[รีวิว] เรียนหลักสูตร General ESL full time – Morning Class ที่นิวซีแลนด์ กับสถาบัน NZLC โดยคุณโมเดล

รีวิว เรียนหลักสูตร General ESL full time – Morning Class
ระยะเวลา 14 สัปดาห์ (5 Jan – 10 April 2026)
กับสถาบัน NZLC โดยคุณโมเดล

แนะนำตัวเองหน่อย

สวัสดีค่ะ ชื่อโมเดล อายุ 22 ปีนะคะ เพิ่งจบการศึกษาแต่ว่ารอรับปริญญาที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เรียนคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษค่ะ

ทำไมถึงสนใจไปเรียนภาษาอังกฤษที่นิวซีแลนด์

ปัจจัยหลักที่เลือกนิวซีแลนด์คือเป็นประเทศที่มีธรรมชาติสวยงาม และอยากไปใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะที่นั่นรายล้อมไปด้วยธรรมชาติจริง ๆ ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 30 นาทีด้วยรถบัสต่อเดียวก็สามารถไปถึงทะเลได้เลย นอกจากนี้ วิวทิวทัศน์รอบ ๆ ยังเต็มไปด้วยภูเขา เวลาเดินขึ้นลงเนินจะเหนื่อยนิดนึง แต่ก็สนุกดีค่ะ

และอยากไปพัฒนาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคตด้วย ก็คิดว่านิวซีแลนด์ก็ตอบโจทย์ค่ะ ที่ได้เรียนและได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนหลายประเทศเลย

ทำไมถึงเลือกที่จะไปเรียนที่ NZLC

เพราะได้เห็นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและ TikTok อยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งสถาบันยังมีชื่อเสียงด้านการสอนภาษาอังกฤษและมีกิจกรรมหลังเลิกเรียน (After School Activities) ที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังได้รับคำแนะนำจากพี่ ๆ เอเจนต์ ทำให้มั่นใจว่าสถาบันนี้เหมาะกับความต้องการของตนเอง อีกเหตุผลสำคัญคือค่าเรียนก็ไม่เเพงเลยนะคะ เหมาะสำหรับนักเรียนและนักศึกษา จึงมองว่า NZLC เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ค่ะ

โปรเจกต์ของมหาวิทยาลัยที่ทำให้ได้ไปเรียนที่นิวซีแลนด์มีที่มาอย่างไร

เนื่องจากหนูเรียนอยู่คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งมีหลักสูตรสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เทอม 2 ให้เลือกไปฝึกงาน เรียนต่อ หรือทำงานในต่างประเทศได้ โดยนักศึกษาสามารถเลือกได้ทั้งการฝึกงานในประเทศไทยและต่างประเทศ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ซึ่งเพิ่งเริ่มมีไม่กี่ปีค่ะ จุดประสงค์หลักคือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ออกไปหาประสบการณ์นอกห้องเรียน ได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง และเรียนรู้การใช้ชีวิตในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตรนี้ค่ะ

การเดินทางจากไทยไป Auckland เลือกเดินทางกับสายการบินอะไร

เลือกนั่งสายการบินของ China Eastern กับ China Southern ค่ะ ซึ่งดีมาก เพราะว่าอาหารบนเครื่องก็เป็นเอเชียด้วย อาหารอร่อยนะคะ แล้วก็สายการบินก็ดีค่ะ เท่าที่บินไปยังไม่พบเจอข้อเสียอะไรเลย แล้วก็โชคดีด้วยที่ตอนนั้นเที่ยวบินไม่ได้ดีเลย์อะไรค่ะ อาหารก็อร่อยมาก ๆ ค่ะ

ตอนที่เลือกซื้อตั๋วเครื่องบินทำไมถึงเลือก China Southern หรือ China Eastern

อันดับแรกเลยนะคะ ค่าตั๋วสมเหตุสมผลค่ะ ไม่แพงไปและไม่ถูกไปค่ะ แล้วคิดว่าเป็นสายการบินเอเชีย เรื่องอาหารก็เป็นเหตุผลหลักเลย เพราะว่ากลัวการทานอาหารต่างชาติ จากที่อ่านรีวิวมาอาจจะมีความมันๆ เลี่ยนๆ ไปนิดนึง แต่ถ้าเป็นอาหารเอเชียก็มีความเผ็ด มีรสชาติที่ถูกปากเราค่ะ

การเปลี่ยนเครื่องที่จีน วิธีการเป็นอย่างไรบ้าง

ระหว่างต่อเครื่องจริง ๆ ออกไปเที่ยวได้ แต่ว่าส่วนตัวแล้วไม่อยากออกไป เพราะว่าต้องการพักผ่อนค่ะ หนูก็ไปชำระล้างร่างกายแล้วก็หาอะไรกินในสนามบินค่ะ คือหลับ ๆ ตื่น ๆ ไม่กี่ตื่น พอตื่นมาก็จะบินแล้ว แล้วตอนขาไป ตอนที่พักเปลี่ยนเครื่องที่เซี่ยงไฮ้หรือเปล่าถ้าจำไม่ผิด ค่อนข้างที่จะมืดแล้ว ก็เลยคิดว่าไม่ออกไปดีกว่า แล้วตอนเปลี่ยนเครื่องสายการบินก็ทำการย้ายกระเป๋าให้เลย แล้วก็แบกแค่กระเป๋า Carry-on ของเราค่ะ ขากลับไทยก็เหมือนกันค่ะ รับกระเป๋าเดินทางอีกทีก็ตอนที่ถึงสุวรรณภูมิเลยค่ะ

โดยส่วนตัวแล้ว ตอนเปลี่ยนเครื่องที่จีนจะไม่ค่อยรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่เข้มมาก เพราะว่าเขาไม่ได้ถามอะไรเลย เขาแค่ตรวจสัมภาระ แล้วก็ โอเค ผ่าน หนูพกยาดมหงษ์ไทยไปด้วยนะคะ ก็เอาขึ้นเครื่องได้ หนูไม่มั่นใจว่าผิดกฏหมายไหม เพราะหนูลืมเอาออกไปกระปุกนึง หนูก็พกไปด้วยเลย ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะคะ

ผ่าน ตม. สนามบินที่นิวซีเเลนด์ ยากไหม โดนถามอะไรบ้าง

รู้สึกว่าง่ายค่ะ ง่ายกว่าตอนไปอเมริกา แต่บางคนก็เห็นคุยนาน เราก็แค่ตอบคำถามตามตรงค่ะ ก็ดูกฎไปอย่าเอาของที่เขาไม่อนุญาตเข้าไป เพราะถ้าเขาเจอปุ๊บ เขาก็จะปรับปั๊บ จะเข้มงวดมากค่ะ และตอนออกมาก็จะมีสุนัขดมกลิ่นกระเป๋าเราด้วย ตอนนั้นก็ลุ้นมากว่าเราเผลอเอาอะไรมารึเปล่า แต่ก็ผ่านมาได้นะคะ

ตอนเจ้าหน้าที่ ตม. เขาถาม เขาถามว่ามาทำอะไร แล้วก็เอาอาหารมาไหม เอาอาหารที่ผิดกฏอะไรมาบ้างไหม แล้วก็เช็กสัมภาระทั่วไปค่ะ แค่ตอบตามตรงว่าเอาอาหารปกติ เอาบะหมี่สำเร็จรูปมาเฉย ๆ แล้วก็ ไม่ถามเรื่องโรงเรียน เพราะว่าตอนที่ไปถึงตม. หนูเตรียมเอกสารครบมาก ทั้ง Student Visa และเอกสารต่าง ๆ ให้เขาดูครบเลย คือเอกสารครบมาก แทบจะหาช่องถามคำถามไม่ได้เลย ค่อนข้างที่จะเตรียมตัวมาดีค่ะ เพราะมีประสบการณ์จากอเมริกา คือโดนถามเยอะ ก็เลยเตรียมไปเผื่อไว้ดีกว่าค่ะ

หาเจ้าหน้าที่ที่มารับที่สนามบินยากไหม

ไม่ยากเลยค่ะ เพราะว่าตอนเดินออกมา ก็เจอเจ้าหน้าที่เขาชูแผ่นป้ายชื่อเรา ที่ก็ไม่ได้ใหญ่มากนะคะ แบบสังเกตเห็นได้ง่าย ติดต่อเจ้าหน้าที่ไม่ยากเลยค่ะ แล้วก็รู้สึกดีมากที่มีเจ้าหน้าที่จากทางสถาบัน NZLC มารับ แล้วก็ไปส่งถึงที่พักเลย เจ้าหน้าที่มีคนเดียวค่ะที่มารับเรา รถที่มารับก็ดีค่ะเป็นรถเบ๊นซ์ที่เป็นรถตู้ค่ะ

ห้องพักที่เลือกหาเองเป็นแบบไหน

ที่แรกนะคะ พอดีว่าได้วีซ่าปุ๊บ แล้วอีก 1 อาทิตย์ก็บินเลย ทำให้มีเวลาหาที่พักได้ไม่มาก เลยเอาที่พักที่คนไทยแนะนำก่อน แล้วก็ปลอดภัยไว้ก่อน ซึ่งอยู่ใกล้สถาบันด้วย อันนี้คือปัจจัยหลักที่เลือกค่ะ ที่พักแรกก็จะเป็นแชร์ Living Room แชร์ Kitchen แต่ว่าห้องนอนจะแยก แล้วก็แชร์ห้องน้ำด้วยค่ะ ดีที่ตอนนั้นได้ห้องใหญ่ แต่ว่าจ่ายในราคาห้องปกติ ที่พักค่อนข้างไกลจากสถาบัน ถึงแม้ว่าจะไม่ไกลมาก แต่สำหรับเราเดิน 15 นาทีคือไกล (หัวเราะ) เราก็เลยย้ายไปที่ที่ใกล้กว่า เดิน 15 นาทีสำหรับคนอื่นอาจจะแป๊บเดียว แต่สำหรับเราคือไกล ด้วยความที่เป็นเนินเขาด้วย แล้วเวลาเดินขึ้น มันชันมาก เหนื่อยมาก มันเป็น 15 นาทีที่เหนื่อยค่ะ ก็เลยย้ายดีกว่า แต่ที่แรกก็ดีนะคะ รวมน้ำ ไฟ เน็ต ในราคาแค่ 250 NZD ต่อสัปดาห์ ก็ถูกมาก เพราะว่าดีที่ไปก่อนที่เขาจะขึ้นราคา หลังจากเราออกเขาก็ขึ้นเลย จาก 280 NZD เป็น 300 NZD ก็โชคดีไปค่ะ

ที่พักที่ 2 นะคะ อยู่ใกล้กว่า แต่ว่าก็ยังเป็นเนินเขาอยู่ และยังแชร์กันเหมือนเดิมค่ะ แต่ต้องเดินประมาณ 10 นาทีค่ะ เราเลยย้ายไปใกล้ Sky Tower ซึ่งอันนี้ชอบมาก แต่ว่าอยู่ได้แค่เดือนเดียว เพราะว่ามันเพิ่งว่างตอนนั้นพอดี พี่คนดูแลเป็นคนไทย พอขอเขาย้าย เขาก็ใจดีให้เราอยู่ได้ 1 เดือนสุดท้าย เราก็อยู่ใกล้ Sky Tower แชร์ห้องน้ำ แชร์ห้องครัว เหมือนเดิม แต่ห้องนอนก็แยก เดินถึงสถาบันได้เลย ห่างจากสถาบันประมาณ 5 นาที โดยการเดินนะคะ ซึ่งใกล้มาก ซึ่งชอบมาก เพราะมันใกล้ แล้วก็สามารถตื่น 7 โมงครึ่ง 8 โมงบ้าง แล้วแต่ เพราะว่าเริ่มเรียน 8 โมงครึ่งค่ะ เราต้องไปถึงสถาบันประมาณ 8 โมง 25 ก็ดีที่ได้อยู่ใกล้ ราคา 260 NZD ยังไม่รวมน้ำไฟ ก็คิดว่าถ้ามีโอกาสอยู่ได้นานขึ้นก็น่าจะคุ้มกว่านี้นะคะ เพราะว่าอันนั้นเหมือนกับคนไทยอยู่เยอะด้วย ถ้าเรามีเวลาหา มีเวลารีวิว ที่พักมันเยอะมาก แล้วราคาก็มีทั้งสมเหตุสมผล อยู่ที่ว่าเราจะตั้งใจหารีวิวได้แค่ไหน เราอยู่ได้ระยะสั้น ก็เลยโอเค งั้นก็เอาใกล้สถาบันดีกว่าค่ะ

