ทานข้าว พักผ่อน นอน ไม่ได้ทำอะไรเยอะค่ะ แล้ววันจันทร์ก็เริ่มเรียนเลยค่ะ

ได้ตารางเรียนวันไหน?

เพราะด้วยเรียนเป็นคอร์ส Business English ด้วยค่ะ โรงเรียนก็ต้องจัดครูที่สอน Business English ให้โดยเฉพาะก็อาจจะใช้เวลานิดนึง วันอาทิตย์ตารางเลยยังไม่ออก แต่ก็ได้ตารางวันจันทร์ตอนเช้าค่ะ ว่าต้องไปเรียนที่โต๊ะไหน ยังไง แต่ก็เข้าใจค่ะ โรงเรียนช่วยจัดให้หมดเลย มันค่อนข้างจัดเองได้ยาก เพราะเราอาจจะเลือกครูได้ยากนิดนึง แต่น้องเจ้าหน้าที่คนไทยก็บอกว่า ถ้าครูคนไหนไม่โอเค เเล้วอยากเปลี่ยนก็เเจ้งได้ค่ะ

เรียนเป็นยังไงบ้าง?

เรียน 09:00 – 16:00 น. เรียน 6 คาบ (คาบละ 50 นาที) เรียนเช้า 3 คาบ ตอนบ่ายอีก 3 คาบค่ะ เรียน 2 วิชา New Business English กับ Global Business English ค่ะ

ครูที่สอนก็จะได้ 6 คนเลยค่ะ ซึ่งบางครั้งก็ได้ครูซ้ำก็มี บางทีก็ได้ครูคนเดิมสอนคาบเรียนต่อกันเลย หรือก็อาจจะเรียนกับครูคนนี้ก่อนหนึ่งคาบ เเล้วก็ไปเรียนกับครูอีกคนหนึ่งคาบ เเล้วก็กลับมาเจอครูคนเดิม แบบนี้ก็มีค่ะซึ่งก็เกิดไม่บ่อยค่ะ

วิชา Global Business English จะมีเนื้อหาเเค่ 2 เล่ม ก็เลยเรียนได้จบ วิชานี้จะได้เรียนทฤษฎีของการทักทาย (Greeting) วัฒนธรรมแต่ละที่จะไม่เหมือนกัน แบบไหนที่โอเค แบบไหนที่ไม่โอเค ในเนื้อหาบางทีก็มีสอดแทรกคำศัพท์ที่ค่อนข้างวิชาการอยู่ค่ะเเต่ก็ยังเกี่ยวกับ Business ค่ะ ซึ่งบางทีก็ต้องเตรียมตัวไปก่อนเริ่มเรียน เนื้อหาอาจจะไม่ได้เอาไปใช้ชีวิตประจำวันได้ เช่น เขียนอีเมล ร่างอีเมล มารยาทบนโต๊ะอาหาร เช่น ถ้าไปดินเนอร์ในแบบธุรกิจต้องทำตัวยังไง รับประทานอาหารต้องเลือกใช้ช้อน ส้อม มีด อะไรในการทานอาหารเเต่ละอย่าง ซึ่งยากมาก แต่ก็เรียนไป ก็เรียนได้อยู่ค่ะ (หัวเราะ)

ซึ่งก็มีบทความ มีคำถาม ให้เติมคำศัพท์ ว่าคำศัพท์นี้ความหมายของมันคืออะไร รวมถึงมี Listening ซึ่งครูก็จะอ่านบทความให้ แล้วอันไหนที่มีช่องว่างให้เติม เราก็เติมคำศัพท์ไปค่ะ ซึ่งในอาชีพของเราที่เป็น Auditor ที่เราทำอาจจะยังนำมาปรับใช้ได้ไม่มากขนาดนั้นค่ะ แต่เรียนเพื่อเป็นความรู้พื้นฐานอย่างนึงค่ะ

ส่วนวิชา New Business English เหมือนจะได้เรียนเล่ม 5 ค่ะ เเต่ก็เรียนไม่จบเพราะว่ามีหลายเล่มมาก จริงๆ เนื้อหาที่ได้เรียนก็ไม่ได้ยาก อันนี้ได้ใช้ในชีวิตการทำงานจริงๆ ที่ทำเลยค่ะ เริ่มตั้งเเต่การทักทาย คือบริษัทที่นุ่นทำถึงจะไม่ได้พูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เเต่ทุกอย่างที่ใช้เป็นภาษาอังกฤษหมดเลย ก็คือชีวิตประจำวันที่ใช้เป็นปกติเลย การสมัครงาน การสัมภาษณ์งาน พอเข้าไปในองค์กรก็ต้องทำงานกันเป็นทีม มีการนำเสนองาน ให้ฟีดเเบค การเขียนอีเมล แล้วก็มี Business Trip จนถึงลาออก คือมันเป็นลูปที่ต้องใช้ในการทำงานเลยค่ะ ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยยาก ก็จะมีการเรียนรู้คำศัพท์ มีการทำ Role play ซึ่งเราก็เคยมีประสบการณ์พวกนี้มา ในขณะที่ครูบางคนเขาอาจจะยังไม่เคยมีประสบการณ์ เขาก็ฟังจากที่นุ่นเเชร์ให้เขาฟังก็มีบ้างค่ะ

ครูที่ชอบ?

