[รีวิว] เรียนหลักสูตร Regular ESL ที่ฟิลิปปินส์ กับสถาบัน Cebu International Academy (CIA) โดยคุณลูกปลา

รีวิว เรียนหลักสูตร Regular ESL
ระยะเวลา 8 สัปดาห์ (19 April – 13 June 2026)
กับสถาบัน Cebu International Academy (CIA) โดยคุณลูกปลา

ทำไมถึงสนใจไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

ตอนแรกหนูก็ดูไว้หลายที่ค่ะ แต่ว่าที่เลือกที่ฟิลิปปินส์เพราะเรื่องของงบประมาณค่ะ รู้สึกว่าที่ฟิลิปปินส์มีครบเลย เราไม่ต้องไปกังวลเรื่องหาที่พักหรือว่าเรื่องอาหาร ที่นั่นเขาอำนวยความสะดวกตรงนี้ให้ครบ แล้วก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับราคาที่เราสามารถเอื้อมถึงได้ มีการสอนแบบ man-to-man แล้วก็แบบกลุ่มด้วย รู้สึกว่ามันก็คุ้มค่า ก็เลยเลือกที่ฟิลิปปินส์ค่ะ

ก่อนที่จะไปฟิลิปปินส์ ได้มีหาข้อมูลประเทศอื่นไว้ก่อนมั้ย

หาค่ะ แต่ว่าประเทศอื่นๆ เราก็จะต้องไปดูเรื่องของที่พัก แล้วก็ค่าครองชีพที่สูงกว่า ก็จะสูงขึ้นไปอีกเยอะมากเลย สุดท้ายแล้วก็เลยรู้สึกว่าฟิลิปปินส์น่าจะตอบโจทย์สุดแล้วค่ะ

ทำไมถึงเลือกไปเรียนสถาบัน Cebu International Academy (CIA)

ที่เลือกไปที่ CIA (Cebu International Academy) เพราะว่า รู้สึกว่าอยากได้สถาบันที่มีความซีเรียสหน่อย เราอยากลองท้าทายตัวเองดู ไม่อยากจะรู้สึกว่าทำกิจกรรมเยอะเกิน เราอยากจะ hard study ด้วย เพราะว่าที่ CIA เขาค่อนข้างเข้มกับการเรียนนิดนึงค่ะ เราต้องมีสอบทุกเช้า ประมาณ 7 โมง 25 ถึง 7 โมง 50 ค่ะ ต้องไปสอบ daily test ทุกเช้า รู้สึกว่ามันท้าทายตรงนี้ค่ะ แล้วก็เรียนยันเย็นเลย รู้สึกว่าเข้มข้นดีค่ะ ก็เลยสนใจที่ CIA เป็นพิเศษ รวมถึงเรื่องที่พัก อาหาร แล้วก็สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ CIA ก็ครบดีค่ะ เลยรู้สึกว่า CIA น่าจะเหมาะกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุดค่ะ

เป้าหมายในการเรียนครั้งนี้

ก่อนเดินทาง เป้าหมายของหนูคืออยากลองดูว่าถ้าเราเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ลองไปอยู่ที่นั่นสัก 2 เดือนแล้วจะเป็นยังไงบ้าง แต่ว่าหนูก็ไม่ได้คาดหวังว่าหนูจะพูดได้มากขนาดนั้น เพราะรู้สึกว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่ 2 เดือนแล้วเราจะพูดได้เลย เราอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านั้น และต้องกลับมาฝึกด้วยตัวเองต่อ เพราะ 2 เดือนเราน่าจะได้เทคนิคหรือประสบการณ์อะไรมาอย่างนึงที่เราสามารถนำมาฝึกต่อของเราเองค่ะ

ก่อนไปก็บอกตัวเองว่าก็ไปเอาประสบการณ์ค่ะ ไม่ได้เคร่งครัดกับตัวเองว่าจะต้องทำให้ได้ แค่ทำให้เต็มที่กับแต่ละวันค่ะ

หลักสูตร Regular ESL เป็นอย่างไรบ้าง

Regular ESL จะเน้นเกี่ยวกับการพูดและการสื่อสารค่ะ จะไม่ค่อยเน้นเชิง IELTS หรือหลักสูตรสอบต่าง ๆ โดยจะเน้นการฝึกพูดเป็นหลัก และมีการทำกิจกรรมร่วมกันด้วย ถ้าเป็นคลาสกลุ่ม จะเป็นการฝึกพูด แสดงความคิดเห็น หรือทำกิจกรรมร่วมกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราได้อยู่ในกลุ่มไหน สำหรับกลุ่มที่หนูอยู่จะเน้นเรื่องการสื่อสาร เช่น Talk Time หรือ Impact Issue ซึ่งในแต่ละวันจะมีการยกประเด็นหรือปัญหาขึ้นมาหนึ่งเรื่อง แล้วให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นในห้อง ทำให้ได้ฝึกพูดค่อนข้างมากค่ะ