แชร์เทคนิคการหาห้องพัก

จะมีในกลุ่ม Facebook นะคะ ถ้าเป็นกลุ่มของคนนิวซีแลนด์หรือคนต่างประเทศที่มาหา Roommate หรือ Flatmate ก็จะมีกลุ่มชื่อ Auckland Flatmates Wanted แล้วก็กลุ่มชื่อ นักเรียนไทยในโอ๊คเเลนด์ Thai Student in Auckland ใน Facebook ค่ะ ส่วนมากถ้าหาใน Facebook ก็จะหาง่าย เพราะรู้สึกว่าคนที่นั่นเวลาโพสต์หาห้องพักจะใช้ Facebook มากกว่า แล้วก็ปากต่อปาก เราอาจจะถามเพื่อนที่เคยเรียนที่นั่นก็ได้ แล้วก็มี Open Chat ใน LINE ค่ะ ช่องทางสมัยนี้ศึกษาหาข้อมูลได้ง่าย อยู่ที่ว่าเราแค่ต้องใช้เวลาตรงนั้นนิดนึง เพราะว่าเราก็ต้องหาทั้งข้อดีข้อเสียค่ะ ส่วนมากก็หาใน Facebook เลยค่ะ

ข้อเเนะนำนักเรียนไทยที่หาห้องพักเองต้องระวัง

อยากให้อ่านรีวิวเยอะๆ นะคะ เพราะว่าบางทีมันก็ไม่ตรงปก อย่างเช่นถ้าสมมติว่าแลนด์ลอร์ดหรือว่าผู้ที่ดูแลไม่ใช่คนไทย เราต้องสื่อสารกับเขาเป็นภาษาอังกฤษ แล้วสัญญาเช่า (Contract) ก็จะเป็นภาษาอังกฤษใช่ไหมคะ ก็อยากให้อ่านให้ครบทุกบรรทัด ถ่ายรูป หรือว่าอ่านรีวิวดีๆ ค่ะ เพราะว่าคนมันหลากหลาย แต่ถ้าทำกับพี่คนไทย ก็ดีตรงที่ว่าเราก็สื่อสารกันได้ง่ายกว่า แต่ก็ไม่ได้ดีเสมอไป ก็เลยอยากให้อ่านรีวิวเยอะๆ ค่ะ แล้วก็ไปดูของจริงก่อนที่จะทำการโอนจอง หรือก่อนที่จะวางเงิน ต้องไปดู ที่พัก สถานที่จริง ต้องแน่ใจจริงๆ ก่อนค่ะ

ค่าเช่าและค่ามัดจำ เจ้าของห้องหรือแลนด์ลอร์ดมีวิธีคิดค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง

ของหนูก็คือ ถ้าเป็นที่พักแรกก็จะจ่ายตรงกับ Reception เลย แล้วค่ามัดจำก็จะจ่ายก่อนบินไป ต้องจ่ายมัดจำไปก่อน ผ่านพี่คนไทย มีบริษัทที่น่าเชื่อถือ ออกสลิปให้เรา ทำใบเสร็จให้เรา เราก็อ่านรีวิวมาว่าโอเค อันนี้เชื่อถือได้ค่ะ เราก็ค่อยวางเงินมัดจำลงไป เพราะด้วยความที่เป็นคนไทยด้วย แล้วพี่เขาก็น่าเชื่อถือมาก เพราะมีรีวิวหลายร้อยคนรีวิวค่ะ อีกอย่างอันดับแรกคือรีวิว ต้องเยอะจริง ๆ ถึงจะเชื่อถือได้ แล้วก็ออกผ่านบริษัทค่ะ การจ่ายที่นั่นจะจ่ายเป็นสัปดาห์ แล้วบางทีก็จ่ายที่ Reception บางทีก็จ่ายกับพี่ที่ดูแลโดยตรงเลยค่ะ

ห้องพักมีพัดลม หรือ แอร์ไหม?

ที่พักของเดลส่วนมากเป็นหน้าต่างค่ะ เราแทบจะไม่ต้องใช้พัดลมเลย เพราะว่าด้วยความที่ที่พักของหนูทั้ง 3 ที่ที่เลือก คือติดหน้าต่างบานใหญ่มาก แล้วเราเปิดไว้ ตื่นมาก็คือจะหนาวแล้ว อย่างเช่นช่วงที่เพิ่งกลับมา ก็จะมีการซื้อฮีตเตอร์ เพราะว่ามันหนาวมากตอนช่วงเย็นค่ะ แล้วช่วงเช้าหนูก็ไปเรียน ไปทำกิจกรรมอะไร ก็จะไม่ค่อยได้อยู่ห้อง แต่ว่าถ้าเป็นวันหยุด เราก็มีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะ เราก็จะไม่ค่อยอยู่ห้อง แต่ก็ไม่ค่อยร้อนมาก มันจะเป็นลมค่ะ ที่นู่นจะเป็นลม แป๊บเดียวก็ฝนตกบาง ๆ จาง ๆ แล้วก็หยุด แต่ส่วนมากฝนตกค่ะ

ก่อนที่จะไปเรียนภาษาอังกฤษที่ NZLC คิดว่าระดับภาษาของตัวเองป็นยังไงบ้าง

ตอนแรกฟังเข้าใจ แต่แค่ไม่กล้าพูด เพราะว่าเราอยู่ไทย เราก็อยู่กับเพื่อนที่เป็นคนไทย อยู่กับอาจารย์ที่เป็นคนไทย ทุกอย่างเป็นไทยหมดเลย เราก็พูดแต่ภาษาไทย แต่เราก็รู้สึกว่าเป็นคนพูดภาษาอังกฤษได้นะคะ เราแค่ไม่กล้าที่จะพูดออกไป ไม่กล้าที่จะแสดงความรู้สึกออกไป เพราะว่าเราก็อยู่กับคนไทยจนชิน ก็คิดว่าไม่ได้เก่งมาก จะอ่อนเรื่องการพูดมากกว่าค่ะ

คาดหวังอะไรจากการไปเรียนครั้งนี้

คาดหวังที่จะสามารถพูดออกมาได้โดยที่เราไม่ต้องเขิน ไม่ต้องรู้สึกอายเวลาที่เราพูดผิด หรือว่าเวลาที่สำเนียงไม่ใช่สำเนียงเขา แล้วก็คาดหวังที่จะพูดได้แบบเจ้าของภาษาได้มากขึ้น กล้าแสดงความรู้สึก กล้าแสดงความคิดเห็นค่ะ เพราะเหมือนคนที่นู่น ต่างชาติเขาก็จะรับฟังความคิดเห็นของเรา ไม่ว่าความคิดเห็นของเราจะแปลกแยกหรือว่าไม่ตรงกับเขา หนูก็กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้นในภาษาอังกฤษค่ะ

ทางสถาบัน NZLC ส่งอีเมลมาให้ก่อนเริ่มเรียน

จะมีอีเมลเตรียมความพร้อมค่ะ ส่งมาว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง อย่างน้อยสิ่งที่เราต้องพกติดตัวทุกวัน ไม่ว่าจะไปไหน และห้ามทำหาย ก็คือพาสปอร์ต เพราะได้ใช้แน่นอนค่ะ 

แล้วก็จะมีอีเมลแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับวันแรกที่เราไปโรงเรียน ซึ่งจะเกี่ยวกับการปฐมนิเทศ หนูจำรายละเอียดไม่ค่อยได้เพราะนานมากแล้ว  ตั้งแต่เดือนมกราคม  แต่จะประมาณว่าวันแรกเขาก็จะแนะนำข้อมูลทั่วไปของสถาบัน แล้วก็พาเดินดูรอบๆ เมืองหลังจากที่เริ่มเรียนวันเเรกเสร็จแล้วถ้าหนูจำไม่ผิดนะคะ

หนูจำได้ว่าตอนสัปดาห์แรก หนูลง Activity Day Trip ไว้ เขาก็พาไปนั่งเรือข้ามไปอีกเกาะหนึ่ง เพื่อไป Hiking ซึ่งสำหรับหนู Hiking เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ดีที่สุดเลย เขาก็จะพาไปทำกิจกรรมต่างๆ แบบนี้ค่ะ 

สรุปคือหลักๆ อีเมลที่ได้รับก็จะมีอีเมลปฐมนิเทศ และการทดสอบระดับภาษา ถ้าทดสอบแล้วรู้สึกว่าคลาสที่ได้ง่ายเกินไป ก็สามารถขอเปลี่ยนคลาสได้ ซึ่งหนูก็เคยขอเปลี่ยนเหมือนกัน ซึ่งในช่วงปฐมนิเทศ เขาจะแนะนำทุกอย่างเกี่ยวกับสถาบัน แต่ถ้าเรามีคำถามเพิ่มเติมก็สามารถถามนอกรอบได้ เพราะบางทีตอนที่เขาพูด เขาจะพูดข้อมูลรวมๆ  เราอาจจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด ถ้ามีข้อสงสัยก็ถามเพิ่มเติมได้เลย เจ้าหน้าที่ใจดีค่ะ

คอร์สเรียน General English Full Time – Morning Class ตารางเรียนเป็นอย่าไร?

เริ่มเรียน 8 โมงครึ่งนะคะ จะเป็นเกี่ยวกับวิชาทั่วไปเลย เป็นไวยากรณ์ การฟัง การเขียน แล้วก็การอ่าน แล้วคลาสบ่ายจะเริ่มหลังพักกลางวัน จะเป็นตอน 11:15 น. ถึงตอนเที่ยง แล้วตั้งแต่เที่ยงถึง 13:30 น. จะเป็นคลาสบ่าย ซึ่งจะเน้นไปตรงที่กิจกรรมต่าง ๆ จะเป็นกิจกรรมสนุก ๆ เน้นการพูด เปิดโอกาสให้เราพูดมากขึ้น คือคุณครูดีมาก มีหัวข้อในแต่ละวัน จะเป็นหัวข้อสุ่มค่ะ อย่างเช่น สิ่งที่คุณรำคาญหรือไม่ชอบ มีเกี่ยวกับภาษาอังกฤษทั่วไป จะเป็นหัวข้อให้เราพูดกับเพื่อน คือเราจะเป็นโต๊ะแยก ๆ กัน อย่างเช่นคลาสหนูจะมี 2 โต๊ะใหญ่ เราก็จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนในแต่ละโต๊ะ ก็ฟังความคิดเห็นของกันและกัน ยกตัวอย่างและพยายามพูดให้ได้มากที่สุดค่ะ คุณครูก็จะฟังเรา จะเดินมาคุยด้วยว่า โอเค เห็นด้วยนะ เขาก็จะยกตัวอย่างของประเทศเขาให้ฟัง คุณครูคลาสบ่ายเป็นคุณครูมาจากเมืองแมนเชสเตอร์นะคะ ส่วนคลาสเช้าก็เป็นชาวนิวซีแลนด์เลยค่ะ

จำนวนนักเรียนแต่ละกลุ่มมีประมาณกี่คน

คลาสนึงประมาณไม่น่าจะเกิน 20 คนค่ะ เพราะว่าเพื่อนก็ชอบมาบ้าง ไม่มาบ้าง ก็สลับกันไป