ถ้าเป็นครูที่สอน Global Business ก็ชอบหลายคนเลย เพราะว่าเรียนเเล้วสนิทกัน (หัวเราะ) มี ทิชเชอร์ไลล่า ทิชเชอร์แดเนียล ทิชเชอร์กิฟวา รู้สึกว่าพลังพวกเขาเยอะมากเวลาสอน เพราะเวลาเรียนบางทีมันก็ง่วงนอนเน๊อะ (หัวเราะ) คือเราก็ต้องใส่พลังของตัวเราเองด้วย เขาก็มีพลังของเขาเองด้วย ก็เลยไม่ได้ทำให้ง่วงมาก ถึงเเม้ว่ามันจะง่วง เเต่มันก็มีคนคอยกระตุ้นให้เราพูด และบรรยากาศมันก็ไม่ได้เครียดเลย เหมือนคุยกันมากกว่า ก็เลยรู้สึกว่า ครูเฟรนลี่มาก ครูใจดี ไม่ได้ทำให้เรากลัวที่จะถามคำถาม สมมติถ้าเราสงสัย คำศัพท์อะไรที่เราไม่เข้าใจ ต้องการคำอธิบายเพิ่ม เขาก็ยินดีที่จะอธิบายให้ค่ะ

ครูเขาก็มีเเก้การออกเสียงที่ถูกต้องให้ค่ะ ถ้าต้องตอบคำถาม ครูเขาก็ให้เราตอบไปก่อน ถ้าผิดถูกยังไงเขาก็จะแก้ให้ค่ะ เรื่องสำเนียงครู โดยรวมโอเคอยู่นะคะ ก็จะมีบางคำที่เป็นสำเนียงฟิลิปปินส์ ซึ่งก็พอฟังออกว่าเขาพูดอะไร แต่บางคนสำเนียงเขาอาจจะฟังยากนิดนึง แต่ถ้าเราฟังไม่เข้าใจ ก็ขอให้เขาพูดให้เคลียร์ หรือถามเขาได้ว่าเขาหมายถึงอะไรค่ะ แต่ส่วนใหญ่ก็ฟังออก เข้าใจดีค่ะ

การที่ไม่ได้เรียนกับครูคนเดิมเป็นปัญหาไหม?

สำหรับนุ่นไม่มีปัญหานะ เพราะว่า นุ่นรู้ว่านุ่นเรียนถึงไหน ด้วยความที่ว่ามันไม่เหมือนคนอื่นที่เขาเรียน General English มันมีหลายวิชามาก ก็อาจจะต้องสลับไป สลับมา แต่ของนุ่นเรียน Business English แล้วมีแค่ 2 วิชา ก็จะได้เรียน ครึ่งเช้าเป็น New Business ครึ่งบ่ายเป็น Global Business มันเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างต่อเนื่องกันเลย ก็แค่เปลี่ยนครูสอนเฉยๆ ไม่ได้เปลี่ยนเนื้อหาไปบ่อยๆ เหมือนของคนอื่น ที่ 1 คาบก็เปลี่ยนไปเรียนเรื่องอื่น แต่ของนุ่นแค่เปลี่ยนครูสอนเฉยๆ ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความต่อเนื่องค่ะ

ได้อะไรในการไปเรียนในครั้งนี้?

ถ้าถามว่าได้ขนาดคล่องแคล่วเลยไหม ก็ไม่ขนาดนั้นค่ะ แต่ถ้าถามว่ามั่นใจขึ้นไหม ก็รู้สึกว่ามั่นใจขึ้นมาก รู้สึกว่าพูดได้เร็วขึ้น รู้สึกว่าภาษาอังกฤษตัวเองพัฒนาขึ้นค่ะ

จริงๆ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคน ถามว่าของนุ่นมีพื้นฐานมาก่อนไหม มันก็พอมีบ้าง พูดได้ ฟังพอได้บ้าง พอเรามีพื้นฐานไปแล้วไปเรียนใน 6 สัปดาห์ เราอาจจะคิดว่า เราได้ความรู้เพิ่มมานิดนึง แต่ถามว่าเราได้อะไรมากกว่านั้นไหม ก็คือความมั่นใจที่มันมากขึ้น เพราะเราได้พูดทั้งวัน 

แต่ถ้าพื้นฐานของเราเป็นแบบพูดไม่เก่ง เชื่อว่า ภาษาอังกฤษของเราจะพัฒนาได้แบบก้าวกระโดดอยู่นะคะ ก็จะดีขึ้นแบบเห็นได้ชัดในการไปเรียน 6 สัปดาห์ แต่สำหรับของนุ่นที่มีพื้นฐานไปอยู่เเล้ว 6 สัปดาห์ เลยไม่ได้เห็นชัดว่าเราดีขึ้น แต่เราได้ความมั่นใจมากขึ้นค่ะ

6 สัปดาห์ ที่คิดไว้ก่อนไปเรียนกับความเป็นจริง เหมือนหรือต่างกัน?

