[รีวิว] เรียนหลักสูตร Power Speaking ที่ฟิลิปปินส์ กับสถาบัน Pines International Academy โดยคุณหมิง

รีวิว เรียนหลักสูตร Power Speaking (SPARTA EB RPO)
ระยะเวลา 16 สัปดาห์ (22 Sep 2024 – 11 Jan 2025)
กับสถาบัน Pines International Academy – Main Campus โดยคุณหมิง

ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่ฟิลิปปินส์?

ได้มาจากหลายคนว่าจริงๆ แล้วสำเนียงไม่ได้ Native มาก แต่ผมมีเพื่อนฟิลิปปินส์จากการไป Work and Travel ตอนเรียนจบ เพื่อนฟิลิปปินส์เขาสามารถสื่อสารกับคนอเมริกันได้ค่อนข้างคล่องแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ใกล้บ้านด้วย ก็เลยเลือกมาที่นี่ครับ

ทำไมเลือกเมืองบาเกียว?

เพราะได้ยินมาว่าบาเกียวอากาศเย็นทั้งปีครับ ก็เลยรู้สึกว่าน่าจะดีกับการเรียนและการใช้ชีวิตครับ

ทำไมเลือกสถาบัน Pines?

ก่อนจะมาจริงๆ มีในใจอยู่ 2 ตัวเลือกครับ ที่เลือก Pines เพราะว่าเขามี optional class เพิ่มเติมช่วงเย็นถึงดึกครับ รู้สึกว่าทำให้เราเรียนได้เต็มที่ครับ

ผ่าน ต.ม. ยากไหม?

ส่วนตัวผม ต.ม. ง่ายมากแล้วก็ใจดีมาก เขาก็ถามว่า มาทำอะไร ก็บอกไปว่า มาเรียนภาษาอังกฤษ เขาก็ถามว่า มานานแค่ไหน ก็ตอบเขาไปว่า มา 4 เดือน เขาก็ขอดูใบยืนยันจากโรงเรียน แล้วก็บอกเราว่าอย่าลืมต่อวีซ่าทุกเดือนนะ แค่นั้น ก็ผ่านได้เลยครับ

หาเจ้าหน้าที่ที่มารอรับไปโรงเรียนยากไหม?

จริงๆ ผมอยู่มะนิลาก่อน 3 คืนครับ ซึ่งวันที่เดินทางไปโรงเรียนก็เดินทางไปสนามบินที่จุดนัด คนที่มารับเขาจะเป็นสมาคมของโรงเรียน ESL ในบาเกียวครับ เราก็ถามเขาว่า เราไปโรงเรียนนี้ให้ไปกลุ่มไหน เขาก็บอกเรา ไม่ยากครับ

สิ่งที่คิดก่อนมาเรียนกับความเป็นจริงเหมือนหรือต่างกันยังไง?

ถ้าเป็นที่ Main campus จะเน้นเรื่องการพูด ก่อนมาผมคิดว่าเขาน่าจะเน้นเรื่องอื่นๆ ด้วย แต่จริงๆ แล้วเขาเน้น speaking ซะส่วนใหญ่ แต่ละวิชาก็เน้นให้เราต้องพูดครับ

รูมเมทชาติอะไรบ้าง?

ผมอยู่ห้องคอนโดที่มี 2 เตียงครับ รูมเมทคนแรกจะเป็น เกาหลี ครับ คนที่สองจะเป็น ญี่ปุ่น คนที่สามเป็น ซาอุดิอาระเบีย และคนที่สี่เป็นไต้หวันครับ

ประสบการณ์กับรูมเมทแต่ละคน?

ต่างกันมากครับ บุคลิกส่วนตัวแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย เราก็ต้องพยายามปรับตัว

คนเเรกที่เป็นเกาหลี อายุประมาณ 20 เรียนมหาลัย เขาจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เขาน่ารัก ซึ่งตอนอยู่ในห้องแทบจะไม่ได้พูดกันเลย เพราะเขาก็เกรงใจเรา เราก็เกรงใจเขา ก็อยู่กันได้ ทุกครั้งที่เปิดประตูเข้าไปก็ say hello กัน จะไม่ได้คุยอะไรกันมากครับ

คนที่สองคนญี่ปุ่น เขาค่อนข้างจะมีความผู้ชายมากๆ บางทีเราก็อึดอัดว่าเราต้องแสดงออกแบบไหนถึงจะตรงจริตเขา

คนที่สามเป็น ซาอุดิอาระเบีย ก็น่ารักมาก นิสัยดี รู้สึกว่าเขาใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ แต่ว่าปัญหาก็จะมีเรื่องกลิ่นซึ่งค่อนข้างที่จะหนัก ไม่ใช่เฉพาะกับคนไทย แต่ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ก็จะมีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกันครับ สัปดาห์นั้นคือเครียดมาก พยายามที่จะปรับตัวอยู่ให้ได้ แต่เขาก็จะมีกลิ่นเฉพาะของเขา หรือแม้แต่พฤติกรรมการอาบน้ำก็จะน้อย อาจจะเพราะประเทศเขาน้ำน้อย เขาก็เลยอาบน้ำน้อย แม้แต่อาหารที่เขาทานกลิ่นก็ค่อนข้างเเรง รวมถึงเขาจะละหมาดวันนึงประมาณ 4-5 รอบ เราก็ต้องพยายามปรับตัวกับวัฒนธรรมของเขา แต่สุดท้ายผมอยู่ไม่ได้ ก็เลยเเจ้งกับเมเนเจอร์ว่า ขออนุญาตเปลี่ยนห้องครับ แล้วก็เลยได้มาอยู่กับรูมเมทคนปัจจุบันคือ ไต้หวันครับ