ในคลาสเรียน มีนักเรียนจากชาติไหนบ้าง

ในห้องเรียนของหนู ตอนแรกมีคนไทยประมาณ 2 คน แล้วพอเรียนไปสักพักก็มีคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4 คนในห้องนะคะ แต่ถึงจะเป็นคนไทยด้วยกัน เราก็ไม่ได้จับกลุ่มพูดภาษาไทยกัน เราจะสื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษ เพราะรู้สึกว่าถ้าเราพูดภาษาไทยต่อหน้าคนชาติอื่น ๆ มันอาจดูไม่ค่อยให้เกียรติ หรือทำให้คนอื่นรู้สึกถูกกันออกจากบทสนทนาได้ อีกอย่างหนึ่ง เราตั้งใจมาเรียนภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ได้มาเรียนภาษาไทย ดังนั้นทั้งเราและเพื่อนคนไทยก็พยายามใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกันตลอด สำหรับเพื่อนต่างชาติ กลุ่มที่หนูสนิทมากที่สุดจะเป็นนักเรียนจากฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีค่อนข้างเยอะเลยค่ะ โดยส่วนใหญ่พวกเขาจะพูดภาษาฝรั่งเศสกันเอง นอกจากนี้ก็ยังมีเพื่อนจากประเทศในยุโรปอีกหลายประเทศ เช่น เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนิทกันมาก หลังเลิกเรียนเราก็มักจะไปชายหาด ไปทำกิจกรรม หรือใช้เวลาด้วยกันอยู่บ่อย ๆ ทำให้หนูได้เรียนรู้วัฒนธรรมฝรั่งเศสไปด้วย นอกจากกลุ่มยุโรปแล้ว ก็ยังมีนักเรียนจากสเปนและโคลอมเบียค่อนข้างเยอะเช่นกันค่ะ

เนื่องจากคลาสเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ นักเรียนได้มีโอกาสพูดครบทุกคนไหม

ทุกคนจะได้พูดหมดเลยค่ะ ทุกคนจะต้องได้พูด เขาก็จะถามว่า “How about you?” “What’s your opinion?” อะไรแบบนี้ แล้วเราก็จะมีการนำเสนอที่ทำกับเพื่อนด้วย ถ้าเป็นงานคู่ ส่วนตัวหนูก็ได้คู่กับเพื่อนที่เป็นชาวยุโรปอีกแล้ว (หัวเราะ) เราก็จะไม่ได้คู่กับคนไทยด้วยกันค่ะ ครูดูแลทั่วถึงค่ะ เพราะว่าด้วยความที่เพื่อนในห้องเรามีไม่ถึง 25 คนด้วยซ้ำ ถ้าหนูจำไม่ผิด เพราะว่ามันเป็นแค่ 2 กลุ่มใหญ่ แล้วก็ได้พูดกันทุกคน ทุกคนในโต๊ะต้องได้พูดด้วยกันค่ะ เพื่อนก็ให้ความร่วมมือดีมาก ๆ รู้สึกว่าทุกคนมีความเคารพซึ่งกันและกัน สังคมที่นู่นก็ดีค่ะ สังคมที่โรงเรียนดีมากค่ะ

ช่วงพักกลางวันไปทานข้าวที่ไหน

ช่วงพักกลางวันโดยส่วนมากแรก ๆ หนูจะทำกับข้าวไป แล้วก็เห็นทุกคนโดยส่วนมากจะเตรียมอาหารไปกันเองแต่ว่าหลังๆ เพราะใกล้จะเรียนจบแล้ว ก็เลยไม่ค่อยตื่นเช้ามาก ก็จะมีร้านซูชิที่ใกล้สถาบัน ไม่แพงนะคะ มันมีร้านหนึ่งประมาณ 8 NZD ก็กินพออิ่ม ถ้าไม่คิดเรื่องสารอาหารนะคะ 8 NZD ก็อิ่ม สำหรับหนู หนูก็อิ่มค่ะ

แล้วก็มีร้านที่จะแพงขึ้นมานิดนึง แต่ก็ไม่แพงมาก เซนต์ปิแอร์ หรือเปล่าถ้าจำไม่ผิด เป็นเซนต์ปิแอร์ซูชิ อยู่แถวสถาบัน ใกล้สถาบันมาก ราคาเริ่มต้นประมาณ 10–11 NZD ค่ะ แล้วก็มี อันนี้ชอบมาก มีโปเกโบวล์ อยู่ตรงข้ามสถาบัน เหมือนจะเป็นศูนย์อาหาร ที่มีอะไรให้เราเลือกเยอะมากว่าเราจะกินอะไร คืออาหารการกินหาง่ายมากค่ะ เดินออกมาจากสถาบัน เลี้ยวขวาคือสตาร์บัคส์ เลี้ยวซ้ายคือแมคโดนัลด์เลย หาของกินง่ายมากถ้าไม่มีเวลาทำอาหารก็ไม่ต้องกังวลเลย แค่มีบัตรจ่ายเงิน ทุกอย่างจบค่ะ

ช่วงที่เรียนมีการบ้านไหม

มีค่ะ จะมีการบ้านเป็นบางครั้ง แต่จะไม่ได้เป็นการบ้านที่ขึ้นอยู่กับคุณครูในแต่ละวันว่าเป็นงานเสริมหรือเป็นงานที่อยากให้นักเรียนทำจริง ๆ โดยรวมแล้วก็มีการบ้านอยู่บ้างค่ะ แต่ไม่ได้เยอะหรือหนักมาก การเรียนค่อนข้างสบาย ๆ ไม่เครียด และไม่ได้ทำให้รู้สึกกดดันจนเกินไปค่ะ

เรียนมา 14 สัปดาห์ มีครูที่ชอบไหม

ชอบครูคลาสเช้ากับคลาสบ่ายก่อนที่หนูจะสอบแล้วก็เปลี่ยนห้องค่ะ หนูเรียนกับคลาสนั้นมาประมาณ 10 สัปดาห์ จำไม่ค่อยได้ค่ะ แต่ว่าเรียนกับเขานานมาก แล้วก็เหมือนเป็นคลาสที่ดีที่สุด ทั้งเพื่อนในห้องและ Teacher เลยค่ะ ตอนนั้นคลาสเช้าได้ ครูโอลิเวีย แล้วคลาสบ่ายเป็น ครูจอร์ช ก็ดีมาก ดีแบบเขาไม่ได้สอนแค่ในหนังสือ แต่สอนนอกหนังสือด้วย ให้เราได้คิดตาม แล้วก็มีเกมที่ช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องแกรมม่า คือเวลาพูดเราก็พูดได้ แต่ถ้าถามว่าตามหลักแกรมม่าหรือเปล่า บางทีเราก็อาจจะข้ามแกรมม่าไป เขาก็มีวิธีการสอนที่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ก็ถือว่าเป็น ครู ที่ดีที่สุด แล้วก็ชอบมากค่ะ

ใน 1 วันที่นิวซีแลนด์ ทำอะไรบ้าง

ถ้าวันเรียน อย่างเช่นวันจันทร์ ก็จะมีตารางที่ทำเป็นประจำคือตื่นเช้ามา ทำอาหาร แล้วก็ไปเรียน พักเที่ยงก็กินข้าวกับเพื่อน เลิกเรียนเสร็จแล้วก็ไปยิมประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง แต่วันไหนอากาศดี เรากับเพื่อนก็จะไปชายหาดกัน ไปกันบ่อยมากค่ะ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ฉลองวันเกิดที่นู่นพอดี ก็เลยได้เพื่อนเยอะมาก ทุกคนก็ชวนกันต่อ ๆ มา วันเกิดวันนั้นมีประมาณ 30 กว่าคนที่ไปชายหาดด้วยกัน ไปปิ้งบาร์บีคิวด้วยกันที่ชายหาด แล้วก็กลับมาเล่นกันตามประสาเด็ก ๆ นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น ได้ไป Art Gallery ในตัวเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก ก็ได้ไปศึกษาหาความรู้นอกสถานที่ด้วย

ส่วนวันหยุด เราก็ไปชายหาด หรือไม่ก็นั่งเรือข้ามไปเกาะต่าง ๆ เกาะที่อยากแนะนำคือ Waiheke Island เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องโรงบ่มไวน์ เราสามารถไปชิมไวน์ ไปชายหาด และมีกิจกรรมให้ทำเยอะมากๆ สนุกมากค่ะ แล้วก็ได้ใช้เวลากับเพื่อนต่างชาติค่อนข้างเยอะ เหมือนสมัยตอนที่เราเรียนมัธยมปลายก็จะสนุกอีกเเบบ ซึ่งเพื่อนก็มีหลากหลายเชื้อชาติที่ไปด้วยกันค่ะ

ประสบการณ์ที่ Waiheke Island

เดินทางโดยเรือ ถ้าจำไม่ผิดค่าเรือไป-กลับประมาณ 62 NZD นะคะ ส่วนค่าอาหาร ค่าไวน์ หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รู้สึกว่าคุ้มค่า ก็เลยไม่ได้คำนวณละเอียดเท่าไหร่ ตอนนั้นไปกัน 4 คน หารกันแล้วก็ไม่ได้แพงมากค่ะ ถ้าจะไปเที่ยวแบบสบาย ๆ เตรียมงบประมาณสัก 100–200 NZD ก็เพียงพอแล้ว ถ้าเป็นสายชิมไวน์ที่อยากลองหลาย ๆ ตัว หยิบมาชิมหลายขวด ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นหน่อย แต่ถ้าเน้นประหยัด งบประมาณสัก 100 NZD ก็ยังเที่ยวได้ค่ะ ตอนนั้นพวกเราไปแบบตั้งใจไปชิมไวน์จริง ๆ แล้วก็ไปทานอาหารที่นั่นด้วย ไปนั่งร้านอาหารและใช้เวลาเที่ยวกันเต็มที่ แต่ถ้าใครอยากไปเที่ยวชมบรรยากาศเฉย ๆ ค่าใช้จ่ายก็จะถูกกว่านี้ เพราะทริปของพวกเราเป็นการไปชิมไวน์และใช้บริการต่าง ๆ อย่างจริงจังค่ะ।

เสาร์-อาทิตย์ทำอะไรบ้าง

พอดีว่ามีคุณลุงคุณป้าอยู่ที่นู่น แต่ว่าเขาอยู่ที่ South Auckland เราก็จะไปหาเขา เสาร์อาทิตย์แรก ๆ จะไปทุกสัปดาห์เลยค่ะ หลัง ๆ ก็ไม่ได้ไปแล้ว ช่วงแรก ๆ ก็จะไปกินอาหารไทยที่เป็นอาหารไทยจริง ๆ เพราะว่าอาหารไทยที่นู่นจะใช้พริกที่ไม่ค่อยสด แต่อาหารที่บ้านคุณลุงคุณป้าจะเป็นพริกที่เขาทำกินเอง มันก็จะรู้สึกสดกว่าค่ะ ก็ไปหาคุณลุงคุณป้าที่บ้าน แล้วเขาก็พาไปทะเล ส่วนมากถ้าไม่ได้ไปทะเลก็จะเดินเล่น หรือไม่ก็ซื้อของ ไปซูเปอร์มาร์เก็ต ไปห้าง ซึ่งห้างก็จะต้องนั่งรถบัสไป เพราะว่ามันไม่ได้อยู่ใน City จริง ๆ ใน City ก็มี Commercial Bay แต่ว่ามันเป็นห้างที่ไม่ค่อยตอบโจทย์เราเท่าไหร่ เหมือนที่นู่นจะมี Mega ซึ่งเป็นแบรนด์ของเขาเอง เป็นแบรนด์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แต่ห้างก็จะมีความหลากหลายมากกว่า เพราะมันเป็นห้างขนาดใหญ่ ส่วน Commercial Bay เข้าไปแล้วก็ไม่ได้ใหญ่มาก ถ้าใครอยากไปห้างใหญ่ ๆ มาก ๆ ก็ต้องนั่งรถออกไปนอกเมืองประมาณ 1 ชั่วโมง ชื่อห้าง Sylvia Park ที่นั่นจะมี Zara และร้านอื่น ๆ อีกเยอะ ส่วน Newmarket ก็ใหญ่เหมือนกัน เหมาะสำหรับคนที่อยากไปเดินเล่นหรือช้อปปิ้ง อีกอย่างที่อยากแนะนำคือ ร่มเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิตประจำวัน เพราะเราไม่รู้เลยว่าฝนจะตกตอนไหน บางทีฝนตกเป็นเม็ด ๆ อยู่สักพักแล้วก็หยุด ช่วงที่หนูไปประมาณเดือนมกราคมถึงมีนาคม ฝนตกค่อนข้างบ่อยมาก บางสัปดาห์ฝนตกถึง 5 วันเลยค่ะ