ตอนแรกติดว่า 6 สัปดาห์ จะนานมากสำหรับนุ่น ที่ไม่เคยไปอยู่ต่างที่นานๆ คนเดียวแบบนี้ แต่พอไปจริงๆ ถ้าไม่นับเรื่องเรียนก็คิดว่าโอเคสำหรับนุ่น รู้สึกสนุก ถามว่าดีไหม มันก็ดีในเรื่องที่เราได้รู้จักเพื่อนมากกว่า เพราะเป็นคนชอบคุยอยู่แล้ว ก็เลยเอ็นจอยกับสังคมในนั้น เลยรู้สึกว่า 6 สัปดาห์ก็เลยเร็วไปเลย ด้วยความที่ไปแบบไม่มีงาน ไปแบบสมองโล่งๆ ก็เหมือนได้ไปพัก ตอนเเรกก็คิดว่าคงน่าเบื่อ แค่โฟกัสเรื่องเรียนเฉยๆ แต่พอไปจริงๆ นอกจากเรียนแล้วยังได้เพื่อน ไม่ใช่เพื่อนที่เป็นนักเรียน แต่ได้เพื่อนที่เป็นครูด้วย เพราะครูบางคนอายุน้อยกว่าเราด้วยซ้ำ ได้เพื่อนเป็นเจ้าหน้าที่โรงเรียน ก็รู้สึกโอเคค่ะ

เเนะนำว่าควรไปเรียนกี่สัปดาห์ดี?

จริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับเวลาของแต่ละคน เพราะเวลาว่างไม่เท่ากัน แต่ถ้าให้แนะนำคิดว่า 8 สัปดาห์ จะกำลังดี ถ้า 12 สัปดาห์ รู้สึกยาวไป บางทีอาจจะเบื่อ (หัวเราะ) เพราะเห็นเพื่อนๆ ที่เรียน รู้สึกหงอยๆ แล้วค่ะ ก็เลยคิดว่า 8 สัปดาห์ จะกำลังดี แล้วถ้าถามว่าต่อวันควรเรียนกี่คลาส รู้สึกว่า 6 คลาสกำลังดีค่ะ

การไม่มีเรียนคาบกลุ่มเลยมีปัญหาไหม?

สำหรับนุ่นตอนแรกกังวลเพราะกลัวไม่มีเพื่อน (หัวเราะ) กลัวไม่ได้คุยกับเพื่อน เพราะไม่มีคลาสกลุ่ม แต่พอไปเรียนจริงๆ คือมันสามารถหาเพื่อนได้ทุกที่ ไม่ได้จำเป็นต้องเรียนคลาสกลุ่ม เท่าที่ถามเพื่อนว่าคลาสกลุ่มโอเคไหม เพื่อนก็บอกว่า เรียนคลาสกลุ่มจะเรียนหลายคนก็เลยต้องแบ่งกันพูด อาจจะไม่ได้พูดคนเดียวเยอะขนาดนั้น บางคนก็ได้พูด 10 นาที เพราะต้องแบ่งกัน ถ้าอยากจะพัฒนาเรื่องการพูด มันก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าจะหาเพื่อนหรือรู้จักเพื่อนมากขึ้น เเชร์ความคิดเห็นกันในคาบเรียน ก็แนะนำให้เรียนค่ะ

แต่ถ้าเราไม่มีเรียนคลาสกลุ่มมันก็มีเพื่อนอยู่แล้วค่ะ เราสามารถหาได้ ส่วนตัวรู้สึกว่าการไปคุยกับเพื่อนหลังเลิกเรียน ได้เพื่อนเยอะกว่าเรียนในคลาสกลุ่มอีกค่ะ

ห้องเรียนที่ไม่ได้เป็นเเบบประตูปิดเป็นปัญหาไหม?