ส่วนการเรียนแบบตัวต่อตัว (Man-to-Man) จะเป็นช่วงที่เราได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะการพูดของตัวเองกับคุณครูโดยตรง แต่ในคลาสกลุ่ม หากเราพูดผิด หรือต้องการให้คุณครูช่วยแก้ไขหรือแนะนำคำศัพท์ ก็สามารถสอบถามได้ตลอด คุณครูจะคอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำ ทำให้เราได้พัฒนาทั้งทักษะภาษาอังกฤษและความกล้าแสดงออกไปพร้อมกันค่ะ

คอร์ส Regular ESL 1 วันเรียนอะไรบ้าง และเริ่มกี่โมง ถึงกี่โมง

หนูจะเริ่มเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าค่ะ ไปจนถึง 5 โมง 10 นาที จริง ๆ ตารางเรียนจะมีถึง 6 โมงเย็น แต่คาบสุดท้ายของหนูเป็น Free Time ก็เลยเรียนสิ้นสุดแค่ 5 โมง 10 นาทีค่ะ คาบเรียนตัวต่อตัวของหนูจะเป็นการฝึกทักษะการเขียน การอ่าน และการฟังค่ะ โดยจะเรียนกับคุณครูแบบตัวต่อตัว แต่ละคาบเราจะเรียนตามหนังสือเป็นหลัก แต่ถ้าวันไหนรู้สึกว่าอยากฝึกเรื่องไหนเป็นพิเศษ ก็สามารถบอกหัวข้อที่ต้องการเรียนกับคุณครูได้ แล้วคุณครูก็จะปรับเนื้อหาในชั่วโมงนั้นให้ตรงกับสิ่งที่เราอยากฝึก ไม่จำเป็นต้องเรียนตามหนังสืออย่างเดียว เราสามารถบอกความต้องการของเราได้ตลอด และคุณครูก็พร้อมที่จะปรับการสอนให้ ทำให้รู้สึกสะดวกและยืดหยุ่นมากค่ะ

คาบเรียนกลุ่มเรียนอะไรบ้าง

หนูจะมีเรียนคาบเรียนกลุ่มทั้งหมด 4 คาบค่ะ คาบแรกเป็น Talk Time ซึ่งจะเน้นเรื่องการพูดและการกล้าแสดงออกหน้าชั้นเรียน ขึ้นอยู่กับคุณครูว่าจะจัดกิจกรรมอะไรมาให้เราทำในวันนั้นค่ะ

คาบต่อไปคือ Impact Issue จะเป็นการหยิบประเด็นหรือปัญหาขึ้นมาพูดคุย แล้วให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นว่ารู้สึกหรือคิดอย่างไรกับเรื่องนั้น สิ่งที่ดีของคลาสนี้คือ เราได้ทั้งพูดและรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนในกลุ่ม ทำให้รู้สึกว่าได้ฝึกทั้งบทบาทของผู้พูดและผู้ฟังไปพร้อมกันค่ะ

อีกคาบหนึ่งคือ Public Speaking ซึ่งเป็นคลาสที่ดีมากเหมือนกัน จะเน้นเกี่ยวกับเทคนิคการพูดหน้าชั้นเรียน เช่น วิธีการนำเสนอ การควบคุมผู้ฟัง หรือการทำให้ผู้ฟังสนใจในสิ่งที่เราพูดค่ะ

ส่วนอีกคาบหนึ่งจะได้เรียนกับคุณครูจากประเทศแคนาดา ทำให้เราได้ฝึกฟังสำเนียงเจ้าของภาษาจริง ๆ ที่แตกต่างจากสำเนียงของคุณครูชาวฟิลิปปินส์ จึงรู้สึกว่าได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษค่อนข้างครบทั้งการพูด การฟัง และการสื่อสารค่ะ

สำเนียงครูฟิลิปปินส์ เป็นอย่างไรบ้าง

สำเนียงของคุณครูชาวฟิลิปปินส์ไม่ได้แย่นะคะสำหรับหนู บางครั้งคุณครูก็สอนเรื่องการออกเสียง (Pronunciation) ได้ละเอียดมากกว่าที่หนูคิดด้วยซ้ำ เช่น การออกเสียงตัว R, L หรือเสียง W และ H คุณครูจะคอยสอนและแก้ไขการออกเสียงให้ตลอด สำเนียงครูอาจจะมีติด ต. บ้าง แต่หนูรู้สึกว่าเราสามารถทำความเข้าใจและนำมาปรับใช้กับตัวเองได้ เพราะสุดท้ายเราก็ยังได้ฟังสำเนียงที่หลากหลายจาก YouTube หรือสื่อภาษาอังกฤษอื่น ๆ อยู่แล้ว จึงไม่ได้ส่งผลกระทบกับการเรียนของหนูเลย และหนูก็สามารถฟังคุณครูเข้าใจ ไม่มีปัญหาในการสื่อสารค่ะ

การสอนของครูเป็นอย่างไร มีเทคนิคการสอนของครูที่เราประทับใจไหม

การสอนของครู จากประสบการณ์ของหนู คือครูเขาจะให้เรากล้าพูดออกมาเลยค่ะ ไม่ต้องไปกังวลว่าจะพูดผิด ขอแค่พยายามพูดออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นครูก็จะช่วยเรียบเรียงประโยคและแก้ไขให้ ก็รู้สึกว่าประทับใจตรงนี้ค่ะ