กับรูมเมทคนไต้หวัน แรกๆ อาจจะรู้สึกว่ายากนิดนึงเพราะว่าเขาเป็นคน introvert เขาไม่ค่อยพูดกับใคร เราต้องพยายามทำลายกำแพงเขาโดยการพยายามคุยกับเขาครับ แต่พอเขารู้สึกสบายใจกับเราเขาก็ nice ครับ แค่แรกๆ จะอึดอัดมาก เขาบอกผมว่าเขาไม่เคยคุยกับรูมเมทคนไหนเลยครับ แต่เราก็ทำลายกำแพงเขาเรียบร้อยด้วยการชวนคุยตลอดเวลา คิดว่าเเรกๆ เขาอาจจะรำคาญ พอไปๆ มาๆ เขาก็ชินครับ (หัวเราะ)

สำเนียงของครูฟิลิปปินส์เป็นยังไง?

พูดตรงๆ ก็คือแล้วแต่บุคคลเลยครับ ครูบางคนสำเนียงเป๊ะมาก ครูบางคนก็สำเนียงกลางๆ บางคนก็สำเนียงติดพื้นถิ่น แต่โดยรวมสามารถเข้าใจได้ง่ายครับ

ใน 1 วันเรียนอะไรบ้าง?

ต้องบอกก่อนว่านักเรียนที่นี่จะมาเรียนกันประมาณ 1-3 เดือนครับ ซึ่งเลเวลที่เริ่มต้นส่วนใหญ่ของเด็กที่นี่จะประมาณเลเวล 3-4 คลาสก็จะแน่น เพราะจะมีทั้งคาบเรียนตัวต่อตัวและคลาสเรียนแบบกลุ่ม ของผมจะมี 8 คาบเรียนต่อวัน ที่เป็นคาบเรียนหลัก หลักๆ จะเป็นการพูด เเล้วก็มีการฟัง เเละการเขียน นอกนั้นจะเป็นการพูดหมดเลย วิชาเรียนก็จะเป็น patterns , phrasal verb, เราก็จะเเชร์ความคิดเห็นจากโจทย์ในหนังสือ ซึ่งทุกคนจะต้องพูดตลอดเวลา

คลาส Speaking พอเริ่มคลาสครูจะทักทายก่อน เช่น เมือวานเป็นยังไงบ้าง วันหยุดที่ผ่านมาทำอะไรกันมาบ้าง จากนั้นครูจะเปิดไฟล์เสียงให้เราฟัง แล้วก็ตอบคำถามในหนังสือ แล้วก็มีการทายคำศัพท์ รวมถึงมาคุยเรื่องเเกรมม่าว่าจากประโยคนี้ โครงสร้างไหนที่น่าสนใจ แม้แต่คลาส speaking เราก็ได้พูดและได้เรียนแกรมม่าไปในเวลาเดียวกันครับ

คลาส Writing ครูก็จะมีการอธิบายว่าโครงสร้างในการเขียนของโจทย์วันนั้นคืออะไร เขาก็จะถามความคิดเห็นเราว่า เราอยากจะพูดถึงหรือเขียนถึงประเด็นไหน ให้เราลิสต์ออกมาก่อน ณ ช่วงเวลานั้น เราก็จะได้พูดครับ

คลาส Reading สำหรับประสบการณ์ผม เทคนิคการสอนของครูเเตกต่างกันหมดเลย อย่างเช่น จะให้เราอ่านอย่างเดียว อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วก็พยายามที่จะแก้ไขการออกเสียงบางคำของเราที่ยังออกเสียงไม่ถูกต้อง ครูบางคนก็จะให้เราอ่านและแปลไปพร้อมๆ กัน ถ้าคำศัพท์ไหนที่เราไม่ได้ เขาก็จะอธิบายให้เรา ก็แล้วแต่เทคนิคการสอน แต่โดยรวมๆ แล้ว ช่วงต้นๆ คลาสจะเป็นการเริ่มคุยกันก่อน เช่น เธอเป็นยังไงบ้าง คลาสก่อนหน้าเธอเป็นยังไง เธอเเพลนจะทำอะไรเย็นนี้ สัปดาห์นี้เธอแพลนจะทำอะไรบ้าง ครูเขาจะเริ่มจากการพูดคุยก่อนแล้วค่อยเริ่มคลาสครับ

คลาส Listening เราก็จะเรียนตามหนังสือเรียนเลยคือ ฟังไฟล์เสียง ตอบคำถาม ปิดหนังสือ แล้วเขียนสิ่งที่เราได้ยินลงเอกสารที่ครูให้มาครับ ก็จะได้คุยกับครูช่วงต้นคลาส หรือช่วงที่เรามีคำถาม เช่น ทำไมเขาถึงออกเสียงแบบนี้นะ เราสามารถที่จะถามได้ตลอดเวลาครับ

EB PRO เรียนอะไรบ้าง?