ถามว่าเสียงจากคนอื่นดังไหม มันก็ดัง แต่ถ้าเราไม่ได้โฟกัสกับเสียงนั้น มันก็ไม่ได้รบกวนขนาดนั้น แต่บางทีครูเขาอาจจะพูดเบา ก็ขอให้เขาพูดดังขึ้นได้ค่ะ บางทีเราก็ไม่ได้พูดบอกเขาตรงๆ แต่เอียงตัว เอียงหูไปเพื่อให้รู้ว่าไม่ได้ยินเสียง (หัวเราะ) เขาก็พูดดังขึ้นค่ะ

มีวิธีการหาเพื่อนใหม่ยังไง?

จริงๆ แอบเป็นคนที่เริ่มเข้าหาคนยากนิดนึง ถ้าเพื่อนๆ คนอื่นเข้ามีเพื่อนกันหมดแล้ว แต่โชคดีที่เขามาทักก่อนก็เลยรู้จักกัน พอรู้จัก 1 คน เราก็จะรู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จากการแนะนำต่อๆ กัน ข้อดีของการอยู่หอในโรงเรียนคือ ได้เจอเพื่อนตลอดเวลา เจอหน้ากันบ่อยๆ ก็เหมือนเราได้รู้จักกันแล้ว ก็ได้ทักทายกัน แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ พอมีนักเรียนมาใหม่ เราก็เริ่มที่จะทักคนที่เพิ่งมาใหม่ง่ายขึ้น ก็จะไม่เหมือนที่เรามาแรกๆ ที่ไม่ค่อยกล้าทักใคร แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ แล้วเราเจอคนที่เรารู้สึกว่า คนนี้เขาน่าจะเข้าหาง่าย เราก็จะทักทายก่อน แค่มองหน้า ทักนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้ ไม่ต้องถึงกับว่าสนิทไปไหนมาไหนด้วยกันค่ะ

จำเหตุการณ์ที่ได้เพื่อนคนแรกได้ไหม?

เจอกันจังหวะที่เปลี่ยนคลาสค่ะ คือ เราจะมีเรียน 50 นาที เเล้วก็เบรก 10 นาที ช่วงเบรก เราก็ไปยืนข้างๆ ขอบๆ ตรงจุดรอเข้าเรียน แล้วก็บังเอิญเจอเพื่อนพอดี เขาเข้ามาทักก่อนค่ะ

มีเพื่อนชาติไหนบ้าง?

เท่าที่จำได้หลักๆ จะเป็นญี่ปุ่นเยอะ (หัวเราะ) ไต้หวัน จีน มีคนฝรั่งเศสด้วยนะคะคนนึง ซึ่งเขาก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่ง ก็เลยคุยยากนิดหน่อย แล้วก็มีรัสเซีย เกาหลี ซาอุฯ ด้วยค่ะ

หลังเลิกเรียนทำอะไรบ้าง?

ถ้าในโรงเรียน แทบจะไม่ค่อยได้ไปทำอะไรเลย นอกจากเข้ายิม (หัวเราะ) แค่นั้น บางทีโรงเรียนเขามีการแสดงตอนเย็น ก็ดูๆ บ้าง แต่ว่าไม่ได้เข้าไปร่วม เป็นสายนั่งดูเฉยๆ ค่ะ พวกคลาสตอนเย็นเคยเข้าไปคลาสนึงแล้วมีนักเรียนอยู่แค่ 3 คน หลังจากนั้นก็เลยขี้เกียจเข้าแล้วค่ะ จริงๆ คลาสได้พูดเยอะเหมือนกัน ได้ฟัง ได้แชร์ แต่เพราะคนค่อนข้างน้อย ก็เลยคิดว่า ไปคุยกับเพื่อนข้างนอกหลายๆ คนดีกว่า (หัวเราะ)

ส่วนคลาสครู Native (Justin) ก็ไปนั่งฟังบ้าง แต่มีครั้งนึงก็นั่งทานข้าวอยู่ แล้วครูเขาก็อยากให้เราทำกิจกรรมกับเขา เขาก็แจกการ์ดที่เป็นตัวเลือก A B C เราก็แบบก็เข้าร่วมก็ได้ แต่ไม่ได้ถึงกับไปนั่งข้างหน้าจริงจังขนาดนั้นค่ะ คลาสเขาจะเน้นเอนเตอร์เทนมากกว่า สนุกๆ เล่มเกมค่ะ

สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียน?