หรือว่าหากมีคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นคำที่ครูพูดหรือเพื่อนในห้องพูด เราสามารถถามได้ทันทีว่าคำนั้นแปลว่าอะไร ครูช่วยเขียนให้ดูได้ไหม ทำให้ระหว่างการเรียน หนูได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ และทำให้กล้าพูดมากขึ้นค่ะ

แล้วตอนเรียนมีเรื่องที่ไม่ประทับใจไหม

สำหรับหนูไม่ได้ถึงขั้นเราไม่ประทับใจเลย เพราะว่าสมมติเราไม่ชอบคุณครูคนไหน เราก็สามารถไปขอเปลี่ยนคุณครูได้ ถ้าเราอยากอยากเปลี่ยนคลาสเราก็เปลี่ยนได้ เลยไม่ได้ทำให้หนูรู้สึกว่าไม่ชอบ แต่สมมติว่าเป็นกรณีที่เราจะต้องเรียนกับคุณครูคนนี้หรือกลุ่มกลุ่มนี้ เราห้ามย้ายเลย อาจจะรู้สึกเสียเปรียบ แต่สำหรับที่นี่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกอย่างเลย ก็รู้สึกคุ้มค่าค่ะ เพราะเราสามารถปรับไปได้จนกว่าจะเจอครูที่เราชอบ เจอครูที่สามารถพัฒนาภาษาอังกฤษเราได้จริงๆ

แต่อาจจะมีช่วงวันหยุดค่ะ เขาจะมีคลาสและคุณครูสำหรับช่วงคาบเรียนวันหยุดให้ จะไม่ได้เรียนตามตารางเรียนปกติ ซึ่งหนูก็ไม่ได้เข้าในส่วนนั้น แต่โรงเรียนก็มีจัดคาบเรียนกลุ่มเสริมให้หากอยู่ในช่วงวันหยุด

ถ้าสมมติว่าคุณครูไม่มาเราก็ต้องไปเรียนชดเชย ซึ่งก็เหมือนการเรียนเสริมจากช่วงเวลาที่เราไม่ได้เรียนไปค่ะ ซึ่งคาบเรียนของเราจริงๆ ตอนครูไม่มาก็จะนับเป็นคาบว่างไป แต่เราก็ต้องไปเสียเวลาอื่นเรียนชดเชยแทนค่ะ

ก็เลยไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงขั้นไม่ประทับใจค่ะ เพราะโรงเรียนเขาก็หาอะไรมาชดเชยให้เราอยู่เรื่อยๆ ค่ะ

2 เดือนที่ผ่านมารู้สึกพัฒนาขึ้นบ้างไหม

เรียน 2 เดือน เอาจริงๆ เลยเรายังไม่ได้รู้สึกว่าพูดภาษาอังกฤษได้คล่องมากขนาดนั้น แต่รู้สึกว่าเรากล้าพูดมากขึ้น ช่วงเดือนแรกอาจจะยังรู้สึกไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่สอง เราเริ่มเอ็นจอยมากขึ้น เริ่มทำนั่น ทำนี่ แล้วเราเริ่มชินกับที่นั่นมากขึ้น เลยไม่กังวลว่าสิ่งที่ฉันพูดไปมันผิดรึเปล่า แต่ก็พูดออกไป เพราะว่า เพื่อนที่นั่น สังคมที่นั่น ช่วยกันมากค่ะ เพราะทุกคนเข้าใจว่า เรามาเรียนเหมือนกัน เขาก็เข้าใจว่าเราพูดไม่ได้ เขาก็รอ ถ้าเราพูดไม่ได้จริงๆ เราต้องใช้ตัวช่วยในการเเปล เขาก็รอเพื่อที่จะทำความเข้าใจกันค่ะ รวมถึงคุณครู เเละเพื่อนร่วมห้องพัก เราเข้าใจกันว่าต่างคนต่างมาศึกษา ต่างคนต่างมาพัฒนาตนเอง เลยไม่ได้ทำให้เรารู้สึกกดดันตัวเองเลยค่ะตอนนั้นที่อยู่ที่นั่นมา 2 เดือน มีแต่ความทรงจำที่ดีทั้งนั้นเลยกับเพื่อนๆ ทุกคนซัพพอร์ทกันสุดๆ เลยทำให้ช่วงที่อยู่ฟิลิปปินส์มีความทรงจำที่ดีมากค่ะ

แบ่งปันเทคนิคในการปรับตัว

ช่วง 2 สัปดาห์แรกที่อยู่ CIA หนูเป็นคนค่อนข้างเก็บตัวมากๆ หนูคิดมากไปหมด เราไม่รู้ว่าจะชวนเพื่อนในห้องเรียนหรือรูมเมทคุยเรื่องอะไรดี เพราะหัวข้อที่นึกออกก็ชวนคุยไปหมดแล้ว ทำให้รู้สึกกดดันตัวเองนิดหน่อย เพราะอยากรีบมีเพื่อน เรารีบที่จะอยากคุยกับเขาให้ได้เยอะๆ เราก็กังวลว่าเราจะมีเพื่อนไหม เพราะว่าถ้าเราไม่กล้าพูด เราก็ไม่ได้ฝึกพูด เราก็ไม่ได้ใช้ชีวิตที่นั่นอย่างมีความสุขจริงๆ ด้วย