กิจกรรมนอกห้องเรียนที่ NZLC มีอะไรบ้าง

ถ้ากิจกรรมหลังเลิกเรียนเหมือนเขาจะมีตารางกำหนดไว้เลยว่า มีกิจกรรมอะไรบ้าง แล้วเราสามารถเลือกได้ว่าอยากไปที่ไหน เลือกวัน แล้วก็เตรียมงบประมาณให้พร้อม แค่นั้นเลยค่ะ ส่วนกิจกรรมนี้จะเป็น Activities สำหรับการไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมนอกห้องเรียนนะคะ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมในโรงเรียนหรือคลาสเสริม ก็จะมีหลายแบบ เช่น IELTS Class, Business Class หรือคลาสพิเศษอื่น ๆ ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามแต่ละวัน แล้วก็จะมีวันเปิดให้ลงทะเบียน เราสามารถเลือกเข้าร่วมคลาสที่สนใจได้ค่ะ

14 สัปดาห์ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเรามากที่สุด

รู้สึกว่าได้พัฒนาสำเนียงขึ้นมานิดนึงจากที่เป็นสำเนียงไทย ก็ได้พูดและกล้าพูดมากขึ้น เพราะเราพูดภาษาอังกฤษทุกวัน ด้วยความที่เราไม่ค่อยไปกับเพื่อนคนไทย เราจะไปกับเพื่อนต่างชาติ อันนี้เป็นเคล็ดลับที่อยากแนะนำสำหรับคนที่อยากพัฒนาได้เร็ว คือพยายามใช้เวลาอยู่กับเพื่อนต่างชาติให้มากขึ้น เราจะจับกลุ่มกับเพื่อนต่างชาติ ซึ่งในกลุ่มที่มีประมาณ 10 กว่าคน เราเป็น Asian คนเดียวในกลุ่มเลยค่ะ ก็รู้สึกว่าได้คุยภาษาอังกฤษทุกวัน ได้พัฒนาตัวเองมากขึ้น แล้วเวลาใช้ภาษา คำศัพท์ต่าง ๆ ก็จะนึกออกได้เร็วกว่าอยู่ที่ไทย เพราะตอนอยู่ไทย เหมือนเราก็พูดได้นะ แต่บางทีนึกคำไม่ออก แล้วก็ไม่ค่อยมีคนให้พูดด้วยแต่ตอนอยู่ที่นู่นคือใช้ภาษาอังกฤษ 100% ตั้งแต่เช้า เที่ยง เย็น และก่อนนอน ใช้ภาษาอังกฤษตลอดเลยค่ะ

เพื่อนๆ มีมาจากประเทศอะไรบ้าง และช่วงอายุเท่าไหร่บ้าง

เรื่องอายุเพื่อนถ้าเด็กที่สุดในกลุ่มจะอายุ 18 ปีค่ะ เเต่ก็กลมกลืนเป็นเพื่อนกัน อายุเยอะสุดก็น่าจะประมาณ 26-28 ค่ะ ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนชาวยุโรปค่ะ แล้วก็มีเพื่อนที่เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษด้วย เช่น ไอร์แลนด์ และแคนาดา เขาก็จะช่วยสอนคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เราไม่เข้าใจ ถ้าเราเจอคำที่ไม่รู้ความหมาย เราก็จะถามเพื่อนว่าอันนี้คืออะไร ซึ่งช่วยให้เราเรียนรู้และพัฒนาได้มากขึ้น แล้วก็มีเพื่อนชาวยุโรปที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่บางคนจะมีสำเนียงฝรั่งเศสค่อนข้างชัด อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะเราได้ฝึกพูดด้วยกันและได้พัฒนาภาษาอังกฤษไปพร้อมกัน

ส่วนเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็มีบ้าง โดยเฉพาะเวลาไปทานข้าวด้วยกัน เหมือนเราจะต้องปรับตัวมากกว่า เพราะเพื่อนส่วนใหญ่กินเผ็ดไม่ได้ เวลาจะแชร์อาหารกัน เราก็จะไม่สั่งเผ็ด เพราะเขารู้ว่าเรากินเผ็ดมาก แต่เขากินไม่ได้ บางครั้งเราก็เลือกแยกกันสั่ง เพราะเราอยากกินเผ็ดจริง ๆ ซึ่งเราจะเป็นฝ่ายปรับตัวมากกว่าแต่เพื่อน ๆ ก็ค่อนข้างให้เกียรติและใส่ใจคนรอบข้างมากค่ะ อย่างตอนที่ไปชายหาดด้วยกัน เพื่อนทุกคนพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก และเราเป็นคนเดียวที่พูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ แต่เวลาที่เขาคุยกัน เขาจะเปลี่ยนมาพูดภาษาอังกฤษทันที ทำให้รู้สึกว่าสังคมที่นั่นดีมาก เพราะเราไม่ต้องขอให้เขาพูดภาษาอังกฤษ เขาก็เลือกพูดภาษาอังกฤษกันเอง เพราะคงรู้ว่าเราจะไม่เข้าใจถ้าเขาพูดภาษาฝรั่งเศสต่อหน้าตลอดเวลา รู้สึกว่าน่ารักมาก และทุกคนก็พูดภาษาอังกฤษเพื่อให้เรามีส่วนร่วมในการสนทนาด้วย

Auckland ปลอดภัยไหม

Auckland รู้สึกว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างปลอดภัยนะคะ เพราะตอนนั้นเราก็ไป Night Running อยู่บ่อย ๆ พอกลับมาก็ประมาณ 21:00–22:00 น. ทุกอย่างค่อนข้างเงียบแล้ว แต่ก็ยังมี Security Guard ขับรถตรวจรอบเมืองอยู่ ทำให้รู้สึกปลอดภัยค่ะ ส่วน Homeless ในตัว City ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่จะเจอ แต่เขาไม่ได้เข้ามารบกวนหรือทำอันตรายเรา แล้วเราก็พักอยู่ใน City ด้วย จึงเป็นจุดที่ยังมีคนสัญจรอยู่บ้าง ไม่ได้เงียบมากเหมือนพื้นที่ชนบทหรือถนนที่ห่างไกล การอยู่ในเมืองจึงมีข้อดีตรงที่ยังมีคนผ่านไปมาอยู่ตลอด ทำให้รู้สึกอุ่นใจกว่า สำหรับ Homeless ก็ไม่เคยเข้ามาคุกคามหรือทำอะไรเรา ต่างคนต่างอยู่ ซึ่งในต่างประเทศก็ถือเป็นเรื่องปกติที่จะพบเห็นคนไร้บ้านตามท้องถนนอยู่แล้ว อีกอย่างคือมี Security Guard คอยดูแลอยู่ตลอด ไม่แน่ใจว่าตลอดทั้งคืนหรือเปล่า แต่จำได้ว่าตอนหนึ่งกลับจากไปเที่ยวกับเพื่อน แล้วเดินกลับมาด้วยกันประมาณ 02:00–03:00 น. ก็ยังเห็น Security Guard อยู่วันนั้นกลับค่อนข้างดึก แต่โดยรวมแล้วก็รู้สึกว่าปลอดภัยค่ะ

ค่าครองชีพที่ Auckland New Zealand

รู้สึกว่าของที่แพงจะเป็นผลไม้กับไข่ค่ะ ส่วนมากหนูจะกินอะไรง่าย ๆ หรือซื้อทานบ้างในบางโอกาส แต่ก็รู้สึกว่าค่าครองชีพไม่ได้แพงมาก เพราะบางอย่างทำให้เซอร์ไพรส์เหมือนกัน เพราะราคาใกล้เคียงกับที่กรุงเทพฯเลย บางอย่างราคาแทบไม่ต่างกันมาก อย่างชานมบางร้านที่กรุงเทพฯ ยังขายแพงกว่า ตอนแรกก่อนจะไปก็คิดว่าของที่นู่นน่าจะแพง เพราะตอนนั้นอยู่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว และรู้สึกว่าค่าครองชีพกรุงเทพฯ ก็สูง แต่พอไปอยู่จริง ๆ กลับพบว่าบางอย่างที่นู่นถูกกว่าค่ะ โดยเฉพาะนม ซึ่งดีใจมากที่นมราคาถูก รวมถึงโยเกิร์ตและกรีกโยเกิร์ตก็ราคาดีมาก นมอัลมอนด์ก็เช่นกัน

ด้วยความที่หนูเป็นสาย Healthy ก็เลยไม่ค่อยทานฟาสต์ฟู้ด รู้สึกว่าการซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเองจะประหยัดกว่า เพราะซื้อครั้งหนึ่งสามารถทานได้หลายมื้อ ส่วนตัวชอบดื่มนม ชอบทานกรีกโยเกิร์ต และอาหารแนวสุขภาพต่าง ๆ แต่ขนมปังแอบแพงอยู่ โดยเฉพาะขนมปังโฮลวีตหรือขนมปังธัญพืช ราคาจะสูงกว่าปกติ ส่วนอาหารในคาเฟ่ เค้ก หรือเครื่องดื่มต่าง ๆ รู้สึกว่าราคาใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ มาก บางอย่างในกรุงเทพฯ ยังแพงกว่าด้วยซ้ำ ก็เลยไม่ได้รู้สึกเซอร์ไพรส์กับราคาที่นู่นมากนัก เพราะทุกวันนี้กรุงเทพฯ เองก็มีค่าครองชีพค่อนข้างสูงเหมือนกันค่ะ

ความหลากหลายอาหารที่ Auckland New Zealand

ก็มีให้เลือกทานได้เยอะนะคะ แต่ส่วนมากคนจะนิยมทำอาหารกินกันเองที่บ้านมากกว่า เช่น เวลาอยู่กับเพื่อนก็ทำอาหารทานกันเอง ซื้อเนื้อมาต้ม มาทำกินกันเองค่ะ อย่าลืมน้ำจิ้มสุกี้นะคะ เพราะน้ำจิ้มสุกี้ที่เอาไปด้วยคืออร่อยที่สุดแล้วค่ะ แนะนำเป็นน้ำจิ้มสุกี้คุณนิดนะคะ เพราะน้ำจิ้มสุกี้ที่นิวซีเเลนด์ไม่เผ็ดเลยค่ะ

และเคยกินอาหารไทยที่ร้านอาหารไทยในโอ๊คแลนด์ รู้สึกว่ามันอร่อยแต่มันไม่เผ็ด เท่าแบบที่คุณลุงคุณป้าทำให้กิน หนูก็เลยกินครั้งเดียวเพราะว่ามันไม่เผ็ดเลย รู้สึกว่ามันจืดๆค่ะ อาหารไทยก็ไม่ค่อยเผ็ดนะคะ ก็ปกติของ ของที่ต่างประเทศ อาหารไทยก็จะไม่ถึงเครื่องเท่าเมืองไทยค่ะ

ไปเรียน 14 สัปดาห์ เตรียม Pocket Money ไปประมาณเท่าไหร่

14 สัปดาห์ ใช้งบประมาณ 100,000 บาทไทยก็อยู่ได้นะคะ ด้วยความที่หนูมีคุณลุงคุณป้าอยู่ที่นู่นด้วย เสาร์อาทิตย์เขาก็จะทำอาหารให้เรา ซึ่งอาหารที่เขาทำให้ก็สามารถทานต่อได้อีกประมาณ 2–3 วัน ก็เลยรู้สึกว่าค่อนข้างคุ้มค่ะ นี่น่าจะเป็นข้อดีอย่างหนึ่งเลย อีกอย่างคือหนูไม่ใช่คนที่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และไม่ค่อยชอบช้อปปิ้งอยู่แล้วตอนกลับมาก็ซื้อแค่รองเท้ากับเสื้อผ้านิดหน่อยเท่านั้น เพราะรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่ไทยสวยกว่า ราคาอาจจะพอ ๆ กัน แต่เสื้อผ้าที่ไทยมีแบบให้เลือกเยอะกว่าและถูกใจมากกว่าค่ะ อันนี้เรื่องจริงค่ะ

