รีวิว เรียนหลักสูตร Software development ที่แคนาดา กับสถาบัน SAIT
โดยคุณโดม
อะไรทำให้ตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศแคนาดาคะ?
ผมว่าของผมน่าจะเหตุผลคล้ายกับหลาย ๆ คนอยู่ครับ คือตอนแรกเราตัดสินใจว่าจะไปออสเตรเลียหรือแคนาดาดี แต่ช่วง 2023 ผมรู้สึกว่าคนไปออสเตรเลียเยอะมาก เพราะช่วงนั้นกระแสย้ายประเทศแรงมาก เราเลยพยายามหาตัวเลือกอื่น ช่วงนั้นสำหรับผมค่าครองชีพออสเตรเลียค่อนข้างแพง และอาจจะต้องทำงานหนักด้วยเพื่อที่จะสามารถจ่ายค่าครองชีพต่าง ๆ ได้ ก็เลยมาเจอแคนาดา และโจทย์ต่อไปก็คือลงเมืองไหนดี มันก็จะมีแวนคูเวอร์กับโทรอนโต แต่ค่าครองชีพเมืองเหล่านี้แพงมาก สูงกว่าออสเตรเลียด้วย ผมเลยเลือกมาเมืองคาลการีดูครับ
ทำไมถึงเลือกเรียน Software development ที่ SAIT ?
ช่วงนั้นกำลังสนใจการเขียนโค้ด เพราะจากการที่เราทำงานมา เราได้จับตัวโค้ดแล้วรู้สึกชอบครับ เลยลองหาลู่ทางดู ตอนแรกผมลองไปสอบที่ม.จุฬาฯ ดู แต่ไม่ติด เพราะเขาอยากได้คนที่รู้เรื่อง coding มาก่อนอยู่แล้ว ผมคิดว่าน่าจะไม่เวิร์คถ้าต้องไปสอบพวก GAT/PAT ใหม่ ก็เลยคิดว่าลองหาเรียนคอร์สต่างประเทศดูดีกว่า และก็มาเจอ SAIT ที่มีหลักสูตรให้ปฏิบัติและเทคโนโลยีค่อนข้างที่จะอัปเดตเป็นปัจจุบัน และมี co-op ด้วย จะเป็นโปรเจคจริงที่ทำกับบริษัท แต่มันต้องเป็นคนที่มีความรู้และมี connection กับบริษัทระดับนึงด้วยครับ ตอนนั้นคิดแค่ว่าเหมาะกับการเริ่มต้นและ upskill ให้ตรงกับที่ผมอยากจะลองดู ก็เลยเลือกเรียนที่ SAIT ก่อนละกัน
การเรียนการสอนในโปรแกรม Software development เรียนเกี่ยวกับอะไร ได้อะไรจากคอร์สนี้บ้าง?
จะเรียนพื้นฐาน programing ผมว่าหลักสูตรเป็นระดับพื้นฐานเลย ไม่ได้ยากเท่ามหาวิทยาลัย หลักสูตรนี้เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มเรียนพื้นฐานแบบไม่มีอะไรในหัวเลย เหมาะกับคนที่อยากมาลองเรียน มีการทำโปรเจคเป็นทีม และตัว text ที่ใช้ ผมว่าค่อนข้างตรงกับตลาดงาน มีทั้ง Java/ C# /React/ SQL แต่ผมว่าหลักสูตรคอร์สที่สอนแอบเก่าเล็กน้อย ถ้าเทียบกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ที่นี่เขาค่อนข้างสร้างเสริม soft skill การสื่อสาร การคุยกับเพื่อน การนำเสนอ และเขาพยายามสอนให้เรานำไปต่อยอดได้ ถ้าเป็นเด็กมหาลัยที่อยากมาเรียนเพื่อเอาวุฒิและมาทำงานผมว่าอันนี้เวิร์คเลย แต่เราต้องคอยขยันและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา SAIT สอนค่อนข้างพื้นฐานเลย ดังนั้นเราต้องไปศึกษาเพิ่มเติมด้วย ด้วยความที่หลักสูตรนี้เรียนสองปี มันสั้นมาก แต่ละคอร์สเขาเลยจะอัดเนื้อหามาเลยเพราะมีเวลาจำกัด ทำให้เราต้องไปค้นคว้าด้วยตัวเองเยอะมาก