EB PRO เป็นโปรแกรมใหม่มากๆ สำหรับที่นี่ ก็จะมีนักเรียนจบไปแล้วแค่ไม่กี่รุ่น ซึ่งโปรแกรมนี้เริ่มต้นเขาเเพลนที่จะทำให้นักเรียนที่ต้องการเรียนสปาต้า แต่สุดท้ายเขาเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนที่สนใจเรียน โดยที่โครงสร้างของหลักสูตรนี้จะแบ่งออกเป็น 3 พาร์ทครับ

พาร์ทเเรก คือ คำศัพท์ (Vocabulary) ทุกวันเราจะต้องจำคำศัพท์ 20 คำ ซึ่งจะไม่ใช่คำศัพท์เดี่ยวๆ ครับ แต่จะเป็น collocation คือคำศัพท์ที่มักจะใช้คู่กันครับ พอตอนเช้าจะเป็นคลาสที่ครูจะอธิบายว่า collocation กรุ๊ปนี้ หมายถึงอะไร และใช้ในกรณีไหน

พอตอนเย็นหลังคาบเรียนปกติ เขาก็จะมีเรียนแบ่งเป็น 2 วิชา วิชาแรกคือ Public speaking ครูจะให้โจทย์มาว่าวันนี้ที่เราจะพูดต่อหน้าสาธารณชนให้ประเด็นไหนบ้าง เราควรจะใช้ประโยควิธีการพูดเกริ่นนำแบบไหน

คลาสสุดท้ายจะเป็นคลาส pattern ครับ ครูจะให้ตัวอย่างโครงสร้างประโยคเวลาเราพูด แล้วก็ให้เราแต่งประโยค เขาก็จะเช็คว่าแกรมม่าที่เราเขียนไปมันถูกรึเปล่า ถ้าแกรมม่าผิดเขาก็จะบอกว่า โครงสร้างของแกรมม่าส่วนนี้ควรที่จะเป็นแบบไหน หลังจากเสร็จทั้ง 3 คาบ สุดท้ายจะมีการสอบประจำวันครับ ก็จะมีสอบทุกวันจันทร์ – พฤหัส แล้วก็มี weekly test ที่จะสอบทุกวันศุกร์ครับ

เรียน EB PRO ต้องทำพรีเซนเทชั่น?

ใช่ครับ โปรเเกรม EB PRO ในแต่ละรอบจะต้องเรียน 4 สัปดาห์ ซึ่งเราจะมี Daily Quiz กับ Weekly test ทุกสัปดาห์ แต่สัปดาห์ที่ 4 จะพิเศษตรงที่เราจะมีพรีเซนเทชั่นต่อหน้าคุณครูและนักเรียนจำนวนมากครับ

ส่วนตัวผมเข้าร่วมโปรเเกรมนี้ทั้งหมด 3 รอบ 12 สัปดาห์เต็มๆ ที่อยู่กับโปรแกรมนี้ ซึ่ง เดือนแรกผมพูดเกี่ยวกับ ภาวะซึมเศร้า เดือนที่สองพูดเกี่ยวกับประโยช์จากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เดือนสุดท้ายผมพูดเรื่องพัฒนาภาษาอังกฤษจากการท่องเที่ยวได้อย่างไรบ้างครับ

สิ่งที่ได้จากการทำพรีเซนเทชั่นคือความมั่นใจ ส่วนที่สองผมได้เรียนรู้ว่าในเดือนแรกๆ ของผม ผมเลือกที่จะใช้คำศัพท์ยากๆ เพราะคิดว่าน่าจะทำให้เราดูเป็นมืออาชีพ แต่สุดท้ายผมรู้สึกว่า จริงๆ แล้วมันไม่มีประโยชน์ ถ้าเราพรีเซนต์ไปแล้วผู้ฟังเราไม่ได้เข้าใจจริงๆ ซึ่งการทำให้พรีเซนต์มันง่ายและนักเรียนทุกๆ เลเวลสามารถที่จะเข้าใจที่เราต้องการสื่อได้ อันนั้นจะเป็นการประสบความสำเร็จมากกว่าครับ

แนะนำให้เรียน EB PRO ไหม?

ขึ้นอยู่กับบุคคลครับ เพราะว่าถ้าเราเข้าเรียนโปรเเกรม EB PRO จะทำให้เราแทบไม่มีเวลาทำการบ้าน หรือทบทวนเนื้อหาในตอนกลางวันที่เราเรียนมาเลย เพราะเราจะเรียนคาบเรียนที่เป็น EB RPO เสร็จตอน 4 ทุ่ม จากนั้นเราต้องมานั่งจำคำศัพท์แต่ละวันอีก แต่ข้อดีคือมันทำให้เราฝึกบริหารเวลา ว่าเราจะต้องทำการบ้านเวลาไหน ต้องจำคำศัพท์เวลาไหน ทำให้เรามีตารางที่แน่นในแต่ละวัน เป็นการฝึกให้เราบริหารเวลาได้คุ้มค่าที่สุด แต่ถ้าอยากจะมีเวลาทบทวนเนื้อหา ก็คิดว่าเรียนแค่คาบเรียนปกติในเวลากลางวันก็เพียงพอ เพื่อที่จะพยายามดูว่าจุดไหนที่เราอ่อน เพื่อที่เราจะได้มาเเก้ไขจุดนั้น สิ่งสำคัญคือจะต้องมีวินัยกับตัวเองมากๆ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า พอเวลาว่างมากก็แค่นอน เที่ยวครับ

Optional class เป็นยังไงบ้าง?