แรกๆ จะมีปัญหาเรื่องห้องน้ำ เพราะจังหวะที่ไปเรียน 2 สัปดาห์แรกจะมีเด็กมหาลัยจากประเทศญี่ปุ่นเยอะมากเป็นร้อยๆ คนเลย ก็เลยมีปัญหาเรื่องห้องน้ำ เช่น ห้องน้ำเต็ม น้ำไม่ค่อยไหล ไหลช้า เครื่องทำน้ำอุ่นไม่ร้อน พอเด็กมหาลัยเขากลับไป โรงเรียนก็มีเข้ามาซ่อม ก็ดีขึ้นค่ะ เขาก็มาเปลี่ยนเครื่องทำน้ำอุ่นให้

ส่วนห้องแคปซูลมันก็ไม่ได้สบายขนาดนั้น แต่ก็อยู่ได้ เตียงมันอาจจะแอบแข็งไปนิดนึง ก็สามารถพลิกตัวได้ แต่ก็มีชน แอบขาเขียว มีหัวโขกบ้างตอนจังหวะที่มุดออกจากประตู ได้นอนชั้นล่างอย่างที่ขอไป ก็ดีค่ะ แม่บ้านก็ใจดีมาก ก็มาเปลี่ยนผ้าปูให้ค่ะ โชคดีที่ห้องที่นุ่นอยู่ไม่มีใครทำเสียงดัง ก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องเสียงค่ะ หลังๆ ก็อาจจะมีนักเรียนที่มาใหม่ก็อาจจะพูดเสียงดังบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเขาไม่ได้เสียงดังเวลานอนค่ะ

Internet ในโรงเรียนก็เร็วอยู่ค่ะ แต่ก็มีบางจุดเช่น โรงอาหารก็อาจจะช้าบ้าง แต่ถ้าเป็นหอพักกับชั้นเรียนก็เน็ตเร็วค่ะ

ยิมดี ร้านซักแห้งก็โอเคค่ะ ได้เร็วค่ะ ตอนส่งก็ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่เอาผ้าไปให้ เขาก็ชั่งกิโล จ่ายเงิน ไม่ได้ยากเหมือนที่ Guidebook ที่โรงเรียนอธิบายไว้ค่ะ

อาหารที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?

(หัวเราะ) อาหารไม่ค่อยอร่อย จำได้เลยว่ามีแค่วันศุกร์ที่อาหารโอเค วันอื่นรู้สึกว่าทานได้น้อย แรกๆ ไปคือน้ำหนักลดลงเลยค่ะ เพราะทานได้น้อยมาก บางทีก็ทานมาม่าที่พกไป สั่ง Grab บ้าง แต่ก็ไม่ได้อร่อยขนาดนั้น แล้วร้านแมคโดนัลแถวโรงเรียนก็ปิดด้วยช่วงนั้น ก็เลยไม่ค่อยมีอะไรให้ทานค่ะ เพราะอาหารที่โรงเรียนไม่อร่อย พอหลังๆ เริ่มปรับตัวได้ก็ทานได้มากขึ้น เเล้วพอร้านแมคโดนัลเปิด ก็เป็นมื้อที่ 4 (หัวเราะ) ชอบเดินไปกันตอน 4-5 ทุ่ม พอออกกำลังกายเสร็จก็ชวนกันไปกินต่อค่ะ

บริเวณรอบๆ โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?

จริงๆ ชอบตรงซอยเข้าโรงเรียนมากที่สุดเลย เพราะมันรู้สึกปลอดภัย สะอาด แล้วก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ถ้าเลยโซน LG Garden ก็จะเป็นแบบชาวบ้านหน่อย ตรงนี้อาจจะน่ากลัวนิดหน่อย แต่ไม่ถึงขั้นไม่ปลอดภัย ถ้าถามว่ารอบๆ โรงเรียนโอเคไหม ส่วนตัวคือชอบเลยค่ะ

เสาร์-อาทิตย์ทำอะไรบ้าง?

น้องๆ ก็จะชวนไปว่ายน้ำ แต่เราไม่ชอบว่ายน้ำก็เลยไม่ได้ไป หลักๆ ก็เลยเดินห้าง ไป Ayala มา 2 ที่ ห้าง SM 2 ครั้ง แล้วก็มีวันนึงไปโบโฮล (Bohol) เป็นทริปไป-กลับ 1 วัน น้องเจ้าหน้าที่คนไทยชวนไปค่ะ เหนื่อยมาก (หัวเราะ) ไม่น่าไปเลย เเล้วทุกคนคิดเหมือนกันเลยค่ะว่า ไปครั้งเดียวเลย ก็ค่อนข้างลำบากนิดนึง เพราะอยู่คนละเกาะกัน ต้องนั่งเรือไปค่ะ ก็ไปดูลิงทาร์เซียร์ (Tarsier), ช็อคโกแลตฮิลส์ (Chocolate Hills) มีไปเล่นซิปไลน์ (Zipline) ก็โอเคอยู่ค่ะ แต่ก็กลัวเหมือนกัน ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายเเล้วที่จะเล่น เพราะก็กลัวอยู่ค่ะ แอดเวนเจอร์เกิน (หัวเราะ) เพื่อนก็มีไปขี่เอทีวี (ATV) ลุยโคลน ตัวเลอะโคลน ก็ปล่อยให้เพื่อนเล่นไป