ก็เลยคุยกับตัวเองว่า โอเค เราต้องกล้าคุยกับคนอื่นให้มากขึ้นค่ะ ทุกคนที่นั่นเป็นมิตรมากๆ จนทำให้หนูรู้สึกว่าการที่หนูแค่กล้าเข้าไปคุยกับเขามันไม่ได้ยากเลย เพราะว่าเขาเป็นมิตรและพร้อมที่จะคุยกับเรามากๆ เพราะเขาเองก็อยากฝึกภาษา เขาเองก็อยากได้เพื่อนเหมือนกันค่ะ เราก็เลยรู้สึกว่ามันง่ายกับการที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนที่นั่นมากๆ

รวมถึงเพื่อนร่วมห้องด้วย พอเราเป็นธรรมชาติของเรามากขึ้น สนุกของเรา เป็นคนเฮฮามากขึ้น มากกว่าการมานั่งกดดันตัวเอง ความเป็นธรรมชาติของเราที่เป็นคนสนุกสนานมันก็ออกมา ทุกคนก็สัมผัสถึงตรงนี้ได้ ก็เลยปรับตัวได้ง่ายขึ้นค่ะ

สำหรับหนู เทคนิคที่ช่วยได้มากที่สุดคือ กล้าพูดและสนุกกับการสื่อสาร ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องหาเรื่องมาคุยตลอดเวลา ลองสังเกตว่าคนอื่นเริ่มต้นทำความรู้จักกันอย่างไร แล้วค่อย ๆ ทำตามเขาไป ทุกคนไม่มีใครคิดมากเลยค่ะ เพราะทุกคนเป็นมิตรมากเลย ก็เลยไม่กดดันที่จะทำความรู้จัก เป็นเพื่อนกับเขาค่ะ

พอเข้าสัปดาห์ที่ 3 เพื่อนในคลาสเรียนชวนไปเที่ยว เราก็โอเค ไปกัน หรือบางทีก็ไปทานข้าวกับรูมเมทค่ะ หรือก็พยายามหาช่องทางเข้าไปร่วมกิจกรรมกับเขา ถึงแม้บางทีเราก็รู้สึกว่าเราก็อยากจะอยู่ห้องเฉยๆ แต่ประสบการณ์มันก็สำคัญ การที่เราอยู่ห้องเฉยๆ กับการออกไปกับเพื่อนมันต่างกันมาก เราก็ลองดูค่ะ

หนูเคยไปกับเพื่อนกลุ่มนึง เป็นเพื่อนในคลาสเรียนค่ะ ก็ไปกับเขา ซึ่งในกลุ่มเรารู้จักเพื่อนในคลาสเเค่คนเดียว แต่เราไม่รู้จักคนที่เหลือเลย เราก็เลือกที่จะไป เเละไปทำความรู้จักเอาข้างหน้า สุดท้ายเพื่อนกลุ่มนั้นทุกคนคือดีหมดเลยค่ะ เราก็ได้เพื่อนใหม่มาทั้งกลุ่มเลย มันก็จะแตกต่างจากการที่เราอยู่แค่ห้องมากๆ ค่ะ ก็รู้สึกสนุกกับตรงนี้มากค่ะ

เคยเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนมาก่อนไหม

ก่อนหน้านี้หนูเรียนคอร์ส Conversation ที่ประเทศไทย ซึ่งก็ช่วยพัฒนาทักษะการพูดได้ในระดับหนึ่ง เพราะได้ฝึกสนทนากับครูที่ไทย และเรียนรู้รูปแบบการพูดที่ช่วยให้สามารถสื่อสารเป็นประโยคได้ยาวและเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมการใช้ภาษาอังกฤษยังเหมือนเดิมเพราะเป็นประเทศไทย เลยรู้สึกว่าเราไม่ได้ฝึกใช้ได้เยอะ

หนูเลยลองไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ดูค่ะ เพราะที่นั่นสภาพแวดล้อมเขาก็พูดภาษาอังกฤษกันซะส่วนใหญ่ เขาจะมีใช้ภาษาของเขาซึ่งก็ไม่เยอะ เขาจะใช้ภาษาฟิลิปปินส์ของเขาเวลาคุยกันเองมากกว่า แต่เวลาเขาพูดกับเราเขาก็จะใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้สภาพแวดล้อมของเราก็จะเป็นภาษาอังกฤษไปด้วยค่ะ

วิชาที่เรียนแล้วชอบ และวิชาเรียนที่ท้าทาย

วิชาที่ชอบมากเป็นพิเศษจะเป็น คลาสกลุ่ม (Talk Time) ค่ะ เพราะคุณครูเป็นกันเองมากและคอยให้กำลังใจตลอดให้เรากล้าพูด เวลาที่เราต้องไปยืนพูดหน้าห้อง เราสามารถสัมผัสถึงแววตาของคุณครูและเพื่อน ๆ ว่าส่งกำลังใจในการพูดให้เราแค่ไหนค่ะ เรารู้สึกกล้าแสดงออกมากขึ้นจากคลาสนั้น คลาสนี้ทำให้เรากล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ต้องกลัวผิด เราก็แค่สนุกๆ ไป พอเราทำแบบนั้นทุกคนก็สนุกตามไปด้วย ทุกคนไม่รู้สึกเครียดด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เรากล้าแสดงออกมาค่ะ