เคยลงเรียน 2 สัปดาห์แรกที่มาถึงครับ เพราะตอนนั้นเขายังไม่อนุญาตให้นักเรียนใหม่ได้เข้าเรียน EB PRO ได้ตั้งแต่สัปดาห์แรก ก็เลยจำเป็นที่ต้องลงเรียน option class ไปก่อน ที่ผมเคยลงก็จะมี 3 วิชา ตอนเช้าจะเป็น Listening ส่วนตอนเย็นจะมี 2 คลาสคือ Speaking กับ Reading ครับ

ปัญหาที่เจอคือ option class เขาเปิดให้กับนักเรียนทุกระดับได้ลงเรียน ผมพบว่าเนื้อหาค่อนข้างง่ายสำหรับคนที่พอจะได้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่ข้อดีคือ เราได้เพื่อนเยอะมาก แต่ถ้าอยากจะพัฒนาภาษาจริงๆ ผมคิดว่า EB PRO น่าจะช่วยได้เยอะมากกว่าครับ

ขอเทคนิคการเป็น Top student หน่อย?

เราจะต้องเข้าใจก่อนว่า โครงสร้างของข้อสอบแต่ว่าวิชาเป็นอย่างไรบ้าง และเราจะต้องเตรียมตัวส่วนไหนนั่นคือสิ่งที่สำคัญครับ และแต่ละพาร์ทจะมีเวลาจำกัดแค่ 40 นาที ซึ่งเราจะต้องบริหารเวลาในการทำข้อสอบให้ดี เราจะต้องแบ่งเลยว่าพาร์ทนี้จะต้องทำกี่นาทีๆ ถ้าเกิดไม่ทันก็ต้องย้ายไปทำอีกพาร์ทนึงเลย เพราะถ้าจมอยู่กับพาร์ทเดียว คะแนนก็จะอยู่แค่พาร์ทนั้น เราก็จะไม่ได้คะแนนพาร์ทอื่น สิ่งสำคัญคือการบริหารเวลาในการทำข้อสอบ

จริงๆ แอบมีเทคนิคนิดนึงคือ หากเราพยายาม nice กับทุกคน แล้วเราพยายามเป็นที่รู้จักของคนในโรงเรียน แล้วถ้าครูรู้ว่าภาษาอังกฤษเราดี เขาก็จะหยิบข้อสอบเรามาตรวจก่อน แล้วเขาจะเอาข้อสอบเรามาใช้เป็นมาตรฐานเพื่อเอามาเทียบกับนักเรียนคนอื่นๆ ส่วนตัวผมไม่เคยได้ Top 1 นะ ได้แค่ Top 2-3 ได้ทุกเดือน จริงๆ แล้วผมก็คิดว่า เขาก็แฟร์ในระดับนึงเพราะก็มีคนที่ดีกว่าผมนะ แต่สุดท้ายแล้วผมก็คิดว่า การที่เราเป็นที่รู้จักเขาก็จะพิจารณาเราเป็นลำดับต้นๆ ครับ

ครูที่ประทับใจ?

ส่วนตัวเดือนแรกครูคือดีมาก รู้สึกว่าเขาเป็นมืออาชีพมากๆ จะเป็นครูที่มีประสบการณ์ครับ จริงๆ ประทับใจหลายคนมาก

คนแรกจะเป็นครูที่ทำงานที่นี่มาพักใหญ่ๆ แล้ว เขามีประสบการณ์เป็นครู ESL มาประมาณ 20 ปี ผมเจอว่าสำเนียงเขาคือดีมาก คือเป็นเสียงเดียวกันกับใน Audio เลย

ส่วนครูคนอื่น ก็จะเป็นครูที่มีอายุนิดนึง ก็จะมีประสบการณ์ เขาก็จะมีสไตล์ของเขา จะเป็นเหมือนคุณแม่ เราก็เรียกเขา มามี๊ ก็จะน่ารักอีกแบบนึง แต่พอเขามีอายุคาบเรียนก็อาจจะง่วงๆ หน่อย แต่จริงๆ เขาใจดี แล้วเขาก็มีความรู้มาก

การเปลี่ยนครูทุกๆ 4 สัปดาห์มีข้อดี ข้อเสียยังไง?