นอกนั้นส่วนใหญ่ก็ไปนั่งเล่นที่ มัคทันบีช ค่ะ ขอคูปองโรงเรียนไป อันนี้ไปบ่อยสุดเเล้ว ก็มีพาน้องคนไทยไปเล่นน้ำ ช่วงหลังๆ เด็กไทยที่มาจะมีแต่เด็กๆ ทั้งนั้นเลย อายุประมาณ 15-16 เราก็ไปนั่งชิวค่ะ ซึ่งถ้าเรามีคูปองเราก็สามารถเข้าไปนั่งเล่นได้ทั้งวันเลย แต่ต้องดูเดือนบนคูปองดีๆ นะคะ ถ้าคนละเดือนกับที่เราจะไปก็จะใช้คูปองนั้นไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีคูปองก็เสียแค่ 30 เปโซเองค่ะ มันก็ไม่ได้แพงมาก เจอฝรั่งที่พูดภาษาไทยได้ด้วย ตอนนั้นไปกับเพื่อนญี่ปุ่นค่ะ เพื่อนเขาเห็นผ้าขนหนู เขาเลยอยากได้บ้างก็เลยไปถามฝรั่งคนนั้นว่าเอามาจากไหน เขาก็บอกว่าเอามาจากที่พักเขาเองค่ะ ก็เลยได้คุยกัน เขาก็ถามว่าเรามาจากประเทศอะไร พอเขารู้ว่านุ่นมาจากไทย เขาก็พูดไทยใส่เลย ไม่พูดภาษาอังกฤษด้วย เขาบอกว่าอยู่ไทยมา 10 ปี ก็เลยพูดคล่องค่ะ (หัวเราะ)

ซิมโทรศัพท์เป็นยังไง?

นุ่นซื้อเป็น eSIM จากไทยไปค่ะ พอเน็ตหมดก็เติมเน็ตเอา สัญญาณไม่ได้ดีขนาดนั้นก็เลยไม่ได้ใช้เยอะค่ะ แต่พอน้องเด็กไทยที่มาทีหลังก็มีช่วยน้องดูเรื่องซิมให้ค่ะ คือ เขาจะมี 2 ค่าย คือ SMART กับ GLOBE รอบแรกน้องคนนึงซื้อ SMART มา ลงทะเบียนยากมาก มีเพื่อนญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าหน้าที่โรงเรียนเขาเล่าให้ฟังว่าเคยมีเด็กญี่ปุ่นใช้ค่ายนี้แล้วโดนเเก๊งคอลเซนเตอร์หลอก แต่น้องคนนั้นยังไปไม่ถึงจุดนั้นเพราะลงทะเบียนไม่ได้ ก็เลยทิ้งซิมนั้นไปเลย แล้วไปซื้อ Globe แทน แต่น้องอายุกว่า 18 ปี ก็เลยต้องมีคนลงทะเบียนให้ นุ่นรับบทเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ก็เลยลงทะเบียนให้น้องค่ะ ก็เลยมีโอกาสลองสมัครให้ ก็ง่ายอยู่ ไม่ได้ยาก
แต่ก็มีเพื่อนมาให้ช่วยเติมเงินของ Smart ให้นะ เขาคงลงทะเบียนได้แล้ว เขาก็ซื้อบัตรเติมเงิน ก็เลยลองช่วยกดให้เขา ก็ได้อยู่ ถึงอาจจะงงๆ บ้าง จะค่อนข้างยากตอนทำเรื่องลงทะเบียนค่ะ

แผ่นดินไหวที่เซบู?

อยู่ครบทุกสถานการณ์ 3 ครั้งที่ต้องออกจากตึก (หัวเราะ) ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ จริงๆ รอบเเรกมันแรงกว่าที่กรุงเทพฯ อีกค่ะ อันนั้นก็แอบช็อค แต่พอเพื่อนเด็กญี่ปุ่นเยอะ แล้วเขาไม่ได้กลัวกัน เราก็เลยไม่ได้แพนิค พอมันเกิดปุ๊บก็รีบเดินลงจากตึกค่ะ แต่พวกครูคือเขาดูกลัวกันมากค่ะ ก็ไม่มีอะไร แรกๆ ไฟอาจจะดับนิดหน่อย แต่สัญญาณเน็ตยังใช้ได้อยู่นะ อเมซิ่งมาก (หัวเราะ) ครั้งแรกเหมือนจะอยู่ข้างนอกประมาณชั่วโมงนึงจนกว่าเขาให้กลับขึ้นตึกได้ แต่รอบสอง รอบสาม รอไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็ได้เข้าตึกแล้ว