ส่วนวิชาที่รู้สึกว่าท้าทาย คือ Impact Issue ค่ะ ซึ่งเป็นคลาสกลุ่มที่ให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนในกลุ่มค่ะ ที่รู้สึกว่าท้าทายเพราะบางทีหัวข้อของปัญหามันยากมาก ทำให้เราไม่รู้ว่าจะอธิบายความคิดเห็นเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร และบางทีก็ให้เเสดงความคิดเห็นว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับปัญหาที่ได้มา เพราะอะไร ก็ให้แสดงความคิดเห็นออกมา บางทีหนูก็ไม่ได้มีคำอธิบายอะไร แค่รู้สึกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเฉยๆ มันยากที่จะอธิบายออกมาค่ะ แต่มันดีตรงที่เราได้ฟังความคิดเห็นของคนอื่นในกลุ่มค่ะ ทำให้เราได้เข้าใจมุมมองของคนอื่นๆ ด้วย ก็เลยทำให้หนูอยู่เรียนมาตลอด 2 เดือนไม่ยอมย้าย เพราะหนูอยากจะท้าทายตัวเองให้อยู่ในคลาสนี้จนจบถึงแม้ว่ามันจะยาก ถึงแม้ว่าเราจะอธิบายไม่ค่อยเป็น แต่มันรู้สึกเหมือนไม่อยากย้ายออกด้วยค่ะ เพราะผูกพันกับเพื่อนในกลุ่มด้วย คุณครูก็ดีด้วย เขาก็คอยสอนคำศัพท์ที่ระดับ advance ไม่ใช่แค่ระดับ A1, A2 หรือ B1 เพราะครูที่สอนคลาสนี้เป็นครูสอน IELTS ด้วยค่ะ พอมาสอนเราก็ได้รู้คำศัพท์ใหม่ๆ ที่ยากขึ้นในคลาสนี้ด้วยค่ะ

เพื่อนๆ ที่โรงเรียนมีนักเรียนจากประเทศไหนบ้าง

ช่วงนั้นนักเรียนเยอะค่ะ มีทั้งญี่ปุ่น มองโกเลีย ไต้หวัน เวียดนาม จีนค่ะ แต่สิ่งที่หนูไม่คาดฝันก็คืองคนอายุมาก ๆ แล้ว เขาก็ยังมาเรียนที่นี่อยู่ แล้วเขาก็กล้าที่จะคุย กล้าที่จะสื่อสาร แล้วก็กล้าที่จะลองมา เขาไม่คิดว่า ฉันอายุมากแล้ว ฉันไม่เรียนแล้วดีกว่า แล้วเราก็ได้เป็นเพื่อนกับเขาด้วย เพราะว่าเขา friendly มาก ก็เลยรู้สึกว่าช่วงอายุมันไม่จำกัดเลยจริงๆ ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมากค่ะ ส่วนนักเรียนไทยก็ประมาณ 30-40 คน แล้วแต่ช่วงค่ะ

คนไทยเยอะ ใช้แต่ภาษาไทยหรือเปล่า

เราจะใช้ภาษาไทยเมื่ออยู่กับเพื่อนคนไทย แต่บางช่วงเราก็คุยภาษาอังกฤษกับเพื่อนคนไทยได้ ถ้าเพื่อนคนนั้นอยากจะพูดจริงๆ เขาก็จะพูดภาษาอังกฤษกับเรา หรือบางทีเรามีเพื่อนคนไทยแต่เรามีเพื่อนประเทศอื่นที่อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เราก็จะพูดภาษาอังกฤษเพื่อให้เพื่อนเข้าใจกันค่ะ มันไม่ได้เป็นปัญหากับหนูมากเพราะสุดท้ายเเล้วส่วนใหญ่เลยเราก็จะอยู่กับเพื่อนประเทศอื่นมากกว่าที่จะอยู่กับคนไทยค่ะ

สำหรับเพื่อนคนไทยก็อาจจะได้คุยกันในช่วงสั้นๆ เช่น ช่วงพัก นั่งคุยกันในเรื่องชีวิตประจำวันก็จะพูดภาษาไทยเพื่อที่จะเข้าใจกันง่ายมากขึ้น แต่ถ้าชีวิตโดยรวม 24 ชั่วโมงก็จะได้อยู่กับเพื่อนประเทศอื่นมากกว่าอยู่แล้วค่ะ เพราะว่ารูมเมทก็ไม่ใช่คนไทยด้วย เราก็ต้องพูดภาษาอังกฤษกับเขาอยู่แล้ว รู้สึกว่าไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไรที่จะทำให้ภาษาอังกฤษเราไม่พัฒนาค่ะ