ข้อดีคือ ถ้าเรามีครูที่ไม่ค่อยดีแล้วเปลี่ยนไปเจอครูที่ดีมันก็ดีครับ แต่ถ้าเรามีครูที่ดีอยู่แล้ว แล้วเปลี่ยนไปเจอครูที่ไม่ค่อยดี เราก็รู้สึกว่าเราเสียดายครูคนเก่าจังเลย แต่เราก็ควรจะเปลี่ยนเพราะครูแต่ละคนเขาก็มีเทคนิคไม่เหมือนกัน การที่เราได้เจอคนใหม่ๆ ได้พูดคุยในประเด็นใหม่ๆ มันก็ทำให้เราได้คำศัพท์ ได้พูดคุยได้คล่องขึ้นในประเด็นที่แตกต่างกัน เพราะถ้าครูคนเดิมเขาก็จะคุยแต่เรื่องที่เขาถนัด เช่น จากที่คุยแต่เรื่องส่วนตัว อาจจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องการศึกษา ครูอีกคนก็อาจจะคุยเรื่องสาธารณสุข มันอยู่ที่ว่า ครูเขาถนัดเรื่องไหนที่จะคุยกับเราครับ

วิชาที่ไม่ชอบเรียน?

คลาสตัวต่อตัวประมาณเลเวล 4-5 ผมรู้สึกว่าคำถามมันค่อนข้างน่าเบื่อ บางทีมันเป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวมากๆ ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ได้อยากจะแชร์ แต่พอเป็นเลเวลที่สูงขึ้น เช่นเลเวล 6-7 ผมรู้สึกว่าคำถามในหนังสือน่าสนใจ เพราะเขาถามถึงเรื่องประเด็นอื่นๆ ด้วย

อาหารที่โรงเรียน?

เขาทำมาเพื่อเอาใจเด็กเกาหลีซะส่วนใหญ่ ถามว่ากินได้ไหม สำหรับผม กินได้นะ แต่ปัญหาคือ โปรตีนน้อยมาก ผมรู้สึกว่าสัดส่วนของอาหารมันไม่บาลานซ์กัน ซึ่งผมก็เขียนคอมเพลนไปในแบบประเมินทุกเดือน แต่ก็เหมือนจะดีขึ้นมา 2-3 วันแล้วก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้จะเป็นเฉพาะกับเด็กไทย แต่เด็กชาติอื่นก็มีคอมเพลนไป แต่ว่าเขาก็เหมือนจะไม่ได้แก้อะไรเท่าไหร่ครับ สำหรับรสชาติ ส่วนตัวเป็นคนไม่ทานเผ็ด ก็เลยไม่มีปัญหาอะไรก็ทานได้ แต่ว่าเมนูก็จะซ้ำๆ กัน พอ 2 เดือน 3 เดือน ก็เริ่มเบื่อครับ แต่ก็ถือว่า อร่อย กินได้ครับ

สิ่งประทับใจที่สุดในการเรียนที่ Pines?

สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ เพื่อน ครับ เราจะได้เจอกับเพื่อนหลายชาติมากๆ รู้สึกว่า เราได้ปรับตัวและเข้าใจความเป็นญี่ปุ่น ความเป็นเกาหลี ความเป็นไต้หวัน ว่าเขาคิดยังไง แสดงออกทางความรู้สึกแบบไหน มันทำให้เราเห็นความหลากหลายมากๆ ครับ

เรื่องท้าทายในการมาเรียน?

ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่สนุกมากกว่าท้าทายนะครับ รู้สึกว่าอยากตื่นมา อยากได้เจอเพื่อน ไปคุยกับเพื่อน ถึงแม้ว่าเราจะไปคุยก็ได้คุยเป็นภาษาอังกฤษ ก็รู้สึกว่าได้พัฒนาทักษะการพูด ความมั่นใจ หรือแม้เเต่ประเด็นที่เราได้พูดซ้ำๆ ก็ทำให้เราคุ้นชินกับการใช้คำศัพท์ในกลุ่มนี้ครับ

อะไรที่ทำให้เรามีแรงตื่นไปเรียนใน 7 โมงเช้าทุกวัน?

เด็กที่เรียน EB RPO จะเป็นเด็กที่ขยัน ซึ่งเขาจะมีการจัดอันดับที่ 1 ที่ 2 ของเดือน ผมพบว่าเด็กญี่ปุ่นมีความแข่งขันสูงมาก ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ได้ วันนี้ฉันจะต้องตื่นเพื่อที่จะไปแข่งกับเธอ (ยิ้ม) ในทุกๆ วันก็จะมี Quiz เราก็จะมีการแข่งกันสนุกๆ ครับ

16 สัปดาห์พัฒนาขึ้นยังไงบ้าง?

ส่วนตัวผมรู้สึกว่า หนึ่งคือผมมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะก่อนที่จะมาที่นี่ผมไม่ค่อยได้พูดกับชาวต่างชาติเท่าไหร่ และไม่ค่อยมั่นใจภาษาอังกฤษตัวเองว่าพูดไปแล้วคนจะเข้ารึเปล่า แต่พอมาที่นี่พอเราพูดไปแล้วครูเข้าใจ เพื่อนเข้าใจ มันทำให้รู้สึกว่า ภาษาอังกฤษเราสามารถที่จะสื่อสารให้เข้าใจง่าย ก็เลยมั่นใจที่จะพูดมากขึ้นครับ

อีกอย่างนึงคือ ตอนอยู่ไทยผมรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างที่จะเป็น introvert แต่พอมาอยู่ที่นี่เพิ่งมารู้ว่าจริงๆ แล้วเราก็เป็น extrovert เหรอ กลายเป็นว่า ค้นพบบุคลิกตัวเองในอีกด้านนึงครับ เพราะว่าตอนอยู่ไทย ก็กังวลว่าเวลาเราทำอะไร คนจะตัดสินว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่พออยู่ที่นี่ไม่มีใครรู้จักเรา เราก็สามารถลองเป็นทุกอย่างที่เราอยากจะเป็นโดยที่ไม่มีใครมาตัดสินเรา ก็รู้สึกว่าสนุกดีครับ

เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ไหม?