การเปิดซิมโทรศัพท์

หนูออกจากสนามบินมาก็มีเครือข่ายให้เลือกเลยค่ะ เรื่องนี้หนูก็ศึกษามาก่อนแล้ว เพราะเวลาว่างอยู่ที่ไทย หนูศึกษาข้อมูลเรื่องอินเทอร์เน็ตและการใช้ชีวิตไว้ค่อนข้างเยอะ หนูเปิดเบอร์ของ One NZ ค่ะ ออกจากเกตและออกมาจากสนามบินก็เจอเลย เปิดเบอร์ใช้งานก่อน แล้วก็ซื้อแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตเล็ก ๆ ประมาณ 20 GB ไว้ใช้ก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยหาเน็ตแบบหารกัน ซึ่งจะมีกลุ่มนักเรียนไทยในโอ๊คแลนด์อยู่ใน Open Chat แค่ค้นหาคำว่า “นักเรียนไทยในโอ๊คแลนด์” ก็จะเจอ แล้วก็หาคนหารแพ็กเกจ โดยบอกว่าเราจะอยู่ที่นั่นกี่สัปดาห์ ตอนที่หนูใช้ ตกเดือนละ 52 NZD แต่ได้อินเทอร์เน็ตแบบ Unlimited ถือว่าคุ้มมาก จ่ายแค่ 52 NZD ต่อเดือนเอง แนะนำเลยค่ะว่าควรลองหาคนหาร เพราะจะมีคนเปิด Family Plan และประกาศหาคนหารอยู่เรื่อย ๆ ตอนนี้หนูก็ยังอยู่ในกลุ่มนั้นและยังเห็นคนเปิดหาคนหารตลอดลองเข้าไปถามได้เลยค่ะ ส่วนใหญ่จะมีคนประกาศหาอยู่เรื่อย ๆ แนะนำให้สอบถามในช่วงเวลาที่เป็นเวลาของนิวซีแลนด์ จะมีโอกาสได้รับการตอบกลับเร็วกว่า

เตรียมเงินไปยังไงบ้าง เงินสด บัตรเครดิต หรือ Travel card

ตอนไปใช้ก็มีเตรียมเงินสดไปด้วยประมาณ 800 NZD แล้วก็มี Travel card อีก และไปเปิดบัญชีธนาคารของนิวซีแลนด์ค่ะ ซึ่งก็เเล้วเเต่ความสะดวกของเเต่ละคนค่ะ อย่างเพื่อนหนูบางคนก็ใช้แค่บัตร YouTrip ปกติ อะไรอย่างเงี้ย แต่หนูเลือกเปิดบัญชีธนาคารของนิวซีแลนด์ค่ะ

ขั้นตอนเเละสิ่งที่ต้องเตรียมในการเปิดบัญชีธนาคารที่นิวซีแลนด์

จริงๆ จะมีเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนพาไปนะคะ แต่ว่าตอนนั้นหนูไปก่อนที่โรงเรียนจะเปิด แล้วไม่อยากรอ ก็เลยไปเองค่ะ ซึ่งมันมันไม่ได้ยาก เราทำเองก็ได้อะค่ะ ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่เราทำเองก็ได้ ซึ่งหนูเลือกไปทำเอง

เราต้องเตรียมพาสปอร์ต และหลักฐานที่อยู่ในนิวซีเเลนด์ไปค่ะ แต่เราก็ต้องทำการจองผ่านออนไลน์ก่อนนะคะ ที่นู่นถ้าเราเดินเข้าไปที่สาขาเลยอาจจะยากนิดนึง ต้องหาข้อมูลก่อน อย่างเช่นต้องเข้าไปจองว่าเราจะเปิด Saving Account หรือบัญชีประเภทไหน พอจองไปแล้ว เขาก็จะส่งอีเมลกลับมาภายใน 2 วัน มีรายการเอกสารเเจ้งมาว่าเราต้องเตรียมอะไรไปบ้าง เพื่อแจ้งให้เราเข้าไปที่สาขา แล้วเราถึงจะสามารถเปิดบัญชีได้ ไม่ยากค่ะ แค่อย่าลืมพาสปอร์ต เท่านั้นเอง

แล้วตอนที่จะกลับประเทศไทย ถ้ามีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์หรือข้อมูลติดต่ออะไร ต้องรีบแจ้งธนาคารที่นู่นให้เรียบร้อย เพราะไม่อย่างนั้นจะค่อนข้างยุ่งยาก อย่างของหนู กลับมาแล้วลืมแจ้งว่าเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ก็ต้องส่งเรื่องไปขออัปเดตเบอร์ใหม่ แล้วพอเป็นเรื่องที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศ การรอ 10–15 วันก็ค่อนข้างนาน อันนี้เป็นประสบการณ์ที่อยากฝากไว้สำหรับคนที่จะไปเปิดบัญชีธนาคารที่นู่น อย่าลืมอัปเดตข้อมูลต่าง ๆ ก่อนกลับ เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องรอนาน ตอนนี้หนูก็ยังเข้าแอปธนาคารไม่ได้เลยค่ะ

มีวิธีการเลือกธนาคารไหม

พี่สาวที่เป็นลูกของคุณป้าค่ะ เป็นชาวนิวซีเเลนด์ที่อยู่ที่นู่นมานานแล้ว เขาก็แนะนำให้เราลองเปิดบัญชีกับธนาคารนี้ดู แล้วหนูก็ถามเพื่อนหลาย ๆ คนเหมือนกันว่าเปิดบัญชีกับธนาคารไหนดี เขาก็บอกว่าธนาคารนี้ค่อนข้างเสถียรหนูก็เลยเลือกเปิดบัญชีกับ BNZ ค่ะ แต่ ANZ กับ BNZ ก็ดีทั้งคู่ค่ะ

หลังเปิดบัญชีเราก็จะได้เป็นบัตรเดบิตเอาไว้ใช้จ่ายตามสถานที่ หรือขนส่งสาธารณะต่างๆที่มีสัญลักษณ์ให้ใช้บัตรได้เลยค่ะ เช่น ถ้าขึ้นรถบัสเราก็ใช้บัตรแตะจ่ายเงินตอนขึ้น เเละตอนลงเราก็ต้องเเตะอีกครั้งค่ะ เพราะถ้าตอนลงเราไม่เเตะจ่าย ระบบจะตัดเงินเราตอนเราออกจากสถานีสุดท้าย ดังนั้นเวลาลงจากรถก็อย่าลืมเเตะบัตรอีกครั้งนะคะ

รวมถึง BNZ ก็มีแอปพลิเคชันนะคะ รู้สึกว่าการใช้งานง่าย แต่ว่าถ้าเทียบกับกสิกรที่ประเทศไทย รู้สึกว่าให้กสิกรมากกว่า กสิกรคือที่สุด แต่ว่าที่นู่นก็ดี ก็โอนได้เลยนะคะ แค่เราต้องมีข้อมูล เหมือนที่นู่นจะต้องใส่ข้อมูลให้ครบทั้งชื่อเต็ม แล้วก็เลขบัญชีของคนที่เราจะโอนเงินไปให้ แล้วก็ได้เลย แค่นั้นก็ไม่ยากค่ะ

ที่ New Zealand นิยมใช้เงินสด หรือบัตรเดบิต/เครดิต

เหมือนเขารับทั้งสองแบบนะคะ แบบอย่างเช่นใน Woolworths ก็จะจ่ายได้ทั้งเเบบเงินสด เเละจ่ายผ่านบัตรได้ค่ะ ยังไม่เคยพบเจอปัญหาเรื่องการแบบใช้เงินสดหรือว่าใช้บัตรจ่ายนะคะ แต่ส่วนมากคนที่นู่นก็แบบว่าใช้บัตรค่ะ เพราะสะดวกกว่าในการจ่าย แตะจ่ายอย่างเดียว รวมถึงที่นู่นยังไม่มีเเเบบสเเกนจ่ายเหมือนที่ไทยค่ะ

อากาศตั้งแต่ช่วงปลายธันวาไปจนถึงช่วงต้นเมษาเป็นยังไงบ้าง

ส่วนมากนิวซีแลนด์จะขึ้นชื่อเรื่องฝนตก 200 วันก็ไม่เกินจริงนะคะ ร่มกับเสื้อกันฝนถือเป็นของติดตัวประจำวันเลย ต้องพกติดตัวไว้ เพราะบางทีเลิกเรียนอยู่ดี ๆ ฝนก็ตกลงมา บางทีก็ตกแรง บางทีก็ตกปรอยๆบ้าง ก็แนะนำว่าให้เตรียมยาไปเผื่อดีกว่า เพราะหนูป่วยไปประมาณ 2–3 วันในช่วงแรก ๆ ที่ไป เนื่องจากยังไม่คุ้นเคย ตอนแรกเราไม่รู้ว่าอยู่ดี ๆ ฝนจะตกลงมา แล้วก็ยังไม่ชินกับการต้องพกร่มออกไปข้างนอกตลอดเวลา บางทีฝนเม็ดเล็ก ๆ ก็ทำให้เราป่วยได้ ก็อย่าลืมเตรียมยาแก้แพ้ ยาแก้หวัด หรือยาพื้นฐานต่าง ๆ ไปด้วยนะคะ ส่วนมากฝนตกค่ะ ใช่ ฝนตกค่อนข้างบ่อยเลยค่ะ

ตอนป่วยได้มีไปหาหมอไหม

ไม่ได้ไปหาหมอเลยค่ะ มีแค่ทานยาที่พกไป เพราะป่วยแค่เหมือนเป็นหวัดนิดหน่อย กินยาแก้แพ้กับยาพารา พอตื่นมาก็ดีขึ้นแล้วค่ะ ซึ่งก็ดีที่ไม่ได้ป่วยหนักอะไร อย่าป่วยหนักเลยนะคะ เพราะคลินิกที่นู่นค่อนข้างแพง เหมือนเราจ่าย 200 NZD แต่ได้ยาพารากลับมา ก็ถือว่าแพงอยู่ ก็แนะนำให้เตรียมยาไปเองดีกว่าค่ะ

กิจกรรมที่ชอบที่สุดในช่วงที่อยู่ที่นิวซีแลนด์คืออะไร

น่าจะเป็นการไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ ค่ะ เป็นกิจกรรมที่ชอบมาก เพราะได้ไปเล่นวอลเลย์บอลชายหาดในทุกๆ วันที่อากาศดีและมีแดดค่ะ ถ้าเป็นผู้หญิงอย่าลืมเตรียมบิกินี่ไปด้วย เพราะได้ใช้แน่นอน มีไปอาบแดด ผิวแทนขึ้นด้วย ก็ดีสำหรับคนที่อยากมีผิวแทนค่ะ

มีคาเฟ่แนะนำไหม

จริง ๆ ใน Auckland City หรือใน Victoria Street ซึ่งเป็นโซน Main City เลย ค่อนข้างน่าเบื่อ เราก็ต้องหาเส้นทางออกไปโซนอื่น มี Parnell Road มี Newmarket Road ค่ะ เปิด google map แล้วจิ้มคาเฟ่ได้เลย เพราะมีให้เลือกเยอะมาก คาเฟ่แต่ละที่ก็จะเป็นคนละบรรยากาศ สวยมาก เป็นสไตล์ European ก็มี ที่เราชอบมีเยอะมาก ต้องไปดูหน้างานเองค่ะ นั่งบัสไปแป๊บเดียว ประมาณ 10 นาทีถึงค่ะ

นอกเหนือจากโอ๊คแลนด์ ได้มีไปเที่ยวเมืองอื่นบ้างไหม

ไม่ได้ไปเมืองอื่นค่ะ เพราะเรียนเสร็จ 3 วันก็กลับไทยเลย เลยไม่ได้มีเวลาไปเมืองอื่นๆ เลยค่ะ แต่มีได้ไป Piha Beach นะคะ อยากจะแนะนำมาก พระอาทิตย์ตก (Sunset) สวยมาก สวยเหมือนภาพวาดเลยค่ะ ซึ่งก็ต้องเลือกวันดี ๆ ด้วยนะคะ ดูสภาพอากาศ เพราะเราต้องเช็กอากาศในแอป Weather ทุกครั้งก่อนออกไปไหน เพราะบางทีก็ฝนตกได้ค่ะ