รูมเมทเป็นอย่างไร ต้องปรับตัวในการอยู่ร่วมกันยังไง

ครั้งแรกที่เข้าไปจะเป็นเกาหลีกับญี่ปุ่นค่ะ แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นจีนกับญี่ปุ่นแทนค่ะ เพื่อนห้องหนูดี ไม่ได้เป็นคนที่ไม่เก็บของ เพราะบางคนก็บอกว่าห้องรกมาก เเต่เพื่อนในห้องหนูคือปกติทั่วไปเลย เรียบร้อยดี ถึงจะไม่เป็นระเบียบ เขาก็จะรกแค่อยู่ในโซนของเขาค่ะ ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับบริเวณในห้องหรือทางเดินของเรา เขาก็จะรกแค่บนโต๊ะของเขาหรือเตียงของเขาซึ่งก็เป็นแค่บางครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็มานั่งเก็บของเขา ก็เลยไม่ต้องปรับตัวอะไรกันมากเลยค่ะ เพราะเพื่อนก็ friendly กันดีค่ะ

บรรยากาศในห้องของหนูสนุกมาก ทุกๆ คืนที่เพื่อนคนนึงจะย้ายออก เราจะหาคอนเท้นต์มาทำเป็นความทรงจำร่วมกันสักหนึ่งคอนเทนต์ แล้วก็ไปถ่ายรูปที่ตู้สติ๊กเกอร์ด้วยกันเก็บไว้เป็นความทรงจำ เวลาเจอกันระหว่างคาบเรียนก็มีคุยกันบ้าง ก็จะช่วยกันปลุกกันไปเรียน ก็น่ารักดีค่ะ

สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักเป็นอย่างไร

ครบเลยค่ะ เพราะว่ามี housekeeper ด้วย เราไม่ต้องทำความสะอาดเองอะไรค่ะ แล้วก็มีไดร์เป่าผม ไดร์เป่าผมก็ใช้ดีค่ะ เราสามารถปรับระดับได้ว่าเราอยากได้ร้อนหรือว่าไม่ร้อน ลมแรงมั้ย แล้วก็มีแอร์ เปิดแอร์อย่างเดียวเลยทั้งวัน ไม่มีพัดลมให้เปิดค่ะ เราก็จะเป็นแบบว่าเปิดแอร์ มันก็จะก็จะช่วยให้เราไม่ร้อน สิ่งอำนวยความสะดวกก็ประมาณนี้ค่ะ

วันเสาร์-อาทิตย์ปกติทำอะไรบ้าง ไปเที่ยวที่ไหน?

จะวางแผนหาทริปในวันเสาร์–อาทิตย์ เพราะมีเวลาจำกัด แต่ก็มีบางสัปดาห์ที่เลือกพักผ่อนและไม่ได้ออกไปเที่ยวค่ะ สถานที่ที่หนูได้ไป ได้แก่ Kawasan Falls, Camotes Islands, Oslob, Moalboal, Tops of Cebu และห้างสรรพสินค้า ที่ Oslob ก็จะมีฉลามวาฬ ส่วนที่ Moalboal ได้ดำน้ำ ดูเต่าทะเลค่ะ

สภาพแวดล้อมใน Mactan Cebu เป็นอย่างไร

สำหรับหนู ไม่ค่อยได้เข้าไปในตัวเมืองบ่อยนัก หากออกไปข้างนอกก็จะใช้เวลาอยู่ในห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่อยู่ที่นั่น หนูยังไม่เคยเจอประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย หนูก็ระมัดระวังตัวเอง แต่จากประสบการณ์ที่พบ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างใช้ชีวิตตามปกติ หลายคนก็มาเป็นครอบครัว ทำให้บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างสบายใจ นอกจากนี้ เวลาที่ออกไปข้างนอก หนูก็มักจะไปกับเพื่อน จึงยิ่งทำให้รู้สึกอุ่นใจ และไม่ได้รู้สึกว่าอันตรายค่ะ การเดินทางออกไปข้างนอกก็ไม่ยากค่ะ นั่ง Grab อย่างเดียวเลยค่ะ

อาหารที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

สำหรับอาหารที่โรงเรียน ถ้าให้เทียบ 3 มื้อ หนูน่าจะชอบมื้อเช้ามากที่สุด เพราะรู้สึกว่าทานได้ง่ายที่สุด เช่น ขนมปัง ซีเรียลกับนม ไข่ดาว เบคอน ไส้กรอก และข้าว ส่วนมื้ออื่นๆ สำหรับหนูไม่ได้ถึงขั้นแย่มากค่ะ ก็จะมีบางอย่างที่หนูไม่ชอบ หนูก็เลือกที่จะไม่ทาน ก็กินเพื่ออยู่ค่ะ (หัวเราะ) ก็มีคิดถึงอาหารไทยบ้าง บางวันตื่นมาก็รู้สึกว่าอยากกินกะเพรา แต่ก็ยากจัง (หัวเราะ) เพราะตอนอยู่ที่ไทย หาทานง่ายมาก แต่พออยู่นู่นแล้วเขาไม่มีกะเพราะเหมือนบ้านเรา ก็อยู่ได้ค่ะ ถ้าอยากทานมากจริงๆ ก็สั่ง Grab เอาค่ะ

สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียนมีอะไรบ้างคะ ได้มีไปใช้บริการบ้างไหม

โรงเรียนมีสิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย เช่น ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำ คลาสพิลาทิส ห้องคาราโอเกะ ตู้โพลารอยด์ โต๊ะพูล โต๊ะปิงปอง สนามบาสเกตบอล สนามแบดมินตัน และสนามวอลเลย์บอล นอกจากนี้ โรงเรียนยังมีกิจกรรมประจำสัปดาห์และการแข่งขันในแต่ละวันให้นักเรียนเข้าร่วมตามความสนใจ เพื่อสร้างความสนุกและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ กิจกรรมที่หนูได้เข้าร่วมเป็นประจำคือการไปฟิตเนส เต้นซุมบ้าในสระว่ายน้ำ และว่ายน้ำค่ะ ซึ่งเต้นซุมบ้าในน้ำสนุกดีค่ะ คิดว่าอยู่ที่ไทยก็ไม่ได้ทำเพราะแถวบ้านที่หนูอยู่ไม่มีอะไรแบบนี้ พอได้ไปทำที่นู่นก็สนุกดีค่ะ

ได้ทดลองสอบ Mock Test IELTS หรือ TOEIC ที่ CIA ไหม

ใช่ค่ะ หนูได้ไปสอบทั้ง IELTS และ TOEIC ซึ่งโรงเรียนเปิดให้สอบทุกวันพุธ โดย IELTS สอบเวลา 19:00–22:00 น. และ TOEIC สอบเวลา 19:00–21:00 น. แม้ว่าหนูจะเรียนหลักสูตร ESL แต่ก็อยากลองสอบเพื่อประเมินระดับภาษาอังกฤษของตัวเอง ว่าหากสอบ IELTS หรือ TOEIC จะได้คะแนนประมาณเท่าไร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาภาษาอังกฤษและตั้งเป้าหมายในการเรียนต่อ

อีกทั้งการสอบเป็นสิทธิ์ที่โรงเรียนเปิดให้นักเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หนูจึงอยากใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ

ส่วนคะเเนนสอบก็ไม่ถึงขั้นว่าน่าพอใจค่ะ แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นค่ะ แค่รู้สึกว่าโอเคฉันจะต้องพัฒนาตัวเองมากกว่านี้ถ้าเราอยากได้คะแนนมากกว่านี้ค่ะ

ระหว่างที่เรียนมีการบ้านเยอะไหม

สำหรับการบ้าน หนูคิดว่าขึ้นอยู่กับผู้เรียนแต่ละคน หากระหว่างเรียนไม่มีปัญหาหรือจุดที่ต้องพัฒนาเป็นพิเศษ ครูก็จะไม่ได้ให้การบ้านมากนัก แต่สำหรับหนู หากบอกครูว่าอยากพัฒนาทักษะนี้ เช่น อยากเพิ่มคลังคำศัพท์ ครูก็จะมอบหมายคำศัพท์ให้ไปศึกษาเพิ่มเติม รวมถึงให้หาความหมายหรือคำที่มีความหมายใกล้เคียง เพื่อนำกลับมาทบทวนในชั้นเรียน โดยรวมแล้ว การบ้านไม่ได้มีจำนวนมาก และขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการฝึกฝนหรือขอแบบฝึกเพิ่มเติมจากครูมากน้อยแค่ไหนค่ะ

ถ้ามีปัญหาระหว่างเรียน ติดต่อเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนสะดวกไหม?

ไม่ยากเลยค่ะ เราสามารถเดินตรงไปที่ออฟฟิศได้เลย ก็จะมีเจ้าหน้าที่รอสอบถามให้บริการตรงนั้นตลอดเลยนะคะ ว่าเราต้องการอะไรหรือว่าถ้าไม่รู้จริงๆแล้วก็ไปถามที่ CRO ได้ เขาก็จะแนะนำให้ว่าเราควรต้องทำอะไรก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาเราตลอดก็ไม่ยากเลยค่ะ

การเดินทางไปโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ผ่านตม.ยากไหม

ตอนที่มาก็จะมีที่โรงเรียนมารอรับแล้วก็ไปกับเจ้าหน้าที่ CIA ได้เลย แต่ขากลับหนูก็จอง Grab แล้วก็หารกันกับเพื่อนค่ะ ไม่ยากเลยค่ะ

ตอนผ่านต.ม. ไม่ได้โดนถามอะไรเลย เหมือนก็ยื่นเอกสารที่ KPG บอกให้เตรียม แล้วก็ถ่ายรูป แล้วก็ผ่านไปได้เลยค่ะ

ฟิลิปปินส์ก่อนไปเป็นยังไง พอไปอยู่แล้วรู้สึกอย่างไร

ก่อนที่จะไปก็กังวลเรื่องสึนามิ หรือ ฝนตกหนัก แผ่นดินไหวค่ะ แต่พอไปถึงแล้วก็ไม่ได้เจอเหตุการณ์อะไรเหล่านั้นเลยค่ะ

แนะนำเพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจมาเรียนที่ฟิลิปปินส์หน่อย ควรเตรียมตัวอะไรบ้าง