มีทั้งที่ตรงกับที่คาดหวังไว้และไม่ตรงครับ สิ่งที่ตรงก็คือผมสามารถเรียนตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างดี สิ่งที่ไม่ตรงคือ ส่วนตัวผมสื่อสารภาษาอังกฤษได้อยู่แล้วก่อนมา ก็เลยอยากจะพัฒนาในเรื่องของแกรมม่าและการเขียน แต่พอมาที่นี่เจอว่าสุดท้ายแล้วคือเน้นพูดก็เลยกลายเป็นว่าพาร์ทที่ผมอยากจะพัฒนาก็พัฒนาได้ไม่มากเท่าไหร่ครับ

เสาร์ อาทิตย์ ทำอะไรบ้าง?

ช่วงเดือนสองเดือนแรกจะมีเพื่อนเยอะ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ที่นี่จะเริ่มที่เลเวล 3-4 ช่วงนั้นเราก็จะมีเพื่อนเลเวลเดียวกันเยอะมาก เขาก็จะจัดทริปกันไป Hundred Island, ไป surfing ไปปีนเขากันในแต่ละสัปดาห์ ก็จะมีคนชักชวนเราไปร่วมทริปกับเขาค่อนข้างบ่อยครับ แต่พอเราอยู่ไปนานๆ เพื่อนกลับหมดแล้ว ก็กลายเป็นว่า เราออกไปเที่ยวในเมืองคนเดียว พยายามไปหาร้านอาหารใหม่ๆ เองครับ

ความปลอดภัยเมืองบาเกียว?

ปลอดภัยมากครับ หลายๆ ครั้งที่ผมออกไปตอนกลางคืนแล้วก็เดินกลับมา อาจจะเพราะหาแท็กซี่ไม่ได้ หลายๆ ครั้งก็ไม่เคยเจออะไรอันตราย สามารถที่จะเดินคนเดียวได้ในเมืองครับ เพราะบางช่วงก็เป็นช่วงเทศกาลแล้วก็หารถกลับไม่ได้ ก็เลยต้องเดินกลับครับ ตอนเเรกผมเจอว่าเด็กญี่ปุ่นเขาก็เดินกันอยู่แล้ว ยังคิดเลยว่า เดินกันได้ยังไง เพราะจากในเมืองมาโรงเรียน มันไกล แต่พอถึงวันที่จำเป็นต้องเดิน มันก็เดินได้ครับ

เตรียม pocket money เท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้เงินเลยครับ เพราะว่าเราจะมีอาหารของโรงเรียน 3 มื้อในวันจันทร์-ศุกร์ อยู่แล้ว แต่เสาร์ อาทิตย์ แล้วแต่ว่าจะออกไปไหน จะออกไปกินอะไร จะไปร้านอาหาร หรือ street food ก็แล้วแต่พฤติกรรมการใช้เงิน แต่ของผมใช้ค่อนข้างเยอะอยู่ (ยิ้ม)  เพราะส่วนตัวเตรียมมา 40,000 ตั้งใจจะใช้เดือนละหมื่นแต่ก็ไม่พอ แต่ถ้าประหยัดหรือว่าไม่ได้เที่ยวมากก็พอนะ สักเดือนละ 6-7 พัน หมื่นนึงก็น่าจะพอนะครับ

เพราะผมไปเที่ยวทริปใหญ่ๆ ประมาณ 3 ครั้งครับ เช่นตอนผมไปเที่ยว Hundred Island มันก็จะคล้ายๆ กับไปเที่ยวกระบี่ แต่ทะเลก็ไม่ได้สวยเท่ากระบี่ แต่มันก็ควรจะไปแหละเพื่อประสบการณ์ ผมเสียไปประมาณ 6-7 พันบาทก็โอเคอยู่ เพราะถ้าเทียบกับกระบี่ก็ถูกกว่าครับ อย่าง Surfing ก็เสียไปประมาณ 2-3 พันบาท/ครั้ง ส่วนร้านอาหารผมจะบอกว่า ร้านอาหารที่นี่ราคาสูงกว่าเมืองไทยค่อนข้างมากครับ ถ้าไปกินข้างนอกมื้อนึงก็ตกประมาณ 10-15 USD ถ้าเทียบกับที่ไทยก็ถือว่าแพงครับ แต่ผมรู้สึกว่ามาถึงที่นี่ก็ควรที่จะต้องลองว่าร้านอาหารเขาเป็นยังไง ส่วนตัวผมไม่ค่อยช้อปปิ้งครับ จะเน้นกิน ดื่ม ซื้อของเข้าห้องครับ

เจ้าหน้าที่โรงเรียนดูแลนักเรียนดีไหม?