รอบแรกคือ นั่งเล่นอยู่ที่ส่วนกลาง ยังไม่ได้นอน (หัวเราะ) ดีนะ เพราะเป็นจังหวะที่ยังลังเลว่าจะไปอาบน้ำดีไหม ยังนั่งคุยกับเพื่อนกันอยู่ค่ะ คนเยอะด้วย ก็เลยโชคดีไป หลังจากนั้น 2-3 วันก็มี aftershock สั่นทีเดียว ตอนแรกคิดว่ารู้สึกคนเดียว เลยถามน้องๆ เด็กไทย เขาก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ

รอบ 2 คือสั่นน้อยมาก แต่ก็รู้สึกได้ คือครูไม่รู้สึก แต่นุ่นอ่ะรู้สึก ตอนแรกคิดว่าตัวเองเวียนหัว ก็เลยถามครูว่ารู้สึกว่ามันสั่นๆ ไหม ครูก็บอกว่าไม่รู้สึก จนมองไปที่หลอดไฟว่ามันสั่น มอไปข้างล่างตึก ก็เห็นคนอื่นเขาออกไปแล้วก็เลยออกตามเขาไปค่ะ

แล้วรอบที่ 3 เกิดตอนประมาณ ตี 1 กำลังจะไปอาบน้ำด้วย คือ ทำความสะอาดหน้าเรียบร้อยแล้วกำลังจะไปอาบน้ำ แล้วนั่งอยู่ในแคปซูลแล้วมันสั่น (หัวเราะ) ซึ่งก็ไม่ได้แรงมาก ก็โชคดีเหมือนกันที่ยังไม่ได้ไปอาบน้ำ ก็เลยต้องออกจากตึกตอนตี 1

เจ้าหน้าที่คนไทยดูแลดีไหม?

ดีค่ะ 2 สัปดาห์แรกก็อยู่กับน้อง น้องก็มานั่งทานข้าวเป็นเพื่อนด้วยค่ะ ก็มีน้องเลยรู้จักเพื่อนคนอื่นด้วยค่ะ น้องชอบชวนไปกินชานมตอนกลางวัน

ความปลอดภัยที่เซบู?

ถ้าบริเวณโรงเรียนปลอดภัยค่ะ เดินคนเดียวได้ตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนถ้าอยากจะเดินคนเดียวก็จะไม่แนะนำ ควรจะมีเพื่อนเดิน ตรงโซนร้าน chicken and beer ตอนกลางคืนมีสาวประเภทสองนั่งทุกวันเลย สำหรับน้องผู้ชายก็อาจจะต้องระวังนิดนึง เพราะเขาก็จะมีแซวๆ บ้าง ทักทายบ้าง

มีครั้งนึงชวนน้องไปคาเฟ่ตรงกลางเมืองนิดนึง นุ่นก็เดินสำรวจแถวๆนั้น ก็เห็นว่า เป็นย่านชุมชนหน่อย เราก็จะเจอเด็กๆ ที่เขามาขอเงิน ถ้าไปข้างนอกก็ต้องระวังตัวนิดนึงค่ะ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น

รถสาธารณะที่เซบู?

มีเคยนั่งรถบัสไป IT PARK ครั้ง สองครั้งค่ะ คิดว่าก็โอเค มันเหมือนจะไม่ไกล แต่ก็รู้สึกว่าไกล เพราะว่ารถติด ส่วนใหญ่จะเรียก Grab ไม่เเนะนำที่เป็นแบบ Taxi เพราะเคยนั่งเเบบ Taxi ของแอปชื่อ Maxim เพราะเพื่อนเห็นว่าราคาถูกกว่า แล้วเลือกเป็นแบบกดมิเตอร์ แต่คนขับบอกว่าให้กดยกเลิกแบบมิเตอร์ แล้วเขาก็จะเอาแค่เงินสด แต่เพื่อนเราเลือกเป็นตัดบัตรไว้ เพราะเขาอยากได้ตามราคาในแอป แล้วก็ไม่อยากให้เงินเข้าบัญชี ก็เลยขอเป็นเงินสดแทนค่ะ แต่ถ้าตัดปัญหาไม่อยากคุยเยอะก็เลือกเป็น Grab ธรรมดาที่เขากำหนดราคาไว้เลยก็จะง่ายกว่าค่ะ

คะแนนเต็ม 10 ให้โรงเรียนกี่คะแนน?

ถ้าโดยรวมนุ่นให้ 8 เลยนะ โอเคอยู่ค่ะ อีก 2 คะแนนที่หายไป จะเป็นเรื่องของอาหารที่บางทีก็ไม่ได้สะอาดขนาดนั้น พวกแมลงสาบแอบเยอะอยู่นะคะ ตอนนั้นก็มีคอมเพลนไปแล้วเรื่องอาหารไม่สะอาด 

ก็ถ้านักเรียนสามารถดูแลหาอาหารข้างนอกเองได้ ก็เลือกที่จะไม่ต้องทานอาหารของโรงเรียนได้ค่ะ เพราะนอกจากเรื่องอาหาร เรื่องอื่นๆ ก็โอเคดีค่ะ 

สิ่งที่อยากบอกกับคนที่ยังลังเลจะมาเรียน?