หางาน Part Time ยากไหม

ตอนแรกหางานจากในกลุ่มด้วย แล้วก็ออกไปเดินหาข้างนอกด้วยค่ะ รู้สึกว่าโชคดีด้วยที่มีคนแนะนำ หนูต้องไปถึง Kingsland เลยค่ะ ถึงจะไม่ไกลมาก แต่ก็ไกลจากตัวเมืองอยู่ มีผู้จัดการร้านแนะนำว่าร้านนี้ยังเปิดรับอยู่ ก็เลยลองไปถามผู้จัดการที่เจอตอนนั้นใจดีมาก ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะไม่ได้รับก็ได้ แต่โชคดีที่เจอคนดี เลยได้งานค่ะ ตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ค่ะ

หนูทำได้ประมาณ 3 วันต่อสัปดาห์ เพราะวีซ่านักเรียนทำงานได้แค่ 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนมากก็ทำได้ประมาณ 3–4 วันต่อสัปดาห์ค่ะ

ตำแหน่งที่ได้ทำจะเป็น Front of House ค่ะ คอยรับออเดอร์ จัดของ เติมสต็อก ทำหลายอย่างเลยค่ะ สังคมเพื่อนร่วมงานดีมาก ตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ ถ้าใครมีสกิลติดตัว อย่างบาริสต้า ก็อยากแนะนำให้ลองค่ะ เพราะเห็นตามกลุ่มก็มีโพสต์หาคนที่มีประสบการณ์บาริสต้าอยู่ค่ะ

งานที่ทำก็สนุกดีค่ะ ได้ทำตั้งเเต่เดือน กุมภา – เมษายน ค่ะ ส่วนตารางที่ทำก็ค่อนข้างยืดหยุ่นค่ะ บางทีก็เริ่มตั้งแต่ 11:00-19:00 น. บางทีก็ทำประมาณ 11:30-19:00 น. ค่ะ ในช่วงเสาร์อาทิตย์

ส่วนค่าเเรง หนูได้ชั่วโมงละ 26 NZD ค่ะ แต่ก็มีหักภาษีค่อนข้างเยอะ แต่เดี๋ยวก็จะได้ Tax Refund กลับมาประมาณเดือนมิถุนายนค่ะ เพราะหนูไม่ได้อยู่ต่อระยะยาว

เรื่องรายได้ก็แล้วแต่ร้าน เพื่อนบางคนที่หนูถามเขาทำงานร้านอาหารไทย เขาได้ประมาณชั่วโมงละ 21 NZD แต่ร้านที่หนูทำมีเเต่ฝรั่งไม่มีคนไทยเลย ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขากดค่าเเรงเรา ที่เขาให้ก็สมเหตุสมผลอยู่ค่ะ แต่ถ้าร้านคนไทยอาจจะมีบ้างที่ได้เป็นเรทค่าเเรงขั้นต่ำค่ะ

เรื่องเงินทิป อันนี้ก็เป็นความโชคดีอีกแล้วค่ะ ตอนนั้นทำงานได้ประมาณอาทิตย์แรก หนูก็ได้ทิป 50 ออสเตรเลียดอลลาร์ แต่เป็นเงินออสเตรเลีย ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่านิวซีแลนด์ดอลลาร์ ก็เลยได้เป็นเงินสด 50 ดอลลาร์ออสเตรเลีย แต่คนที่นู่นจะไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการให้ทิปเหมือนอเมริกานะคะ ที่อเมริกาจะมีการให้ทิปค่อนข้างเยอะ ถ้าทำงานลักษณะนี้อาจจะได้ทิปเยอะ แต่ที่นิวซีแลนด์ได้ไม่มาก แต่หนูก็รู้สึกว่าตัวเองได้ทิปอยู่เหมือนกัน อย่างแรกคือหนูชวนลูกค้าคุย อย่างที่สองคือเวลาถามลูกค้าว่า “How’s your day going?” หรือ “How was your day?” มันเป็น Small Talk เล็ก ๆ ที่ช่วยให้เราได้ทิปตรงนั้นหรืออาจจะเป็นเพราะหนูเป็นผู้หญิงด้วยหรือเปล่า เพราะส่วนมากลูกค้าที่เข้ามาจะเป็นลูกค้าผู้ชายมากกว่า ถ้าเป็นลูกค้าผู้หญิงก็ให้ทิปเหมือนกันค่ะ แต่จะไม่ได้เยอะเท่า เพราะที่นั่นไม่ได้เป็นวัฒนธรรมการให้ทิปเหมือนอเมริกา ส่วนมากก็จะได้ประมาณ 10 NZD บ้าง 5 NZD บ้างในแต่ละวันค่ะ

ทิปที่ได้จะเป็นแบบให้เราโดยตรง เราก็จะได้โดยตรงเพราะว่าที่นู่นเค้าจะไม่มีแบบเปอร์เซ็นต์ทิป ถ้าแบบมีเปอร์เซ็นต์ทิปแบบอเมริกาแบบตรงคอมพิวเตอร์อะค่ะ อันนี้มันถึงจะหารกัน แต่อันนี้คือเราเป็นแบบทิปแบบมือต่อมือค่ะ

เทคนิคในการหางาน Part Time

อันนี้เป็นเทคนิคเลยนะคะ อยากให้ทุกคนถามผู้จัดการโดยตรง อย่าเพิ่งถามพนักงาน เพราะบางทีเขาอาจไม่รู้ หรืออาจตอบไม่ชัดเจน แต่ถ้าถามผู้จัดการโดยตรง เราจะได้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด

หนูก็เดินเข้าไปถามผู้จัดการเลยว่า “I’m looking for a job. Are you hiring right now?” แล้วก็บอกไปเลยว่า ถ้าต้องการให้มาทดลองงาน หนูพร้อมนะ “I would love to. Maybe I can do it today.” ก็บอกไปตรง ๆ ว่าวันนี้ว่าง สามารถมาทดลองงานได้เลย ตอนนั้นอยากได้งานมาก เราก็ต้องกล้าถามหน่อย ร้านที่ไปสมัครค่อนข้างใหญ่และค่อนข้าง Professional เลยกดดันนิดนึงค่ะ เพราะตัวหนูมีประสบการณ์ไม่ถึง 1 ปีตอนไปทำ Work and Travel ที่อเมริกา ก็ไม่เป็นไร แค่บอกว่าเรามีประสบการณ์ เราก็ขอไปทดลองงาน ถ้ามีโอกาสก็แบบให้โอกาสฉันได้แบบลองสัก 2 ชั่วโมงวันนี้ได้ไหม ลองเสนอเขาไปได้ค่ะ เราต้องทำให้เขาเห็นว่าแบบว่า เราต้องการงานนี้จริงๆ และเราทำงานนี้ได้จริงๆ ค่ะ แต่ว่าให้คุยกับ manager นะคะ อย่าคุยกับ staff ค่ะ เพราะหนูรู้สึกว่าการที่เขาจะพิจารณารับเราจริงๆ จะอยู่ในวันที่เราทดลองงานค่ะว่า เราสามารถทำงานได้มากน้อย หรือดีเยี่ยมแค่ไหน เพราะเขาจะได้เห็นด้วยตาของเขาเลยว่าเราสามารถทำได้จริงๆค่ะ

และเเนะนำเพิ่มเติมว่า เตรียม Resume/CV ไว้ให้พร้อม พอไปถึงนิวซีแลนด์ปุ๊บ พักสัก 1 วัน แล้วให้เริ่มหางานเลย เพราะมันค่อนข้างหายากมาก ถ้าเราไม่ไปถึง Kingsland วันนั้น เราก็คงไม่ได้เข้ามาสมัครร้านนี้ค่ะ เพราะเราไม่ได้เดินเข้าไปในเมืองแล้วก็หางานได้เลย เราก็ได้แนะนำจากผู้จัดการอีกสาขานึงถึงรู้ว่าร้านนี้เปิดรับพนักงานอยู่ค่ะ เพราะเพื่อนก็บอกว่าหางานยากเหมือนกันค่ะ

วัฒนธรรมการทำงานเป็นอย่างไร

หนูไปทดลองทำงาน ประมาณ 2-3 ร้าน แล้วร้านที่หนูทำอยู่รู้สึกว่าเป็นร้านที่ดีมาก ตอนนี้ก็ยังติดต่อกับเพื่อนร่วมงานทุกคนอยู่ค่ะ คือเขาก็นิสัยดีกับเรา เขาช่วยเรา เพราะหนูไม่มีประสบการณ์ เขาก็สอนตั้งแต่คีย์ข้อมูล คีย์อาหารให้ลูกค้า สอนตั้งแต่เก็บร้าน สอนหมดเลย ด้วยความที่หนูก็ใช้ความพยายามส่วนตัวเยอะเหมือนกัน มันก็เลยดีมาก เพื่อนร่วมงานที่ไม่ใช่ General Manager เขาก็ไม่ได้เข้มงวดมาก ถ้าเป็น General Manager เราก็จะเจออีกแบบหนึ่ง คือเขาจะเข้มงวดนิดหน่อย แต่ถ้าทำงานกับ Manager ประจำในเวลานั้นก็จะเหมือนเป็นเพื่อนกันค่ะ ก็ไม่ได้ถึงกับชิล เพราะทุกคนมีความรับผิดชอบแตกต่างกันไป รู้สึกว่าเราเล่นกันได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบ พอมีลูกค้าจริง ๆ เราก็ซีเรียส ทุกคนช่วยกันหมดเลย ก็เลยรู้สึกว่าไม่มีความเครียดอะไรเลยเวลาทำงานอยู่ที่นั่น ซึ่งดีมากค่ะ

เรื่องที่ชอบ และไม่ชอบในนิวซีแลนด์

เอาเรื่องที่ไม่ชอบก่อนนะคะ เป็นเรื่องอากาศค่ะ หนูไม่ค่อยชอบฝนตก แต่ว่าที่นู่นฝนตกแบบคาดเดาไม่ได้เลย แต่ว่าวันไหนที่แดดออกก็คือแบบแดดร้อนมาก เหมาะสำหรับการไปอาบแดดที่ทะเลมาก เรื่องที่ไม่ชอบก็ฝนตกนี่แหละค่ะ ฝนตกบ่อย แล้วก็มีเรื่องเจอคนแปลก ๆ ด้วย บางคนอาจจะเจอน้อยมาก แต่ก็มีบ้างค่ะ ส่วนมากเขาก็ขับสกูตเตอร์กันบนทางคนเดิน ถ้าเราใส่ AirPods อยู่ เราอาจจะไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง แล้วอาจจะไม่ทันสังเกตได้ โดยส่วนมากหนูเป็นคนใส่ AirPods อยู่แล้ว ก็เลยต้องระมัดระวังตรงนี้ค่ะ

เรื่องที่ชอบก็น่าจะเป็นเรื่องสังคม เพื่อน แล้วก็คนที่นู่นจะเป็นแบบว่า slow life เค้าจะไม่ค่อยเร่งรีบนะคะ มันก็จะแบบดีกว่ากรุงเทพตรงที่แบบว่าไม่ค่อยวุ่นวาย ไม่ค่อยเร่งรีบ ไม่มีการแข่งขัน จะอยู่ค่อนข้างรู้สึกสบายใจ ก็รู้สึกดีตรงนี้เลยเป็นเรื่องที่ชอบที่สุดค่ะ