ช่วงก่อนเดินทางจะมีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ค่อนข้างเยอะครับ ก็ดีครับ เขาส่งเราถึงโรงเรียนอย่างปลอดภัยก็โอเคครับ พออยู่ที่โรงเรียนก็แทบไม่ได้คุยกับเจ้าหน้าที่เลยเพราะทุกอย่างก็ทำตามระบบของโรงเรียน แต่มีตอนที่ขอเปลี่ยนห้องพักครับเขาก็ทำเรื่องเปลี่ยนให้ครับ ทุกอย่างคือติดต่อง่าย ไม่มีปัญหาเลยครับ เขาก็ช่วยๆ กันดูครับ

สัญญาณอินเตอร์เน็ตเป็นยังไง?

ต้องทำใจเลยครับเพราะประเทศฟิลิปปินส์ทั้งสัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณอินเตอร์เน็ตค่อนข้างจะแย่ แต่ก็ใช้ได้ในบางจุดในบางเวลา ข้อดีที่ผมเจอคือ ทำให้ผมใช้โซเชีลมีเดียน้อยลง เพราะเน็ตไม่ดี ก็เลยไม่เล่นก็ได้ ไปอ่านหนังสือ ไปทำการบ้านก็ได้ มันก็มีข้อดีของมันอยู่ครับ

คลินิกที่โรงเรียนเป็นยังไง?

คลินิกที่นี่จะมีพยาบาลประจำอยุ่ตลอดเวลา เวลาป่วยก็สามารถที่จะติดต่อพยาบาลได้เลย ซึ่งถ้าเป็นเคสหนักเขาก็จะส่งไปโรงพยาบาลครับ แต่ส่วนตัวผมแค่เคยไปขอยาพารา เขาก็ให้มาครั้งละเม็ด ผมยังไม่เคยป่วยหนักๆ ที่นี่ แต่มีเพื่อนที่รู้จักเขาทานยาไปสัก 2-3 วันแล้วไม่ดีขึ้น เขาก็โดนส่งไปโรงพยาบาลครับ

บริการซักแห้ง?

ดีมากครับ ไว เขาจะจัดเป็นวันจันทร์ ผู้ชาย วันอังคารผู้หญิง วันพุธส่งได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง วันพฤหัสผู้หญิง วันศุกร์ผู้ชาย ซึ่งถ้าเอาไปส่งก่อน 9 โมงเช้าก็จะได้ตอนเย็นวันนั้นเลย แต่ถ้าไปส่งสายหน่อยก็จะได้ผ้าคืนเช้าวันถัดไปครับ

Curfew ที่โรงเรียน?

เขาจะมี Curfew ทุกวัน ระหว่าง 4 ทุ่ม – ตี 5 ครึ่ง ซึ่งเวลานี้จะเข้าหรือออกนอกโรงเรียนไม่ได้ หรือถ้าเราออกไปข้างนอกแล้วเรากลับมาสายก็จะโดนทำโทษครับ เช่น ให้ Self study แต่จะมีแค่คืนวันเสาร์ที่เราจะออกกี่โมงก็ได้ กลับกี่โมงก็ได้ครับ ถ้าจะมาอยู่นี่จริงๆ ก็จะมีทริคแหละว่าเราจะเอาตัวรอดยังไง เช่น ถ้าเราออกไปดื่มตอนกลางคืนก็พยายามอยู่ข้างนอกให้ถึงสักประมาณ ตี 2-3 ซึ่งเป็นเวลาที่ยามเขาก็หลับแล้ว เราก็แอบย่องเข้ามาได้ (ยิ้ม) เพราะเขาจะปิดไฟหมดเลย เราก็ถอดรองเท้าแล้วก็ย่องๆ เข้ามา แต่ถ้าเขาจับได้ก็จะโดนทำโทษ แต่ถ้าจับไม่ได้ก็รอดครับ

บริการทำความสะอาดห้องพัก?

ห้องพักจะทำความสะอาดอาทิตย์ละ 2 ครั้งครับ ห้องผมจะมีเป็นวันพุธ กับวันเสาร์ เขาก็จะทิ้งขยะให้ ถูห้องให้ แต่ผ้าปูที่นอนเขาจะเปลี่ยนให้แค่เดือนละครั้ง

ระบบ Portal ที่ Pines ใช้ยังไง?

เราก็ต้องดาวโหลดแอพมาครับ ซึ่งเราก็ต้องมีรหัสของเรา ส่วนพาสเวิดก็จะเป็นวันเดือนปีเกิด ในระบบก็จะมีข้อมูลคลาสเรียนของเรา มีรายละเอียดครูผู้สอน และห้องเรียนครับ รวมถึงการแจ้งข่าวต่างๆ เช่น วันนี้จะมีไต้ฝุ่น หรือมีการยกเลิกคลาสเพราะว่าพายุ คะแนนสอบ รายละเอียด option class  เป็นต้นครับ

ส่วนเงินที่เราไปแลกเป็น Points ข้อมูลในบัตรนักเรียนกับแอพโรงเรียนก็จะเชื่อมกันอยู่ครับ เช่น เราสามารถใช้บัตรนักเรียน หรือ QR Code ในแอพโรงเรียนจากโทรศัพท์ ไปสแกนซื้อเครื่องดื่ม จ่ายค่าซักแห้ง หรือใช้จ่ายอะไรต่างๆ ในโรงเรียน มันจะหักจากแต้มเงินของเราในระบบครับ ถ้าเงินเหลือ เราสามารถไปขอรีฟันได้ในวันสุดท้ายที่เรียนครับ

แนะนำคนที่สนใจจะมาเรียน?