ถ้ามีงบประมาณที่เยอะพอแล้วอยากไปเรียนที่ประเทศที่สะดวกสบายกว่านี้ก็โอเค แต่ถ้ามีงบประมาณที่จำกัด และอยากโฟกัสกับการพัฒนาภาษาอังกฤษแบบที่มีคลาสเรียนตัวต่อตัว ก็แนะนำว่าที่เซบูก็ตอบโจทย์ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เเค่ QQ แต่ก็มีโรงเรียนอื่นๆ ที่คล้ายๆ กัน มีที่พักอยู่ในโรงเรียน ซึ่งก็สะดวกสบาย ถ้าเป็นประเทศอื่น นุ่นไม่เเน่ใจนะ แต่จากที่เคยหาข้อมูลมา โรงเรียนกับที่พักไม่ใช่ที่เดียวกัน แต่ที่นี่คือสะดวกมาก เพราะประหยัดการเดินทางไปเลย เราแค่โฟกัสกับการเรียน เหมือนย้อนวัยไปมัธยม ถ้ามีงบประมาณจำกัด เวลาจำกัด แล้วอยากโฟกัสกับตัวเองด้วยการเรียนแบบตัวต่อตัว นุ่นก็แนะนำค่ะ

แนะนำคนที่กำลังจะเตรียมตัวไปเรียน?

เอาดีๆ ที่ KPG ลิสต์ให้ค่อนข้างครบเลยทีเดียว แต่ถ้าจะให้แนะนำคิดว่า สำหรับนักเรียนที่มาเรียนที่ BFC กางเกงขาสั้นที่ไม่น่าเกลียดสามารถใส่ได้อยู่นะคะ เขาไม่ได้เข้มงวดเหมือนเเคมปัส IT PARK เพราะคนญี่ปุ่นหรือชาติอื่นเขาก็ใส่สั้นกว่านี้ แต่นุ่นคิดว่าถ้าให้ชัวร์แค่เข่าก็โอเค เพราะว่ามันร้อน แต่ถ้าเราอ่านคู่มือโรงเรียนเขาจะบอกว่า ห้ามใส่สั้น แต่จริงๆ มันใส่ได้ค่ะ แค่เฉพาะ BFC นะคะ เพราะที่นี่ค่อนข้างอิสระอยู่

ตัวนุ่นไม่ได้พกกางเกงขาสั้นมาเลย แต่มันก็มีบางวันอยากชิว (หัวเราะ) ไปเดินทะเลแล้วไม่ได้ใส่ขาสั้น ก็ให้เป็นอีกทางเลือกนึงแล้วกันค่ะ ถ้าอย่างอื่นก็ไม่น่ามีเเล้วค่ะ

เตรียม Pocket money เท่าไหร่?

จริงๆ ขึ้นอยู่กับการใช้เงินของแต่ละคน สำหรับนุ่นคิดว่า ถ้าไม่ได้ซื้อของอะไรเยอะ เดือนนึง 10,000 บาทก็เหลือค่ะ เพราะถ้าทานอาหารข้างนอกก็ไม่ได้แพงขนาดนั้นค่ะ

การบริการของ KPG?

อันนี้ไม่ได้อวยนะคะ แต่ให้คะแนนเต็ม 10 ค่ะ (หัวเราะ) เพราะรู้สึกว่า ครบมาก แรกๆ อาจจะใช้ยากเพราะมีระบบเฉพาะต่างหาก เพราะว่านุ่นใช้ผ่าน IPAD เข้าใจว่าอุปกรณ์อาจจะไม่พร้อม แต่ก็ยากแค่แรกๆ ค่ะ แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็โอเค เพราะมีลำดับขั้นตอน 1 2 3 4 ว่าต้องทำอะไรบ้าง ตอบคำถามก็เร็ว แต่นุ่นมีเวลาคุยแค่ตอนกลางคืนเพราะตอนกลางวันต้องทำงาน ก็เข้าใจได้ เจ้าหน้าที่ก็ตอบเร็ว รู้สึกใส่ใจ ก่อนเดินทางก็มีถามไถ่ ก็เลยรู้สึกว่าโอเคเลยค่ะ เป็นเอเจนท์ที่โอเคเลยค่ะ ใส่ใจ ละเอียดค่ะ

อ่านเกี่ยวกับ CampusTop QQ English – คลิก

Photo Credits :  คุณนุ่น

ติดต่อขอรับคำปรึกษา

 

เรียนต่อแคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์

Line : @korpungun

เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

Line : @kpglearn

คอร์สออนไลน์ KPG LIVE

Line : @kpglive

TEL: 094-883-8778