หากใครกำลังกังวลว่าควรไปเรียนนานแค่ไหน หนูแนะนำว่า หากไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเก่งภาษาอังกฤษภายในระยะเวลาสั้น ๆ การเริ่มต้นด้วย 1 เดือน ก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะจะได้ลองใช้ชีวิต ดูว่าสภาพแวดล้อมและรูปแบบการเรียนว่าชอบไหม หากมีเวลาจำกัด การไป 2 สัปดาห์ ก็สามารถไปเก็บประสบการณ์ได้ แม้ระยะเวลาจะยังไม่มากพอสำหรับการพัฒนาภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน แต่ก็จะได้เพื่อน ได้ประสบการณ์ และได้ความทรงจำที่ดี จากประสบการณ์ของหนูที่ไปเรียน 2 เดือน ก็ยังไม่ได้ทำให้พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง แต่ช่วยให้พัฒนาขึ้นในหลายด้าน ความรับผิดชอบ และอะไรหลายๆ อย่าง

สิ่งที่อยากแนะนำที่สุดคือ ไม่ต้องกดดันตัวเอง ว่าจะต้องเก่งหรือทำได้ตามเป้าหมายภายในเวลาที่กำหนด ขอแค่ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้เต็มที่ และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำความรู้จักกับเพื่อน ๆ เข้าร่วมกิจกรรม และใช้ภาษาอังกฤษให้มากที่สุด ไม่ต้องคิดมากค่ะเพราะเพื่อนที่นั่นเป็นมิตรมาก ไปเลยค่ะ สนุกมากค่ะ

ควรเตรียม Pocket Money ไปเท่าไหร่ดี

2 เดือนหนูใช้ไปประมาณ 25,000 บาท ถ้าไม่เที่ยวเยอะ เนี่ย คิดว่า 20,000 หรือ 15,000 12,000 เกือบ 20,000 ก็น่าจะพอค่ะ เพราะว่าจริงๆ 1 วันถ้าเราไม่ได้ไปเที่ยว แทบไม่ได้ใช้เงินเลยค่ะ ถ้าเราไม่ได้ไปซื้อน้ำที่มินิมาร์ทหรือซื้อขนมกินที่มินิมาร์ท ก็แทบไม่ได้ใช้เงินเลยค่ะ อยู่ที่ว่าเราอยากใช้ไปเที่ยวมากน้อยแค่ไหนค่ะ

ถ้าให้คะแนนโรงเรียนเต็ม 10 จะให้กี่คะแนน

หนูให้ 8 เต็ม 10 เพราะประทับใจสังคมและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่เอื้อต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งเพื่อน ครู และการดูแลของโรงเรียน ต่างคอยสนับสนุนและช่วยเหลือนักเรียนเป็นอย่างดี

ส่วนข้อที่คิดว่ายังสามารถพัฒนาได้ คือเรื่องอาหาร ซึ่งอาจไม่ถูกปากนักเรียนบางคน รวมถึงสระว่ายน้ำและคุณภาพน้ำประปา ซึ่งหนูยังไม่มั่นใจในระบบการดูแลและความสะอาด สำหรับคนที่กังวลเรื่องคุณภาพน้ำ แนะนำให้เตรียม หัวฝักบัวพร้อมไส้กรอง ไปด้วย จะช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายใจมากขึ้นค่ะ

ทำไมถึงเลือกใช้บริการกับ KPG

หนูเลือก KPG เพราะมีคนแนะนำมา และหลังจากได้เข้ามาปรึกษา ก็รู้สึกว่าได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากๆ ค่ะ ได้พูดคุยกับเพื่อนที่ใช้บริการเอเจนซีอื่น ก็ทราบว่าบางคนยังเข้ามาอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ของ KPG เพราะมีรายละเอียดครบและอธิบายทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ เว็บไซต์และระบบเตรียมความพร้อมของ KPG ยังช่วยให้รู้ว่าต้องเตรียมเอกสารและวางแผนอะไรบ้าง ทำให้แทบไม่ต้องสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพราะมีข้อมูลครบถ้วนอยู่แล้ว อีกทั้ง KPG ยังมีประกันเดินทางให้ และเมื่อเปรียบเทียบราคาและบริการกับเอเจนซีอื่น ๆ ก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามากที่สุดค่ะ ราคาเหมาะสม จึงตัดสินใจเลือกใช้บริการ KPG ค่ะ

คนที่แนะนำหนูมา เป็นคนที่หนูไปถามเขาใน TikTok ค่ะ หนูไม่รู้จักเขา แต่ว่าเขาอะไม่ได้ไปกับเอเจนซีนี้ค่ะ เขาอยู่เอเจนซีอื่น เขาแนะนำ KPG มาหนูก็เลยมาเสิร์ชดูว่า KPG คือที่ไหน เพราะว่าตอนแรกที่เปิดดูไม่เห็นของ KPG เท่าไหร่ค่ะ เห็นแต่เอเจนซีอื่นมากกว่า แต่พอเค้าแนะนำมาเราก็เลยมาเสิร์ชดูว่าเป็นของใครประมาณนี้ค่ะ

อ่านเกี่ยวกับ Cebu International Academy – คลิก

Photo Credits :  คุณลูกปลา

ติดต่อขอรับคำปรึกษา

 

เรียนต่อแคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์

Line : @korpungun

เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

Line : @kpglearn

คอร์สออนไลน์ KPG LIVE

Line : @kpglive

TEL: 094-883-8778