ถ้าอยากจะมาก็ควรมาครับ อย่างน้อยๆ เพื่อให้ได้รู้ว่าภาษาอังกฤษเราสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างเข้าใจ ฟิลิปปินส์ก็ไม่ได้ไกลจากเมืองไทย โดยเฉพาะคนที่ทำงานกับคนเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ที่นี่จะทำให้เราเข้าใจว่าภาษาอังกฤษของเราสามารถเข้าใจได้กับคนกลุ่มนี้รึเปล่า เพราะนักเรียนที่นี่ส่วนมากจะเป็น ญี่ปุ่นกับเกาหลีประมาณ 70%

สิ่งที่อยากบอกกับคนที่ยังลังเลอยู่?

บาเกียวคือปลอดภัยมาก สามารถมาได้เลยครับ ทุกอย่างคือดี ส่วนตัวผมคือชอบมากครับ ครูฟิลิปปินส์สามารถสื่อสารให้เราเข้าใจได้ง่าย รวมถึงเรามีวัฒนธรรมที่คล้ายๆ กัน ก็จะเข้าใจกันดีเป็นพิเศษ รวมถึงการมีเพื่อนจากชาติอื่นๆ มันทำให้เราได้คอนเนคชั่นค่อนข้างมาก เช่น เพื่อนบางคนเป็น HR ที่ญี่ปุ่น เพื่อนหลายคนก็เป็นนั่นเป็นนี่ ทำให้รู้จักคนเยอะมาก นอกจากการได้พัฒนาภาษาครับ

แนะนำคนที่กลัวว่าถ้ามาเรียนแล้วจะหาเพื่อนยาก?

ทุกคนจะมีเพื่อนครับเพราะว่า พอได้เรียนคลาสกลุ่มก็จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนอยู่แล้ว เพราะอยู่ที่นี่ เด็กนักเรียนไทยยังน้อยมาก ซึ่งเราก็จะโดดเด่นกว่าคนอื่น เพราะเราเป็นส่วนน้อย เพื่อนๆ ก็จะตื่นเต้นว่าเรามาจากไทยนะ เพราะที่นี่นักเรียนจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวันซะส่วนใหญ่ครับ

ให้คะเเนนสถาบัน Pines?

คะแนนเต็ม 10 ผมให้ 8 ครับ ข้อดีผมรู้สึกว่าระบบการจัดการของเขาค่อนข้างดีครับ ข้อเสียที่ผมเจอก็คือ ที่นี่จะมีทั้งครูที่โคตรดีเลย กับครูที่เฉยๆ แล้วก็ครูที่ไม่ดีเท่าไหร่ ซึ่งผมรู้สึกว่าครูที่ยังสอนไม่ค่อยดีเขาน่าจะเอาไปเทรนใหม่ให้ดีกว่านี้ เพราะว่าในแต่ละเดือนที่เราต้องเปลี่ยนครู เราจะเลือกครูไม่ได้ นอกจากว่าเราเจอครูไม่ดีจริงๆ เราก็ขอเปลี่ยนเป็นกรณีไป กับอีกเรื่องคือเรื่องอาหาร ผมรู้สึกว่าเขาทำได้ดีกว่านี้ แต่เขาก็ยังไม่เปลี่ยนเท่าไหร่ครับ

แนะนำคนที่กำลังจะเดินทางมาเรียน?

สิ่งที่ควรเตรียมมาคือของฝากครับ การอยู่ที่นี่ทำให้เราสนิทกับทุกคนไปหมดเลย แล้ววันที่เรากลับ เรารู้สึกว่าเราอยากให้ของขวัญเขา พอเราไม่ได้เตรียมมาก็รู้สึกว่า เราจะให้อะไรเขาดี ถ้าเตรียมมาก่อนก็จะดีครับ อะไรเล็กๆ เช่น ยาดม เป็นต้น

ทำไมถึงเลือกไปเรียนกับ KPG?

ผมเจอว่า KPG เป็นเอเจนท์เดียวที่ติดต่อง่ายที่สุด แล้วก็มีตัวตนในเว็บไซต์ ใน Facebook ใน Youtube ค่อนข้างที่จะเชื่อถือได้ครับ ก็เลยเลือกที่ไปกับ KPG

ฝาก KPG หน่อย?

สำหรับผมมากับ KPG LEARN ก็คือเชื่อถือได้ โอนเงินไปแล้วไม่ต้องกังวล เพราะเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับค่อนข้างเร็ว ดูแลจนถึงฟิลิปปินส์ แล้วก็จนถึงกลับไทย เชื่อถือได้จริงๆ ครับ เงินไม่หายเเน่นอนครับ (ยิ้ม)

อ่านเกี่ยวกับ Pines International Academy – คลิก

Photo Credits :  คุณหมิง

ติดต่อขอรับคำปรึกษา

 

เรียนต่อแคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์

Line : @korpungun

เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

Line : @kpglearn

คอร์สออนไลน์ KPG LIVE

Line : @kpglive

TEL: 094-883-8778