ส่วนผมตอนนี้จบคอร์สมาประมาณ 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ก็ทำ Internship เล็ก ๆ ไม่ได้มีงานเยอะมากครับ ก็ฝึกสกิลไปเรื่อย ๆ และอัปเดตพวกเรซูเม่ไว้ครับ ผมฝึก Internship กับ Software house ของคนไทยที่มาเปิดที่นี่ แต่ไม่ได้เป็นบริษัทจริงจังอะไรมาก คือเป็นการรับโปรเจคจากที่ไทยมาทำ จะมีทำพวกเว็บร้านขายยา ร้านขายส่ง ก็จะมี 2-3 โปรเจคที่กำลังทำอยู่ครับ ทำทั้งออกแบบและเขียนโค้ด และทำหลังบ้านพวกเก็บข้อมูล รับส่งข้อมูล ก็ฝึกทำไปครับ ตอนที่ฝึกนี้ไม่ได้มีเงินเดือนอะไร ก็เลยไปหางานเสริม ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ Starbuck มาเดือนกว่าแล้ว ระหว่างทำ Internship มันก็มีค่าใช้จ่ายก็เลยต้องหาอย่างอื่นทำเพิ่มด้วย ไม่งั้นก็จะไม่มีรายได้เข้าครับ
สายงานด้าน IT ที่แคนาดา มีตลาดรองรับมากน้อยแค่ไหน?
ถ้าเทียบกับปี 2023 ผมว่าตอนนี้ค่อนข้างโหด และก็มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด สมมติว่ามีตำแหน่ง Junior นายจ้างเขาเคยบอกผมว่ามีใบสมัครที่ส่งเข้ามา 1,500-2,000 ใบ / 1 ตำแหน่งงาน ผมคิดว่าค่อนข้างเยอะ และตลาดค่อนข้างแคบ ณ ตอนนี้ ผมคิดว่าตัว Industry เติบโตไม่เท่าคนที่เขารับเข้ามาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามากกว่า คนมันเลยล้นเกินงาน ตอนแรกที่ผมคิดไว้นะคือ ตัว IT ของเมืองคาลการี จะเติบโตอย่างต่อเนื่องขึ้นเรื่อย ๆ แต่ ตอนนี้สำหรับผมมองว่าค่อนข้างหายากในตำแหน่ง Junior แต่ถ้าเป็นคนที่จบ Computer science จากมหาวิทยาลัยมา แล้วคุณอยากมาเรียนเพื่อเอา PGWP แล้วทำงาน ผมว่าเป็นโอกาสที่น่าลุ้น มีโอกาสสูงที่จะได้งานครับ
ช่วยแชร์วิธีหางานพาร์ทไทม์ที่แคนาดาได้ไหมคะ?
ผมเพิ่งได้งานที่ Starbuck เลยครับ ด้วยความที่เราเป็น Introvert ผมก็ไม่กล้ายื่นเรซูเม่ตอนแรก แต่ตอนที่ผมได้ Starbuck วิธีที่ใช้คือ ผมไล่ walk-in เลย คือยื่นใบสมัครไปเรื่อย ๆ ก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะทำร้านอาหารหรือร้านกาแฟดี ผมตัดสินใจจะสมัคร Starbuck เพราะไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ก็ได้ ผมก็ไปดูร้านและสาขาจากหน้าเว็บไซต์ ว่ามีสาขาไหนที่เพิ่งเปิดใหม่บ้าง วันรุ่งขึ้นผม walk-in ไปที่สาขานั้นเลย แต่จริง ๆ เขาไม่ให้ walk-in แต่ให้ยื่นใบสมัครผ่านเว็บไซต์ของเขาอย่างเดียว แต่เราไม่ไหวละต้องใจกล้า ตอนนั้นได้เจอ Manager พอดี ได้คุยกับเขาให้เขาได้เห็นหน้าเห็นตา แล้ว Manager คนนั้นก็เรียกไปสัมภาษณ์ ก็ต้องเตรียมตัวสัมภาษณ์ดี ๆ ครับ เขาจะเทรน 2 อาทิตย์แรก แล้วหลังจากนั้นก็จะให้เราได้ลองทำบ้างและเทรนไปด้วย ผมต้องขึ้นรถบัสสายแรกเลย ตั้งแต่ตี 4:40 น. เพราะต้องมาเปิดร้านตี 5 เลิกงานเที่ยง ๆ ครับ
เมือง Calgary เป็นอย่างไรบ้าง?