ความทรงจำที่ดีที่สุด ใน 14 สัปดาห์

เอาเป็นผู้คนแล้วกันค่ะ เพราะว่าเจอแต่คนดีๆ อาจจะเป็นเพราะเราไปมูก่อนหรือเปล่าไม่แน่ใจนะคะ ว่าถ้าไปที่นู่นขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ตอนไปอยู่ก็ขอให้ไม่มีอุปสรรค ขอให้ไม่มีอะไรติดขัด ขอให้ไม่เจอคนที่ไม่ดี ขอให้ได้เจอสังคมดี ๆ ตอนนั้นไปพระพิฆเนศที่ห้วยขวาง แล้วก็ไปพระตรีมูรติหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ศาลเจ้าเเม่ทับทิมค่ะ และมีไปฉะเชิงเทราตามวัดดังๆ ไปไหว้พระพิฆเนศองค์ยืนและองค์นอนค่ะ แล้วก็เกี่ยวที่สังคมด้วย เพราะทุกคนที่เจอคือคนที่ตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ทุกคน ยังไม่มีใครที่แบบหายออกไปจากชีวิตกัน ก็ยังติดต่อกันอยู่ แล้วก็จะมีการนัดเจอกัน เพื่อนก็บอกว่าอยากมาเที่ยวที่ไทยค่ะ

ส่วนเรื่องวันที่ไปฉลองวันเกิดกับเพื่อนก็ประทับใจค่ะ แต่มันเป็นแค่ 1 วัน (หัวเราะ) เพราะเหตุการณ์ที่หนูไปชายหาด ไปเที่ยวต่าง ๆ คือหนูเจอทุกวันเลย มันก็เลยรู้สึกว่าประทับใจทุกวัน ซึ่งวันนั้นก็ประทับใจนะคะ เพื่อนซื้อบาร์บีคิวมาย่างให้ เพื่อนไปซื้อทุกอย่างให้หมดเลย ตอนนั้นหนูรออยู่ที่ชายหาด ถ่ายรูปอยู่ พอเพื่อนกลับมาทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อนน่ารักมากค่ะ เป็นผู้ชายที่มีความสุภาพบุรุษกันมาก ส่วนผู้หญิงก็น่ารักและนิสัยดีมากค่ะ ทุกคนให้เกียรติกัน พวกผู้ชายก็ไปซื้อบาร์บีคิว ซื้อเครื่องดื่มมาให้ เพราะพวกหนูเป็นผู้หญิง ก็รอถ่ายรูปอยู่ที่บีช พอไปถึง ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว เขาก็เรียกให้พวกเราไปกิน วันที่ไปชายหาดสนุกมากค่ะ

ติดต่อเจ้าหน้าที่ของสถาบัน NZLC ยากไหม

รู้สึกว่าติดต่อได้ง่ายนะคะ ส่วนตัวหนูไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก หนูก็จะติดต่อแค่เรื่องทั่วไป อย่างเช่นวันหนึ่งหนูลืมร่มไว้ที่โรงเรียน พอส่งอีเมลไป วันต่อมาก็ได้รับการตอบกลับ ขนาดลืมข้ามอาทิตย์ ร่มก็ยังอยู่ แล้วทางสถาบันก็มีแบบฟอร์มให้กรอก สมมติว่าบางคนมีปัญหาเรื่อง Homesick หรือมีปัญหาที่สถาบัน มีปัญหาในห้องเรียน อยากย้ายห้อง ก็สามารถส่งอีเมลไปคุยได้ จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา คอยถามว่าเรา Homesick ไหม มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ตอนที่มาอยู่ที่นี่ มีปัญหากับเพื่อนหรืออาจารย์ไหม อยากย้ายคลาสไหม หรือรู้สึกว่าอาจารย์กับเราเคมีไม่ค่อยตรงกันหรือเปล่าในคลาสเรียน เราก็สามารถคุยกับเขาและขอย้ายได้ ซึ่งมันง่ายมาก ๆ และเขาก็ให้ความร่วมมือดีมากๆ ค่ะ

อย่างตอนแรกที่หนูไปเรียน หนูรู้สึกว่าคลาสที่ได้มันง่ายเกินไป ก็เลยไปขอเขาย้ายค่ะ แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอาจารย์ที่สอนเราด้วย เพราะเขาเป็นคนสอนเรา เขาจะรู้ว่าเราเรียนได้ระดับไหน คลาสหนึ่งมีประมาณ 10 กว่าคน ไม่ถึง 20 คน อาจารย์จะรู้จักและคุยกับนักเรียนทุกคน เขาก็จะรู้ว่าเราเรียนได้จริงไหม สุดท้ายเขาก็ให้หนูย้ายคลาสนะคะ เพราะหนูรู้สึกว่าตัวเองพูดได้ เข้าใจเนื้อหา แค่ตอนแรกยังไม่กล้าพูดเท่านั้นเองค่ะ

เจ้าหน้าที่ของ NZLC เป็นคนไทย

สถาบันมีเจ้าหน้าที่คนไทยด้วยค่ะ มีเจ้าหน้าที่คนไทย 2 คนถ้าจำไม่ผิด แต่ว่าเจ้าหน้าที่ ที่เราไปขอความช่วยเหลือเป็นเจ้าหน้าที่ที่สถาบันจัดไว้ให้คุยกับนักเรียนโดยเฉพาะ ไม่ได้คุยกับพี่คนไทย เราก็ไปคุยกับเขาโดยตรงเลย เพราะคิดว่าน่าจะไวกว่าค่ะ เราก็จะได้คุยเป็นภาษาอังกฤษให้เค้าดูด้วยว่า เราพูดได้จริงๆ เราอธิบายถึงปัญหาที่แบบเราประสบได้จริงๆ โดยที่ไม่ต้องมีพี่คนไทยมาแปลให้ค่ะ

ก่อนเดินทางมีเรื่องที่กังวลไหม

กลัวเตรียมของไม่ทันค่ะ ส่วนเรื่องเอกสาร หนูก็จะกังวลว่าจะลืมอะไรไหม แต่พี่ ๆ คอยย้ำตลอดว่า “น้องอย่าลืมอันนี้นะคะ อย่าลืมอันนั้นนะคะ” จนหนูบอกว่า “โอเคค่ะพี่ หนูไม่ลืม” มีแค่เรื่องกลัวเตรียมของไม่ทันเฉย ๆ เพราะพอได้วีซ่าแล้วหนูก็บินเลย ไม่ได้มีช่วงเวลาห่างกันนานขนาดนั้นค่ะ

ซึ่งระหว่างรอผลวีซ่าส่วนตัวก็มีหาข้อมูลไว้ว่าถ้าไปถึงควรทำอะไร หาข้อมูลจากคนที่เขาอยู่ คนที่เขาเรียนอยู่ที่โน่นด้วยค่ะ ซึ่งคนไทยในกลุ่มที่เราหาข้อมูลต่างๆ ก็ให้ความช่วยเหลือดีมากๆ ค่ะ เวลาเราถามอะไรเข้าไปในกลุ่ม เขาก็จะตอบค่ะ

แนะนำอะไรให้คนที่กำลังสนใจที่จะไปเรียนที่นิวซีแลนด์

เคล็ดลับก็คือให้เตรียมตัวให้พร้อม แล้วก็หาข้อมูลให้เยอะค่ะ ลิสต์สิ่งที่เราสงสัยเอาไว้ บางทีเราอาจจะถามลงไปในกลุ่ม Facebook คนไทยหรือนักเรียนในเมืองที่เราไปเรียน หรือถามใน Open Chat ก็ได้ ให้ลิสต์สิ่งที่เราอยากรู้เอาไว้ แล้วก็แค่เตรียมตัวให้พร้อม เตรียมร่มให้พร้อมค่ะ นิวซีแลนด์เหมาะสำหรับคนที่อยากใช้เวลาใกล้ชิดอยู่กับธรรมชาติ เพราะธรรมชาติที่นั่นสวยมาก แล้วก็อยากให้ทุกคนใช้เวลาให้คุ้มค่ะ เพราะว่าเรียน 14 สัปดาห์ ไม่เเน่ใจว่าเราสามารถขอวันหยุด ได้ 1 อาทิตย์ หรือ 6 วัน แต่หนูไม่เคยขอ เพราะคิดว่าไหน ๆ ก็เรียนไม่นานแล้ว เดี๋ยวก็กลับไทย ก็เลยไม่ได้ขอวันหยุด เรียนเสร็จก็กลับไทยเลยค่ะ

แต่สำหรับคนที่อยู่นาน อยากแนะนำให้ลิสต์สถานที่ที่อยากไป แล้วก็หาข้อมูลเรื่องการเช่ารถ เพราะหนูก็เคยเช่ารถกับเพื่อนเหมือนกัน ซึ่งเช่ารถก็จะถูกกว่า แล้วก็หาข้อมูลเยอะ ๆ ค่ะ เอาจริง ๆ มันไม่มีเรื่องให้กังวลอะไรเลย ถ้าเราเก่ง มีไหวพริบ และเอาตัวรอดได้ แค่นั้นคือจบ ทุกอย่างมันไม่ได้ยากเลยค่ะ

ส่วนภาษาอังกฤษ บางคนอาจจะคิดว่าไม่เก่งแล้วจะสื่อสารไม่ได้ แต่หนูรู้สึกว่าทุกอย่างมันมีทางออก ต่อให้ไม่เก่งหรือพูดไม่ได้ บางทีเราตื่นเต้นก็นึกคำไม่ออก บางทีหนูก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน แต่ทุกอย่างมีทางออกหมดเลย เช่น เตรียม Translate ไว้ มีอินเทอร์เน็ต เตรียมเบอร์ต่าง ๆ ให้พร้อม แค่ลิสต์ว่าไปถึงแล้วสิ่งแรกที่ต้องทำคืออะไร สิ่งที่สองคืออะไร สิ่งที่สามคืออะไร มันก็จะง่าย ทุกอย่างมันก็จะเป็นไปอย่างราบรื่นเพราะหนูทำแบบนั้น หนูไปคนเดียวด้วย ที่สำคัญคือบินคนเดียว ทำอะไรเองคนเดียว ก็เลยรู้ว่าสิ่งแรกที่ควรทำคืออะไร อยากให้ทุกคนลิสต์เอาไว้ดีกว่า เพราะพอไปถึงจริง ๆ หลายอย่างอาจทำให้สับสนในหัวได้ การลิสต์ไว้ก่อนจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้นค่ะ

การมาเรียนที่นิวซีแลนด์ เหมาะกับใคร

ถ้ายังเด็กอยู่ หนูคิดว่าก็ไปได้ค่ะ เพราะหนูเริ่มใช้ชีวิตคนเดียวตอนอายุ 20 แต่ว่าเพื่อนหนูบางคนเริ่มตั้งแต่อายุ 18 หนูก็เลยคิดว่า 18 เป็นอายุที่โอเค เริ่มเรียนรู้ได้ เริ่มใช้ชีวิตได้ เริ่มเอาตัวรอดได้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หนูก็อยากไปตั้งแต่อายุ 18 เลยค่ะ ถ้าน้อง ๆ คนไหนกำลังลังเลอยู่ จริง ๆ มันเหมาะกับทุกคนเลย มันฝึกให้เราเอาตัวรอด ฝึกให้เรามีความอดทน ฝึกภาษา ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หนูก็อยากมาเร็วกว่านี้ เพราะมันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ที่เราจะจำไปได้ตลอดเลยค่ะ ก็อยากบอกคนที่กำลังลังเลว่าไม่ต้องลังเล ลองออกไปหาประสบการณ์ดู การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็ดีอีกอย่างหนึ่ง อย่างเช่นถ้าเรามาจาก Big City หรือคุ้นเคยกับ Night Life พอเราไปอยู่ในประเทศนั้น ในเมืองนั้น มันช่วยฝึกหลายอย่าง หนูฝึกเรื่องการตื่นเช้า เพราะปกติไม่เคยตื่นเช้ามาก่อน สังเกตจากตอนอยู่ไทย หนูตอบไลน์พี่ช่วงบ่ายเป็นต้นไป เพราะเพิ่งตื่น แต่อยู่ที่นู่น 7 โมงเช้าก็ตื่นแล้ว ทำอาหารเช้าก่อนไปเรียน ไปเรียน 8:30 น. แล้วมันทำให้เรารู้ว่าเวลามีค่ามาก เหมือนพอเรียนเสร็จ เราก็คิดต่อว่าจะทำอะไรหลังเลิกเรียน จะไปทำงาน ไปหาประสบการณ์ ไปเดินเล่น หรือไป Explore เมือง มันฝึกอะไรหลายอย่างให้เรามาก ๆ ค่ะ หนูเลยอยากบอกว่าให้ไปดีกว่า ไม่มีอะไรต้องลังเล ขอแค่เตรียมพร้อม 3 อย่าง คือ ใจพร้อม เงินพร้อม แล้วก็พร้อมที่จะไปค่ะ