หิมะตกหลายเดือน อากาศหนาว -20 องศาเลยครับ ถ้าคนไม่ชอบอากาศหนาว ผมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะ แต่ถ้าเป็นคนที่สบาย ๆ อยู่ที่ไหนก็ได้แบบผมก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ เราก็ต้องปรับตัวใส่เสื้อกันหนาวหนา ๆ ตอนแรกผมจะมีอีโก้อย่างนึง เวลาหนาว เราต้องใส่น้อย ๆ ให้มันดูเท่แบบเราทนได้ หลัง ๆ มาผมคิดว่าทำเพื่ออะไร ผมเลยใส่หนา ๆ เลยให้ตัวเองอุ่นก็พอ ส่วนเมืองสำหรับผม โซนที่ผมอยู่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ถ้าเรียนตามตรงดาวน์ทาวน์คนไร้บ้านเยอะ พวกเล่นยามีแน่ โซนปลอดภัยมีเป็นโซน ๆ แต่ภาพรวมผมว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่บางโซนไม่ปลอดภัยก็มีเช่นเวลาสั่งพัสดุมาส่งวางไว้หน้าบ้านของหายเลยก็มี ที่เมืองนี้ธรรมชาติเยอะ มี Banff ด้วยนะครับ ผมไปประมาณ 3-4 ครั้งแล้ว ผมพยายามจะไปให้ครบทุกฤดู ผมว่าแต่ละฤดูมันไม่เหมือนกัน ส่วนระบบขนส่งสาธารณะ ตอนนี้โอเคครับ มี sea train รถบัสก็โอเค แต่หน้าหนาวอาจจะต้องรอนิดนึง บางครั้งรถเสียหิมะตกเราคุมอะไรไม่ได้ แต่น้อยมากครับ อาหารการกินที่นี่ ส่วนใหญ่ผมทำกินเองครับ ราคาอาหารถ้าไปซื้อราคาแรงครับ
คุณโดมมีวิธีการปรับตัวที่แคนาดาอย่างไรบ้าง?
ผมว่าเราอาจจะต้องอยู่ไปเรื่อย ๆ ก่อน ผมแทบไม่รู้อะไรเลย แต่ค่อย ๆ เรียนรู้และจับทางไปเรื่อย ๆ ว่าอันไหนถูกอันไหนแพง อย่างก่อนที่ผมจะไปทำ Starbuck ก็ไปทำร้านอาหารไทยมาก่อน ไปเรียนรู้จากเขาว่ามันมีอะไรขายที่ไหน เราไม่สามารถเข้าซุปเปอร์แบบที่แคนาเดียนเขาใช้กัน ก็ต้องไปถามคนไทยด้วยกันว่าเขาซื้อซอส ซื้อเครื่องปรุงจากแหล่งไหนกัน แล้วก็ค่อย ๆ เก็บความรู้มาเรื่อย ๆ ว่าร้านนั้นถูกร้านนั้นแพง นะ ส่วนเรื่องการหาเพื่อนที่นี่ อาจจะต้องปรับตัวนิดนึง คือเราอาจจะต้องปรับตัว เปลี่ยนนิสัยตัวเองเล็ก ๆ อย่างผมเองเป็น introvert แต่การที่เรามาอยู่ที่นี่ก็ต้องมีเครือข่าย connection ทำให้เราต้องปั้นบุคลิกเราอีกคนขึ้นมาคุยนู่นคุยนี่อะไรประมาณนี้ครับให้เข้ากับสังคมที่นี่ จริง ๆ ที่โรงเรียนก็มีกิจกรรมให้เข้าชมรมแต่ว่าผมไม่ได้เข้า เพราะเรียนหนักมาก แทบจะไม่มีเวลาให้ชมรมเลย แล้วก็ต้องไปทำงานด้วย เราไม่สามารถไปโฟกัสที่ชมรมเพราะเราก็ต้องทำงานหาเงินครับ มันมีค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่ายอยู่ตลอด ยิ่งเราเป็น Beginner ที่ไม่ค่อยรู้อะไรเยอะอีก ก็ต้องเรียนหนักกว่าคนอื่น ตอนที่ผมเรียนถ้าพูดตามตรงในคลาสมีแต่คนเก่ง ๆ ที่เป็นหมดแล้ว แต่มาสมัครเรียนเพื่อจะเอา PGWP แล้วไปทำงานเลย
มีข้อคิด หรือคำแนะนำอะไรเพิ่มเติมสำหรับ คนที่กำลังตัดสินใจอยากไปเรียนที่แคนาดาบ้างไหมคะ?