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ มีเรื่องไหนที่อยากเตรียมตัวเพิ่มเติมก่อนไปไหม

เรื่องที่พักค่ะ เพราะตอนนั้นลืมถามว่าทางเป็นยังไง เพราะเราไม่รู้ว่าทางมันจะชันขนาดนั้น ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หนูอยากถามก่อนว่า “ข้างหน้ามี Hills ไหมคะ” (หัวเราะ) ถ้ามี Hills หนูจะไม่อยู่ เพราะหนูไม่อยากเดิน แล้วก็เรื่องระยะทางมาสถาบันค่ะ หนูกับเพื่อนคนไทยก็มีแลกเปลี่ยนข้อมูลกันว่าแต่ละคนพักที่ไหน ทำงานอะไร เพื่อนบางคนก็ไปหา Flatmate อยู่ด้านนอกเมือง นั่งบัสมาสถาบัน ซึ่งก็สะดวก เพราะป้ายบัสอยู่ใกล้สถาบันมาก ลงแล้วเดินอีกนิดเดียวก็ถึง มันก็เหมาะสำหรับคนที่พักอยู่นอกเมือง แต่หนูชอบพักอยู่ในเมืองมากกว่า เพราะมันสะดวก เดินไป Woolworths ได้ เดินไป Commercial Bay ได้ เดินไปที่ต่าง ๆ ได้ง่าย อันนี้เป็นปัจจัยหลักของหนูเลยค่ะ

ถ้าพักนอกเมือง ค่าครองชีพอาจจะถูกกว่า บ้านอาจจะใหญ่กว่า แต่ด้วยความที่หนูค่อนข้างติดสบาย อยากตื่นแล้วเดินมาเรียนเลย ไม่อยากนั่งบัสมาเรียน อีกอย่างเส้นทางส่วนใหญ่เป็น Hills เวลานั่งรถหนูมีอาการ เมารถ ก็เลยไม่ค่อยอยากนั่งบัสเท่าไหร่ อยากเดินมากกว่า แต่ก็แล้วแต่คนค่ะ บางคนอยากประหยัดงบ พักอยู่ด้านนอก แต่ได้บ้านที่ดี ก็ต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมค่ะว่า นั่งบัสนานแค่ไหน บางคนก็นั่งบัส 30 นาที บางคนก็นั่งบัส 10 นาที แต่สำหรับหนู หนูชอบเดินมากกว่าค่ะ แล้วถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หนูอยากให้ถามก่อนว่าระหว่างทางมี Hills ไหม เดินมาสถาบันใช้เวลากี่นาที แล้วก็ห่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตมากไหมเพราะเราต้องใช้ไข่ ขนมปัง ข้าว และอาหารต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ก็ควรถามคนที่อยู่แถวนั้นว่าพื้นที่นั้นสะดวกไหม ป้ายรถบัสอยู่ไกลไหม ถ้าเป็นผู้หญิงก็อย่าเลือกที่พักที่ป้ายรถบัสอยู่ไกลมาก เพราะเวลาที่เราเดินกลับที่พัก มันอาจจะเปลี่ยวได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ได้อยู่ในเมือง หนูไม่เคยพักนอกเมือง เลยไม่แน่ใจว่ามีระบบรักษาความปลอดภัย หรือการดูแลเหมือนในตัวเมืองไหมก็ต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอีกที

ผลวัดระดับครั้งแรก กับครั้งสุดท้ายเป็นอย่างไร

ตอนแรกหนูอยู่ห้องที่ระดับยังไม่สูงมาก เพราะหนูไม่ได้เก่งแกรมม่า แล้วก็ไม่ค่อยกล้าพูด พอได้เลื่อนเลเวลขึ้นมา 1 ระดับก็รู้สึกว่าดีขึ้น แต่ถ้ามีเวลามากกว่านั้น หนูอยากให้ทุกคนลองหลาย ๆ คอร์ส เพราะที่สถาบันมีเปิดหลักสูตร Cambridge ด้วย มี Business English แล้วก็มี IELTS ด้วย ซึ่งหนูเสียดายมาก เพราะตอนนั้นเหลือเวลาอีกแค่ 4 วันก่อนจะจบคอร์ส ก็เลยไม่ได้ย้ายไปเรียนคอร์สอื่น อยากให้ทุกคนลองหลายๆ อย่าง เพราะบางที General English อาจจะดูค่อนข้างปกติสำหรับบางคน หนูเห็นเพื่อนที่ย้ายไปเรียน Cambridge แล้วก็ IELTS รู้สึกว่ามันน่าสนใจและสนุกเหมือนกัน ก็ลืมบอกไปว่าที่สถาบันไม่ได้มีแค่ General English นะคะ ยังมี IELTS, Business English และ Cambridge ให้เลือกเรียนด้วยค่ะ

ข้อแตกต่างการเรียนเอกภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยในไทยกับเรียนภาษาที่ NZLC

ที่มหาวิทยาลัยในไทยหนูได้เรียนกับ Native Teacher แค่ 2 ครั้งเองค่ะจากระยะเวลาเรียนทั้งหมด 4 ปี ซึ่งต่างกันมากกับการเรียนที่ NZLC หนูได้อะไรเยอะมากจากการมาเรียนนอกห้องเรียนแบบนี้ค่ะ เพราะตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยเพื่อนในห้องก็เป็นคนไทย ก็พูดภาษาไทยกัน แต่การเรียนที่นิวซีแลนด์ทุกคนพูดภาษาอังกฤษหมด เช้า เที่ยง เย็น ก่อนนอน ก็เลยต่างกันมากค่ะ และหนูก็มีการพัฒนาเรื่องสำเนียงด้วย เพราะที่ NZLC เขาก็สอนการออกเสียง การสะกดคำ การออกเสียงรวบคำในประโยคยาวๆ รวมถึงที่นิวซีแลนด์เขาจะสอนเป็นแบบ British English คำศัพท์บางคำก็เลยสอนไม่เหมือนกันกับที่ไทยที่เราเรียนมาเเบบ American English เช่น คำว่า Organize แต่ที่นิวซีเเลนด์จะสอนสะกดเป็น Organise ที่เป็น British English หรือคำว่า Color ที่เราเรียนมาเเบบอเมริกัน แต่ที่โรงเรียนก็จะสอนสะกดเป็น Colour เป็นต้นค่ะ ซึ่งการสะกดต่างกัน การออกเสียงก็ต่างกันด้วยค่ะทั้ง 2 แบบ รวมถึงมีโอกาสได้พูดภาษาอังกฤษในคลาสเรียนมากกว่าตอนเรียนในไทยค่ะ

ข้อเเตกต่างการไป Work&Travel ที่อเมริกา กับการไปเรียนที่นิวซีแลนด์

หนูไปรัฐเนวาดา (Nevada) ค่ะ ทำเป็นแคชเชียร์ ซึ่งตอนนั้นไปกับเพื่อนคนไทย ก็เลยได้พูดแต่ภาษาไทย ซึ่งเพื่อนชาติอื่นส่วนใหญ่ก็จะเป็นเเม็กซิกัน ซึ่งเขาก็จะมีกลุ่มเเม็กซิกันของเขาเหมือนกัน ก็เลยไม่ได้มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนที่เป็นคนอเมริกันที่ไม่ใช้เพื่อนข้างนอกของเราที่รู้จักอยู่แล้ว ซึ่งการไป Work & Travel ต่างคนก็ต่างมาทำงาน ต่างคนต่างมากับเพื่อน ต่างคนต่างแยกกันไปอยู่กับเพื่อนสัญชาติตัวเองค่ะ หนูก็เลยได้พูดภาษาไทยเยอะ เพราะก็อยู่ด้วยกันตลอดค่ะ จะได้พูดภาษาอังกฤษแค่กับลูกค้าตอนทำงานเท่านั้น หรือกับนายจ้างซึ่งนายจ้างเขาก็ไม่ได้มาพูดกับเราตลอด ส่วนในชีวิตประจำวันก็พูดแต่ภาษาไทยปกติเลยค่ะ การมาเเบบนี้จะได้ประสบการณ์การทำงานมากกว่าค่ะ ซึ่งก็เเตกต่างจากการมาเรียนที่นิวซีเเลนด์เยอะเลยค่ะ

พอมาเรียนที่นิวซีแลนด์ เป้าหมายของหนูคือการได้พูดภาษาอังกฤษ หนูก็เลยไม่ค่อยจับกลุ่มกับเพื่อนคนไทยเพราะว่าเรารู้จากตอนที่ไปอเมริกาว่าเราจับกลุ่มกับเพื่อนคนไทยเราก็จะได้พูดแต่ภาษาไทย หนูเลยเลือกอยู่กับเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษด้วยกันทุกวัน ก็เลยทำให้ได้พัฒนาในทุกๆวั นค่ะ

ทำไมถึงเลือกใช้บริการ KPG Overseas

ที่เลือก KPG ตอนแรกก็ Search ในอินเทอร์เน็ตก่อน แล้วก็ Search ผ่าน Instagram ด้วย พอ Search แล้ว Algorithm ก็เด้งหลาย ๆ เอเจนซี่ขึ้นมา แล้วก็เลยเห็นเอเจนซี่นี้ หนูก็เข้าไปดูพี่กันต์ที่ชอบอัด Reels ลง ก็รู้สึกว่าพี่เขามีความรู้ แล้วมันก็ตอบโจทย์เราตรงที่ดูแลค่อนข้างทั่วถึง แล้วก็เห็นรีวิวต่าง ๆ ที่ลงไว้ โดยส่วนตัวหนูค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องที่รีวิวไม่เกินจริง และเจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเมืองที่เราจะไป หนูก็ศึกษาดู ไม่โฆษณาจนเกินไป ไม่ทำโปสเตอร์เยอะจนหารีวิวจริงไม่เจอ ก็เลยรู้สึกว่าไปกับเอเจนซี่นี้ดีกว่า

พอเลือกแล้วและได้คุยกันจริง ๆ พี่ ๆ ก็ให้คำตอบที่ตรงจุด เขาไม่ได้บอกเลยว่าน้องจะผ่านแน่นอน 100% แต่บอกว่าต้องดูเอกสารของเราก่อน ซึ่งหนูก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเอกสารตัวเองพร้อม เพราะมีเอกสารจากทางมหาวิทยาลัยและเอกสารต่าง ๆ ครบถ้วน พี่ ๆ อาจจะขอเอกสารเยอะก็จริง แต่หนูรู้สึกว่ามันช่วยทำให้สบายใจว่าเอกสารแน่นแน่นอนว่าเอกสารแน่นไม่ได้แปลว่าจะผ่านแน่ ๆ แต่ก็รู้สึกว่าไม่น่าจะมีอะไรที่ทำให้ไม่ผ่าน ก็เลยรู้สึกว่ายังไม่มีข้อไหนที่ไม่พอใจ ตอนนั้นเหมือนจะเป็นวันหยุดของพี่ด้วย แต่หนูต้องรีบส่งเอกสาร พี่ก็ยังรับสาย ยังช่วยคุยและให้คำแนะนำอยู่ หนูรู้สึกขอบคุณมากค่ะที่ช่วยดำเนินเรื่องให้ค่อนข้างไว ซึ่งวีซ่าก็ออกไวเกินกว่าที่คิดไว้มาก วีซ่าผ่านไวมากค่ะ จริง ๆ ค่ะ

อ่านเกี่ยวกับ NZLC – คลิก

Photo Credits :  คุณโมเดล

ติดต่อขอรับคำปรึกษา

 

เรียนต่อแคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์

Line : @korpungun

เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

Line : @kpglearn

คอร์สออนไลน์ KPG LIVE

Line : @kpglive

TEL: 094-883-8778