เอาจริงถ้าให้ผมแนะนำคนที่จะมาเรียนทางด้านนี้จริง ๆ คุณควรจบทางด้าน computer และมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน แล้วคุณจะสบายตอนมาอยู่ที่นี่ ผมมีรุ่นพี่คนนึง ทำงานที่ร้านอาหารไทยด้วยกัน แต่ตอนนี้เขาออกไปแล้ว อายุประมาณ 33 ปี เขาจบโลจิสติกที่ม.บูรพามา มีประสบการณ์ทำงานประมาณ 7-8 ปี พอเขาเรียนจบปุ๊บ เขาได้งานเลย เป็นงานสาย logistics/supply chain ผมว่าค่อนข้างตรงสาย อันนี้คือข้อดีของคนที่มีประสบการณ์ เพราะที่นี่ขาดคนที่มีประสบการณ์อยู่ ระดับ mid level/senior ครับ ต้องวางแผนดี ๆ สเต็ป 1,2,3 จะทำอะไรยังไง เพราะรุ่นพี่ที่ผมบอกเขาวางแผนเก่ง เขาวางแผนมาล่วงหน้าก่อนที่เขาจะลาออก 1 ปี และเขาทำตามสเต็ปที่เขาวางไว้หมดเลย การที่เราจะมาที่นี่อย่างเดียว มันไม่พอ เราต้องวางแผนชีวิตให้ดีครับ
จริง ๆ ตอนแรกที่หางานร้านอาหารไทย คือผมโดนคนไทยด้วยกันหลอก ตอนแรกมีร้านอาหารร้านนึงประกาศลงเฟซบุ๊กคนไทยในคาลการีว่าขาดคน ผมก็สมัครไป ตอนไปทำงานวันแรกเขาให้ผมทำทุกอย่างเลย ทำข้าว ล้างจานทั้งหมด ผมก็ทำ พอวันรุ่งขึ้นผมก็จะไปทำงาน แต่เขาไม่ให้ผมไปทำแล้วบอกว่า เดี๋ยวเขาจะเรียกทีหลัง แต่ผมดันบังเอิญรู้จักคนไทยอีกคนนึง เขาบอกผมว่าอย่าไปทำร้านนี้ เพราะเขาชอบโกงคนไทยด้วยกันให้ไปทำงานฟรีแล้วไม่ให้เงิน ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เขาเลยแนะนำอีกร้านนึง ผมทำมาได้ 1ปี 6 เดือน แล้วก็เพิ่งออกมาทำ Starbuck ตอนนั้นผมยื่นเรซูเม่ปกติสัมภาษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ แต่ผมว่าการมาครั้งนึงมันสอนไรเราเยอะนะ สอนให้เรารู้จักเป็นคนสู้ชีวิตนะ หลายๆ เรื่องที่ถ้าเราอยู่ไทยอาจจะไม่ได้เจอ หรือไม่ได้สู้ชีวิตขนาดนี้ครับ
รีวิวก้อปันกันให้ฟังได้ไหม อะไรทำให้เลือกใช้บริการของก้อปันกัน?
ที่ผมชอบก้อปันกัน เพราะผมคิดว่ามันเป็นระบบมาก ถ้าเราขาดเอกสารอะไรก็ส่งเข้าไป เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ของพี่กันต์ก็บอกเราเอง แล้วพวก progress ต่าง ๆ มันชัดเจน คือเอกสารมันค่อนข้างเยอะ ไปต่างประเทศมันก็ต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าเราคุยกันในไลน์แล้วเอกสารทุกอย่างก็ส่งมาในแชทไลน์ แล้วเราคุยกันในแชทเยอะมาก ผมก็ไม่รู้แล้วว่าผมส่งเอกสารอะไรมาบ้าง เราจะแทร็คความคืบหน้าอะไรไม่ได้เลยครับถ้าทำแบบนั้น


